|
หลังจากห่างหายจากการกำกับหนังไปเสีย 10 ปี คุณอังเคิล หรือคุณอดิเรก วัฏฏลีลา ก็กลับมา เลอะ อีกครั้ง เลอะตรงไหน? เลอะอย่างไร? ทำไมจึงเลอะ? และจะเลิกเลอะได้อย่างไร? เราจะมาค่อย ๆ พิจารณากันอย่างค่อยเป็นค่อยไปครับ !
เริ่มแรกเลย ก็คือ ความ เลอะเรื่องความคิด วันนี้คุณอังเคิลอายุปาข้าไป 50 กว่าปีแล้ว อยู่กับวงการหนังไทยมานานเกือบ 30 ปี ทำหนังมาแล้วนับเรื่องไม่ถ้วน ทั้งกำกับเองและผลักดันให้คนอื่นกำกับ เกี่ยวข้องในแทบจะทุกอณูของการทำหนัง ไม่น่าเชื่อว่า ความคิดจะยังเลอะอยู่ ทั้งที่น่าจะสุขุมลุ่มลึกละวางได้แล้ว วันนี้คุณอังเคิลแกเก็บกดเรื่องภาวะความเป็นไปของหนังไทยในพักนี้ ที่มีแต่ผี มีแต่ตลก และมีแต่โทนี จาเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ก็เตรียมตัวเจ๊งไม่เป็นท่า อาการดังกล่าวคุณอังเคิลแกเรียกว่า ฉลุย หมายถึงไหลเรื่อยไปไม่มีสะดุด หรือฮิตติดลมบนอะไรเทือกนั้น ว่าแล้วแกก็เอาผีและเอาตลกทุกประเภทมายำรวมกันเสียเลย จึง
เรียกชื่อหนังว่า วาไรตี้ผีฉลุย อันที่จริง ผมเองก็เลอะเหมือนกับแกในเรื่องนี้ ขอบ่นด้วยคนนะครับคุณอังเคิล อะไรหนังไทยจะบ้าบอคอแตกทำหนังตามกันได้ขนาดนี้? อะไรคนไทยจะบ้าดูหนังผีกันขนาดนี้? อะไรคนไทยจะกลัวความเครียดกันขนาดนี้? ทั้งที่บ้านเมืองเราก็ไม่ได้มีผีออกมาอาละวาดมากมายขนาดนั้นและสังคมไทย เราก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง แม้จะมีหลายอย่างน่าสิ้นหวังมาก ๆ อย่างเช่น นายก ฯ ชอบคิดว่าชีวิตคนจนจะดีขึ้นเมื่อมีหนี้ นักการเมืองชอบทำอะไรเพื่อคะแนนเสียงและผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง คนไทยแทบทุกคนฝันว่าชีวิตนี้ต้องมีรถ พ่อชอบกดขี่ทางเพศลูกสาว วัยรุ่นชอบซิ่งมอเตอร์ไซค์ ผู้ชายชอบคิดว่าผู้หญิงเป็นเครื่องบำบัดอารมณ์เพศ ผู้หญิงชอบแต่งตัวโชว์สะดือ คนรวยไม่เคยรู้จักพอ คนต่างจังหวัดชอบแห่มาหาเงินในกรุงเทพ ฯ รัฐบาลชอบสร้างเขื่อน นักศึกษามหาวิทยาลัยไม่สนใจการแสวงหาความรู้แต่อยากประสบ ความสำเร็จวันนี้ คนทุกเพศวัยอยากเด่นอยากดัง ผู้ใหญ่ไม่ใส่ใจภูมิปัญญาดั้งเดิมของปู่ย่าตายาย และอื่น ๆ อีกมากมาย เอ้อ! จะว่าไปผมก็เลอะไม่ต่างกับคุณอังเคิลเลยนะนี่ สรุปแล้วเราเป็นเพื่อนกันครับคุณอังเคิล ผมขอฟันธงว่า ภาวะฉลุย แบบนี้จะทำให้หนังไทยไม่มีทางเลือก คนดูสมองกลวง ผู้กำกับหนังสิ้นคิด สังคมสิ้นหวัง และไม่นานโลกเราก็จะล่มจม!
ต่อมา อันดับสอง ก็คือ ความ เลอะเรื่องบทหนัง จากความคิดก็กลายมาเป็นบทหนัง ก่อนจะกลายเป็นหนังต่อไป แต่ให้ตายเถอะครับ บทหนังแกเลอะเอามาก ๆ ก็คงมาจากความคิดประชดเสียดสีที่จะเอาทุกอย่างยำรวมกันนั่นแหละ บทจึงออกอาการโลภมากรักพี่เสียดายน้องอย่างนั้น ช่วงสิบนาทีแรกโอ ! มันน่าสนใจมากพระเจ้าจอร์จ ! แต่หลังจากนั้น ก็เลอะเทอะเข้าป่าเข้าดงไปเลย ผมว่า มันเริ่มเลอะตั้งแต่คุณติ๊ก
เดอะสตาร์ปรากฏตัวนั่น
เลย บทบอกว่า คุณหม่ำ จ๊กม๊ก เป็นผู้กำกับหนังตกอับ อยากทำหนังดี ๆ มีสาระ แต่ไม่มีนายทุนคนไหนยอมให้ทำ ชีวิตก็เลยสาละวันแย่ลงเรื่อย ๆ อยู่มาวันหนึ่ง ตะแกก็รับทำรายการผี ๆ ทางทีวีเฉยเลย แถมสนุกสนานร่าเริงเสียด้วย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังไงก็ไม่ทำ ๆ และเพื่อน ๆ ก็แห่มาช่วยกันเป็นพรวน โดยแทบจะมิได้นัดหมาย ทุกอย่างก็เลยง่ายดายไปหมด จากนั้น ชีวิตตะแกก็ดีขึ้น ๆ ตามลำดับจนดังคับฟ้าได้ทำหนังใหญ่ (ผี ๆ ) สมใจ โดย
สรุปก็คือ บุคลิกของคุณหม่ำหรือชื่อในหนังว่า ต้อม เป็นเลิศนั้น (ชื่อนี้ผมเดาว่าเป็นส่วนผสมของคุณเป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับหนังออกอาร์ต ๆ แต่ไม่ค่อยได้เงิน และคุณต้อม ยุทธเลิศ ผู้กำกับหนังได้เงินแทบทุกเรื่อง) ไม่คงที่เลย แต่กวัดแกว่งยิ่งกว่าต้นอ้อล้อลม ไม่น่าสงสาร ไม่น่าเห็นใจ และไม่น่าติดตามอย่างยิ่งพับผ่าสิครับ ผมขอฟันธงว่า อย่างแรกที่บ่งชี้ว่าบทหนังหนักไปทางเลวก็คือ บทหนังที่ตัวละครหลักไม่คงเส้นคงวา และ
อย่างที่สองก็คือ อะไร ๆ ในหนังมันดูเพี้ยน ๆ จงใจ จับวาง ยัดเยียด บังเอิญเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของตัวละคร คำพูดที่ยัดใส่ปาก มุขที่จับมาวางอย่างจงใจให้ตลก และลำดับเหตุการณ์ที่อ่อนเหตุและผล เท่านี้ก็เหลือแหล่แล้วล่ะที่จะทำให้บทหนังมันเลอะ ไม่ต้องไพล่ไปพูดถึงการเล่าเรื่องที่ไม่สื่อความหมายอีกหรอกครับ หนังของคุณอังเคิลเรื่องนี้เป็นอย่างนี้จริง ๆ นะครับ ยิ่งช่วงท้าย ๆ แล้ว กลายเป็นหนังผีวิ่งไล่กันกลางแสงไฟจ้า ๆ ยิ่งกว่าบ้านผีปอบและผีหัวขาดอีกนะครับ และยังมีตัวละครอื่น ๆ อีกล่ะ ก็เข้าแถวออกมาไม่คงเส้นคงวาตาม ติดกันเลยล่ะ อย่างชุปเปอร์เน็คที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเสียดสีน้าเน็คผมแดงที่ดังระเบิดโผล่ในทีวีแทบทุกช่องแทบทุกรายการนั้น เป็นคนที่กลัวผีเข้ากระดูกดำ แต่พอเข้าบ้านผี ๆ ที่น่ากลัวสุด ๆ กลับเดินออกหน้าเฉยเลย แล้วน้องแป๋วที่เล่นโดยน้องเมย์ตาตี๋แต่เซ็กซี่ด้วยอีกคน ในบทเธอเป็นนักศึกษาฝึกงานติ๊งต๊อง แต่เอาไปเอามากลับเป็นปกติกว่าใครเพื่อนเลย และตัวละครอื่น ๆ อีกมากมายพูดไม่ไหวอีก ไปดูกันเองในโรงเถอะครับ ถ้าไม่มีอะไรที่เพี้ยน ๆ คล้าย ๆ กับที่ผมว่ามาละก็ ผมจะขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว!

ทีนี้ ก็มาว่ากันถึง ประเด็น ในหนังที่คุณอังเคิลแกจะพูด ก็ต้องพุ่งไปที่การกำกับของแกโดยตรง เพราะผู้กำกับคือคนเล่าเรื่อง เป็นคนเยสโนโอเคทุกอย่างในหนัง ครับ การกำกับของแกกลายเป็นความ เลอะอันดับสาม ไปโดยปริยาย พิจารณาจากการจับเล็กผสมน้อยในหนังแล้ว ก็พอจะมองเห็นความจริงบางอย่างในใจแกอยู่บ้าง ถ้าให้เดาผมก็เดาประมาณว่า คุณอังเคิลแกจะพูด สามความจริง ใหญ่ ๆ ความจริงแรก แกอยากจะ
บอกว่า ท่านนายทุน ผู้กำกับ และคนดูทั้งหลายหากพวกท่านจ้องแต่จะทำหนังผีหนังตลกยังงี้กันต่อไปละก็พวกท่านนั่นเองจะกลายเป็นฆาตกรที่ฆ่าหนังไทยอีกครั้ง ความจริงสอง แกอยากจะบอกว่า ยามล้มลุกคลุกคลานสิ้นหวังอย่าเพิ่งท้อ เพื่อน ๆ จะมาช่วยเสมอ และความจริงสาม แกอยากจะบอกว่า หากคุณฝันได้ก็ต้องยอมรับความล้มเหลวของความฝันได้ แล้วท่านผู้อ่านผู้ดูละครับ คิดว่า คุณอังเคิลแกพยายามจะพูดความจริงไหน? สำหรับผม ผมคิดว่า คุณอังเคิลแกพยายามจะพูดทั้งสามความจริงเลยครับ แต่พูดไม่ออกเล่าไม่ได้แม้แต่
อย่างเดียว อาการของการเล่าเรื่องได้สัมฤทธิ์ผล ไม่ว่าจะผู้เล่าจะเล่าด้วยกลวิธีใด ๆ ก็ตาม ก็คือ ถ้าเราคนดูหนังไป แล้วค่อย ๆ รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับเวลาของเรื่องราวในหนัง แล้วถึงขั้นขนลุกเกรียวหรือสะท้านสะเทือนเกิดพลังอย่างใดอย่างหนึ่งในตอนจบ ละก็ นั่นแหละครับเขาเรียกว่า อาการของการเล่าเรื่องสำเร็จของคนทำหนังล่ะ ผมจะไม่อธิบายอะไรมาก ขอถามท่านผู้อ่านผู้ดูแทนละกัน ท่านรู้สึกแบบนี้ตอนดูหนังเรื่องนี้ไหมครับ? ถ้าไม่รู้สึกเลยก็แสดงว่า คุณอังเคิลยังเล่าไม่สำเร็จ ถ้าพอจะรู้สึกบ้าง ก็แสดงว่า คุณ
อังเคิลพอจะเล่าได้บ้าง แต่ถ้ารู้สึกมั่วและน่าสับสนชวนส่ายหน้าระอาใจไปหมด ก็แสดงว่า คุณอังเคิลแกเลอะแล้วละครับ แล้วถ้าจะเล่าให้ความจริงผุดผาดออกจะทำอย่างไร? อันนี้น่าสนใจ ผมไม่อาจสรุปเป็นนิจจังเที่ยงแท้ตายตัว แต่จะลองนำเสนอดูละกัน เอาสักความจริงเดียวก็พอนะครับหน้ากระดาษไม่มี ผมขอเลือกเล่าความจริงที่สามละกันนะครับ ถ้าเราจะให้คนดูรู้สึกสะท้านสะเทือนไปกับความฝันและความล้มเหลวของความฝันแล้วละก็ เราต้องปูตัวละครหลักอย่างแน่นแฟ้นเลยว่า เขาเป็นนักฝันสูงสุดเอื้อมอย่างไร และเขาเป็นคนโคตรจะยึดมั่นถือ มั่นในฝันนั้นจริง ๆ แล้วเขาก็เจอกับสถานการณ์ที่ฝันของเขาไม่มีทางเป็นความจริงได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะใช้วิธีการใด ๆ ยกเว้นเขาต้องขายจิตวิญญาณให้กับซาตาน ซึ่งก็คือการไหลไปตามความต้องการของนายทุนและตลาด ที่เขาแอนตี้มาตลอดเท่านั้น คำถามก็คือ ถ้าคนอย่างนี้เจอสถานการณ์อย่างนี้เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรครับ? แน่นอน เขาจะไม่ยอมเลิกฝันอย่างเด็ดขาด และต้องเชื่อเสมอว่า จะต้องมีสักวิธีที่ฝันเขาจะเป็นจริงได้ ที่น่าเศร้าก็คือ เขาตัดสินใจเดินตามเส้นทางนั้นอย่างมุ่งมั่น ยิ่งเขามุ่งมั่นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น ยิ่งเขาเจ็บปวดมากเท่าใด เขาก็ยิ่งหัวเราะและเดินไปข้างหน้าเท่านั้น มิหนำซ้ำเขายังถูกสังคมและคนอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับความฝันของเขารุมสกรัมทำร้ายอีก ยิ่งเราเห็นเขาหัวเราะในภาวะที่ทุกข์ที่สุดมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเศร้ามากเท่านั้น ลองคิดดูเถิดครับ เรื่องมันจะสนุกขนาดไหน และจะน่าเศร้าน่าสะเทือนใจขนาดไหน? ผมว่า หนังเรื่องนี้จะต้องโดนใจคนช่างฝันอย่างแน่นอน จนถึงขั้นขนลุกขนพองร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว!
การแสดงครับ การแสดงของคุณหม่ำ กลายเป็นความ เลอะอันดับที่สี่ ในหนังของคุณอังเคิลจริง ๆ ผมขอฟันธง ทำไมนะหรือครับ? เพราะคุณหม่ำแสดงหนังเรื่องนี้ได้ย่ำแย่มากนะสิ เราวัดความดีไม่ดีของการแสดงกันตรงไหน? ก็ตรง ความน่าเชื่อ นั่นแหละครับ ใครเชื่อครับ? ก็คนดูนะสิ ถ้านักแสดงไม่เชื่อ ผู้กำกับก็ต้องให้นักแสดงทำแอ็คชั่นมาก ๆ แล้วคนดูก็จะเชื่อเอง แต่เป็นไปไม่ได้ครับที่ถ้านักแสดงไม่เชื่อแล้วคนดูจะเชื่อ ถามจริง ๆ ท่านผู้อ่านผู้ดูเชื่อไหมครับว่า คุณหม่ำเป็นผู้กำกับชื่อต้อม เป็นเลิศ ผู้ทำหนังได้รางวัลมาเพียบ และตกยากถึงขนาดต้องยอมทำหนังผีตามกระแสโหมกระหน่ำแบบนั้น? บางคนอาจจะเถียงว่า ก็นี่เป็นหนังตลกนี่ คุณหม่ำก็ต้องเล่นแบบนี้นะสิ ถ้าท่านคิดเช่นนี้ ผมก็ขอถามย้อนท่านว่า ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านจะหัวเราะ ร้องไห้ สะเทือนใจ สะใจ อิ่มเอิบหัวใจ โรแมนติก หวานฉ่ำไหมครับ? นั่นละคือประเด็นที่ผมจะพูดต่อไปนี้ คุณหม่ำดูท่าจะสนุกกับการเล่นหนังเรื่องนี้มากครับ เพราะมันใกล้ตัวแก แถมได้เล่นตลก ๆ แบบไม่มีลิมิตอีก ก็สมใจแกแล้วละครับ จริงครับ ถ้านักแสดงสนุกที่จะเล่น คนดูก็จะสนุกไปด้วย แต่ความสนุกของแกนั้นมันทำให้หนังไม่น่าเชื่อครับ มันทำให้ตัวละครแกไม่น่าเห็นใจเอาเสียเลย และที่สำคัญแก เฟค = fake เอามาก ๆ แกใช้ทักษะของ นักแสดงตลกชื่อดังผู้คล่องแคล่วมาใช้มากเกินไป ตัวตนแกใหญ่เกินกว่าจะเป็นนายต้อม เป็นเลิศได้ และที่น่ารำคาญมาก ๆ ก็คือ แกแสดงแบบพูดสิ่งที่เห็นที่คิดที่รู้สึกออกมาตลอดเวลาจนมากเกินไป ไม่รู้เพราะกลัวว่าจะไม่ตลกหรือกลัวว่าคนดูอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ จะไม่เข้าใจก็ไม่ทราบ ในทางตรงกันข้าม หากคุณหม่ำเล่นได้จริงมาก ๆ ในทุกอณูของเหตุการณ์ละก็ ผมว่า หนังจะไปได้ไกลกว่านี้เยอะ บางทีอาจจะกลบข้อด้อยของหนังไปหมดสิ้นเลยก็เป็นได้ หนังไม่ใช่ตลกคาเฟ่นะครับขอบอก ที่คนเล่นหลุดได้ เพราะคนดูชอบดูคนเล่นหลุด หนังมันของจริงครับ เป็นภาพเป็นคนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อหน้าเรา เป็นภาพสามมิติ ที่มีตื้นลึกหนาบางมุมสูงมุมต่ำมุมเอียง ใครยังจำหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Flightplan ได้บ้าง? คุณโจดี ฟอสเตอร์แกเล่นบทแม่ที่พยายามทำให้ทุกคนเชื่อว่า ลูกแกถูกลักพาตัวไปซ่อนไว้ในที่ใดที่หนึ่งในเครื่องบินจริง ๆ ยิ่งพยายามเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเห็นพลังความรักที่แกมีต่อลูกของแกมากเท่านั้น แกเล่นได้ดีมากจนทำให้หนังที่ไม่น่าจะเป็นไปได้และมีจุดโหว่เรื่องเหตุและผลบางอย่างออกมาทรงพลังเอามาก ๆ ในหนังนั้นสิ่งเดียวที่ทำให้คนดูเขาดูและติดตาม คือ การแสดงครับ ไม่ใช่ฉาก หรือแสงสีเสียง นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบของการแสดงเท่านั้น และผมหวังว่า แค่ตัวอย่างเดียวก็น่าจะพออธิบายการแสดงที่หนักไปทาง เลอะ ของคุณหม่ำได้นะครับ!

คราวนี้ ก็มาถึง มุขส่วนตัว ซึ่งผมจะขอยกให้เป็นความ เลอะอันดับที่ห้า ของคุณอังเคิลไปเลย ผมคงจะไม่พูดเรื่องนี้มากละครับ เพราะมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าจะพูด ผมจะพูดแค่เพียงว่า การที่คุณอังเคิลแกใช้บารมีอัญเชิญบรรดาผู้กำกับและนายทุนมากมาย รวมทั้งเสี่ยเจียง เจ้าของบริษัทสหมงคลฟิล์ม คุณวิสูตร คุณเก้ง-จิระ มะลิกุล และคุณปรัชญา ปิ่นแก้วที่ถือว่าเป็นผู้มีบารมีมากในวงการหนังไทยตอนนี้มาปรากฏตัวในหนังแกเต็มจอนั้น มันไม่มีประโยชน์ต่อคนดูหมู่มากเลยจริง ๆ นะครับ มันเป็นมุขส่วนตัวเอามาก ๆ และออกจะไม่ตลกเอาเสียเลยด้วย ขนาดผมเองที่อยู่ใกล้ชิดหนังไทยแค่เอื้อมยังรู้สึกผะอืดผะอม แล้วคนดูที่ห่างไกลวงการหนังไทยกว่าผมละครับ ไม่งงตาแตกเหรอ? มันอาจเป็นการบันทึกว่าคุณอังเคิลแกมีเพื่อนเยอะครับ แต่ผมว่า คนดูเขาไม่เอาด้วยหรอก สู้หาคนที่มีลักษณะเหมือนมาเล่นยังจะดีกว่า หรือเอาตลกหน้าผีมาเล่นเลยให้รู้แล้วรู้รอด ผมว่าก็ยังจะฮาแบบน่าสังเวชกว่า ถ้าจะให้คนดูเข้าใจ ก็ต้องทำให้แต่ละคนมีตัวตนมีลมหายใจและมีชะตากรรมต่าง ๆ กันไปในหนังให้ได้ เอาไปเอามา ท่ามกลางวงการหนังไทยที่เอาแต่ทำหนังผีและหนังตลก หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นหนังส่วนตัวของคุณอังเคิลไป ด้วยเหตุนี้ครับ ผมจึงบอกว่า คุณอังเคิลแกเลอะอันดับห้า!
อันดับสุดท้าย ผมจะไม่ขอพูดเรื่องความเลอะแล้วครับ แต่จะพูดถึง ความเป็นสากลและความไม่เป็นสากล ในหนังแทน ผมว่าหนังของคุณอังเคิลยังห่างไกลกับความเป็นสากลนะครับ แต่ไม่ใช่หนังของคุณอังเคิลเรื่องเดียวหรอกครับ หนังไทยเรื่องอื่น ๆ ด้วย ความเป็นสากล คืออะไรนะหรือครับ? ผมคิดเอาเองครับว่า มันคือ ความรู้สึกร่วมที่คนทุกคนทุกชาติทุกภาษารู้สึกและเห็นร่วมกัน ในที่นี้ก็คือความเป็นมนุษย์นั่นแหละครับ จะอะไรเสียอีกละ? ก็ความรัก ความโกรธ ความหลง ความโลภ ความอิจฉาริษยา ความเห็นแก่ตัว การโกหก ความฝัน ความผิดหวัง ความเป็นพ่อแม่ลูก เป็นอาทิเช่นนั่นแหละครับ หากหนังเรื่องใด จากประเทศไหน ใครกำกับ ใหม่หรือเก่า ทำหนังมากี่เรื่อง สามารถทำออกมาได้ถึงซึ่งความรู้สึกจริงแท้ของ ความ ทั้งหลายข้างต้นละก็ ผมว่า หนังเรื่องนั้นเป็นสากลแน่ครับ ไม่เท่านั้นครับ มันจะทะลุทะลวงข้ามภาษาข้ามวัฒนธรรมไปทุกที่ทั่วโลกได้โดยไม่ต้องเสียสมองคิดหาวิธีโปรโมทเลย และพร้อม ๆ กับ ความไม่เป็นสากล ก็คือ สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นสากลนั่นเอง ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตถามท่านผู้อ่านผู้ชมเล่น ๆ ว่า หนังคุณอังเคิลเรื่องนี้มีความเป็นสากลหรือไม่มีครับ? หรือพอมีบ้างแต่เล็กน้อยเบาบางไปหน่อย? จะตอบอย่างไรก็ไม่ว่ากันครับ เพราะเรื่องความเป็นสากลและไม่เป็นสากลนี้มันยากครับ ต้องอาศัยฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสาอย่างสูงสุด จึงจะสามารถเฉียดกรายค้นพบมันได้ ขนาดบรมครูทางภาพยนตร์ผู้อุตสาหะอย่างใหญ่หลวงที่จะเรียนรู้ คิดค้น และแสวงหาไม่สิ้นสุดสี่ท่านที่ผมเคารพรักมาก ๆ อย่างคุโรซาว่า เบิร์กแมน เบรสซอง และทราคอฟสกี้ก็ยังบอกว่ายากเลย และก่อนจะจากโลกนี้ไปท่านยังรำพึงเลยครับว่า ในชีวิตนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจอยู่ 2 อย่าง อย่างหนึ่งคือ ภาพยนตร์ และอีกอย่างก็คือ มนุษย์ และด้วยเหตุผลประดามีทั้งหมดทั้งมวลที่ผมได้พยายามอธิบายมาเสียยืดยาวข้างต้นนั่นเอง คือ ความคิดเห็นของผมคนเดียว ที่มีต่อการกลับมากำกับหนังอีกครั้งหลังหยุดไป 10 ปีของคุณอังเคิล ผมขอสรุปอีกสักครั้งครับว่า การกลับมาของแกครั้งนี้มันค่อนข้างหนักไปทาง เลอะจังเลย เช่นเดียวกับสภาวะของหนังไทยตอนนี้นั่นเองที่ก็ ออกจะเลอะ ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่!
นายเที่ยง
|