.. ในสนามรบ มันมีกฎบางอย่างที่เหล่านักรบต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน
..
.. ไม่ว่าจะเป็น สมรภูมิ หรือ สนามการเมือง ท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ใช่แค่การจับอาวุธต่อสู้ แต่มันเต็มไปด้วยกลอุบาย และการวางแผน และผู้ที่จะชนะ คือ ผู้ที่วางแผนได้แยบยลกว่า
. เท่านั้น
ที่ต้องขึ้นต้นไว้แบบนี้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้เขียนคิดวนอยู่ในหัว ขณะที่กำลังชมภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพ
ไปดูหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่รอบแรกของโรงหนังชานเมืองแถวบ้านเมื่อวานนี้ ก็ดีเหมือนกันนะคะ เพราะได้รับรู้ปฎิกิริยาของชาวบ้านร้านช่องเขาด้วย รอบสื่อให้น้องแชมป์เขาไป ซึ่งทราบมาว่า กว่าจะเริ่มฉายได้ก็ปาเข้าไปตั้งสามทุ่มครึ่ง
คนดูเยอะมากกว่าค่อนโรง แม้ห้างร้านรอบโรงหนังจะยังไม่เปิดกัน ที่น่าสนใจก็คือมีผู้อาวุโสเยอะมาก ทั้งคุณตาคุณยาย อากงอาม่าเต็มไปหมด ดูแล้วก็รู้สึกดี นึกถึงตอนอยู่เกาหลีใต้ คนเกาหลีไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนต่างก็เป็นแฟนหนังเกาหลีตัวยง ยอมเข้าโรงหนังไปดูหนังประจำชาติกันใหญ่ และในโลกนี้ วัฒนธรรมแบบนี้ก็มีเฉพาะที่เกาหลีใต้กับฝรั่งเศสเท่านั้น
ออกนอกเรื่องนอกราวไปหน่อย เพราะตัวเองวิจารณ์หนังเรื่องนี้ไม่ออกค่ะ ดูหนังจบตั้งแต่บ่ายสองโมง รีบกลับบ้านว่าจะเขียนเลย ก็เขียนไม่ออก คิดว่าจะไม่เขียนด้วยซ้ำไป แต่ก็รู้สึกอดไม่ได้ มาเริ่มเขียนอีกทีตอนสองทุ่มเมื่อคืน
คือ มีความรู้สึกบอกไม่ถูกกับ ภาค 2 จะบอกว่าไม่ชอบ ก็ไม่เชิง จะบอกว่าชอบ ก็ไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น
ถ้ามองเปรียบเทียบกับภาค 1 ภาคองค์ประกันหงสา หนังภาค 2 นี้ดูเนียนกว่าเดิมมาก ไม่ได้รีบทำ และไม่มีรอยข่วนเยอะ
ฉากรบยิ่งใหญ่อลังการ สมกับเป็นหนังประวัติศาสตร์และลงทุนไปเยอะ หนังมีมุขที่ทำให้เราได้อมยิ้มบ่อย ๆ ได้เห็นการใช้มุมกล้องหลากหลายมากขึ้น สมกับเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ ทั้งใช้เครน ทั้งแพน
นี่คือภาพของหนังสงครามหรือหนังมหากาพย์ที่ควรจะเป็น มีทั้งความยิ่งใหญ่ของฉาก ดูแล้วอลังการ ยิ่งใหญ่กว่าภาคแรกมาก มีทั้งความสนุกสนานของการสู้รบปรบมือ
ถ้าจะมีปัญหาอยู่บ้าง ก็คงจะเป็นช่วงสองชั่วโมงแรก เพราะบทสนทนามากไปหน่อย ถึงจะเป็นฉากรบก็เถิด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการวางแผนเพื่อการสู้รบมากกว่า ก็เลยทำให้เกิดอารมณ์อึดอัดที่จะต้องรับฟังเรื่องเครียด ๆ แถมยังเป็นภาษาโบราณเข้าไปอีก ก็เลยยิ่งทำให้ต้องขยับตัวบ่อย
เราจะมีวิธีไหนบ้างนะ ที่จะเล่าเรื่องการสู้รบแบบโบราณ โดยไม่ต้องใช้บทสนทนาเสียมากมายขนาดนี้ ดูหนังไป ก็คิดหาคำตอบกับตัวเองไป
พวกหนังสงครามฝรั่งเขาทำกันอย่างไร ทำไมเราถึงดูแล้วไม่ค่อยรู้สึกเบื่อ อย่างหนังพวก Lord of the Ring อะไรนั่น ถ้าจะมีปัญหา ก็คงจะเป็นพวก Star Wars เพราะเวลาประชุม ไม่ว่าจะเป็นพวกเจได หรือพวกทหารกับราชวงศ์นั่น ดูไปแล้ว ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปคล้าย Star Wars ตรงนี้มากเกินไป
เหตุผลหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่า พวกหนังฝรั่ง เขาสร้างความตื่นตาตื่นใจเป็น ด้วยฉากอลังการ เทคนิคพิเศษ แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเสื้อผ้านางเอกใน Star Wars Episode

แต่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยบรรยากาศความยิ่งใหญ่แบบไทย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความอลังการของฉากพระราชวัง ซึ่งวิธีนี้ท่านมุ้ยเคยทำได้ดีตอนทำ สุริโยไท แต่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 มันไม่เทียบเท่า ทำให้สายตาคนไทยแบบเรา ซึ่งคุ้นเคยกับภาพสีทอง ๆ แดง ๆ ของปราสาทราชวังอยู่แล้ว รู้สึกว่าไม่ตื่นเต้นเลย
แต่ถ้าฝรั่งมาดู เขาคงตื่นเต้นนะ
แม้ท่านมุ้ยจะแทรกเรื่องรักระหว่างรบเข้าไปในหนังด้วย ดูแล้วก็น่ารักดี ซึ่งถ้าตนเองอายุน้อยกว่านี้สัก 20 ปี ก็คงกรี๊ดตาม โดยเฉพาะคู่ของพระราชมนูกับเลอขิ่น แต่เผอิญมันหมดยุคแล้วน่ะ จี๊ดไม่ออก
หนังค่อยตื่นเต้นขึ้นหน่อยในช่วงชั่วโมงสุดท้าย เพราะการดวลและการต่อสู้ ที่ทำให้เรารู้สึกต้องลุ้น และอารมณ์ที่ซ่อนเล็ก ๆ ไว้ในฉากสงคราม ไม่ว่าจะผ่านสายตาของพระราชมนู และท่านมหาเถรคันฉ่อง ที่ดูเหมือนจะบอกว่า ท้ายที่สุดแล้ว สงครามมันไม่ได้ให้อะไรกับใคร
อืม ก็เข้าท่าน่ะ แต่ความคิดแบบนี้มันไม่ใหม่น่ะค่ะ ก็เลยรู้สึกเฉย ๆ
ถ้าจะถามว่า ตัวเองชอบอะไรในหนังเรื่องนี้ ก็คงจะต้องบอกว่า เป็นเรื่องเล็ก ๆ สองประเด็นที่ขึ้นต้นบทความชิ้นนี้ไว้
. กฎของนักรบ ที่จะไม่เล่นลอบกัด ที่จะต้องมีช่องว่าง ให้ญาติ ให้พระมาเก็บศพ มาสวดอุทิศส่วนกุศล
เพราะนี่คือ กฎของจอมยุทธ์ อย่างที่เราชอบดูในหนังจีนสมัยเด็ก ๆ กฎของจอมยุทธ์ ที่ไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม จำได้ไหมคะ สู้ ๆ กันอยู่ดี ๆ พอเห็นเด็ก คนแก่ หรือผู้หญิงเดินผ่าน ทั้งจอมยุทธพระเอกหรือฝ่ายอธรรมจะปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์เดินผ่านไปก่อนน่ะค่ะ กฎแบบนี้ ฝรั่งบางทีดูแล้วก็ไม่เข้าใจ ว่าไม่เข้าท่า แต่เราคนเอเชีย เรารู้สึกปลื้มมากเลย เท่จริง ๆ
มันก็มีให้เห็นอยู่หน่อยหนึ่งใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพ เช่นนี้
เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบโดยใช้ดาบปืน หรือการต่อสู้กันทางการเมือง ผ่านอาวุธทางวาจาหรือการลอบกัดในรูปแบบต่าง ๆ ท้ายที่สุด มันเหมือนกันหมด ผู้ชนะคือผู้ที่วางแผนได้แยบยลกว่า
ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน ก็ไม่แตกต่างกันนัก
นั่งคิดแล้วคิดอีก เอ ภาค 2 นี้มันก็ดูดีกว่าภาคแรกนะ ทำไมเราไม่ชอบ แต่ทำไมภาคหนึ่งที่มีรอยแผลเยอะ ทำไมเรารู้สึกกับมันมากกว่านะ
ตอนแรกคิดว่า เพราะภาค 2 เล่าผ่านมุมมองของผู้ชายอยู่เยอะ แต่ภาพผู้หญิงในเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีลักษณะเดิม ๆ อีกต่อไป ออกจะเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ด้วยซ้ำ ออกมาสู้รบปรบมือ เคียงบ่าเคียงไหล่ ท่านมุ้ยท่านเป็นผู้ชายที่เป็นเฟมินิสต์จริง ๆ
คิดไปคิดมาหลายตลบ ก็ได้ข้อสรุปว่า หนังภาค 2 นี้อาจจะมีสูตรที่หนังสงครามดี ๆ เรื่องหนึ่งพึงจะมี แต่มันไม่มีอะไรใหม่ มันเพียงแต่เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ เพียงแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์ไทย ก็คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เท่านั้นเอง
ก็เลยรู้สึกเฉย ๆ ภาค 1 อย่างน้อยมันก็มีเรื่องการปลุกใจ เรื่องความรักชาติ แต่ภาคนี้มีแต่การต่อสู้ แม้จะแทรกธีมความรัก ก็ไม่ได้ช่วยมากนัก
อ้อ ลืมไป ถ้าจะมีอะไรที่มีเสน่ห์ในเรื่องนี้ คงมีอย่างเดียว
. คุณเบิร์ด ค่ะ คุณเบิร์ด พ. ต. วันชนะ สวัสดี หนุ่มไทยมาดชายแท้ ๆ หายากจริง ๆ กับดาราสมัยนี้ ยิ่งเจอตัวจริงแล้ว เขาเป็นคนอ่อนโยนมาก กรี๊ด ค่ะ กรี๊ด แม้คุณเบิร์ดจะยังเล่นบทดราม่าไม่ลึกนัก แต่ยังไงก็ให้อภัย
ว่าจะไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบ ก็เพราะเบิร์ดคนเดียว : )
.. |