สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
หนังกำลังฉาย
กรรไกร – ไข่ – ผ้าไหม สองบาทห้าสิบ
โปรแกรมหน้า
My House บ้านขังวิญญาณ
ไพรดิบ
เชาวเรศน์ : เพชฌฆาตคนสุดท้าย

   
บทวิจารณ์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพ : ไม่มีอะไรแปลกใหมในตำนานมหากาพย์เล่มนี้

การกลับคืนสู่ภาวะมนุษย์นิยมของท่านมุ้ย ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : ภาคองค์ประกันหงสา (เลื่อนลง)

 

อัญชลี ชัยวรพร

   
  ์์NARESUAN HOME
 
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพ : ไม่มีอะไรใหม่ในตำนานมหากาพย์เล่มนี้
  อัญชลี ชัยวรพร
   
 

….. ในสนามรบ มันมีกฎบางอย่างที่เหล่านักรบต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน …..

….. ไม่ว่าจะเป็น สมรภูมิ หรือ สนามการเมือง ท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ใช่แค่การจับอาวุธต่อสู้ แต่มันเต็มไปด้วยกลอุบาย และการวางแผน และผู้ที่จะชนะ คือ ผู้ที่วางแผนได้แยบยลกว่า …. เท่านั้น

ที่ต้องขึ้นต้นไว้แบบนี้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้เขียนคิดวนอยู่ในหัว ขณะที่กำลังชมภาพยนตร์เรื่อง “ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพ”

 

 

ไปดูหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่รอบแรกของโรงหนังชานเมืองแถวบ้านเมื่อวานนี้ ก็ดีเหมือนกันนะคะ เพราะได้รับรู้ปฎิกิริยาของชาวบ้านร้านช่องเขาด้วย รอบสื่อให้น้องแชมป์เขาไป ซึ่งทราบมาว่า กว่าจะเริ่มฉายได้ก็ปาเข้าไปตั้งสามทุ่มครึ่ง

คนดูเยอะมากกว่าค่อนโรง แม้ห้างร้านรอบโรงหนังจะยังไม่เปิดกัน ที่น่าสนใจก็คือมีผู้อาวุโสเยอะมาก ทั้งคุณตาคุณยาย อากงอาม่าเต็มไปหมด ดูแล้วก็รู้สึกดี นึกถึงตอนอยู่เกาหลีใต้ คนเกาหลีไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนต่างก็เป็นแฟนหนังเกาหลีตัวยง ยอมเข้าโรงหนังไปดูหนังประจำชาติกันใหญ่ และในโลกนี้ วัฒนธรรมแบบนี้ก็มีเฉพาะที่เกาหลีใต้กับฝรั่งเศสเท่านั้น

ออกนอกเรื่องนอกราวไปหน่อย เพราะตัวเองวิจารณ์หนังเรื่องนี้ไม่ออกค่ะ ดูหนังจบตั้งแต่บ่ายสองโมง รีบกลับบ้านว่าจะเขียนเลย ก็เขียนไม่ออก คิดว่าจะไม่เขียนด้วยซ้ำไป แต่ก็รู้สึกอดไม่ได้ มาเริ่มเขียนอีกทีตอนสองทุ่มเมื่อคืน

คือ มีความรู้สึกบอกไม่ถูกกับ ภาค 2 จะบอกว่าไม่ชอบ ก็ไม่เชิง จะบอกว่าชอบ ก็ไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น

ถ้ามองเปรียบเทียบกับภาค 1 ภาคองค์ประกันหงสา หนังภาค 2 นี้ดูเนียนกว่าเดิมมาก ไม่ได้รีบทำ และไม่มีรอยข่วนเยอะ

ฉากรบยิ่งใหญ่อลังการ สมกับเป็นหนังประวัติศาสตร์และลงทุนไปเยอะ หนังมีมุขที่ทำให้เราได้อมยิ้มบ่อย ๆ ได้เห็นการใช้มุมกล้องหลากหลายมากขึ้น สมกับเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ ทั้งใช้เครน ทั้งแพน

นี่คือภาพของหนังสงครามหรือหนังมหากาพย์ที่ควรจะเป็น มีทั้งความยิ่งใหญ่ของฉาก ดูแล้วอลังการ ยิ่งใหญ่กว่าภาคแรกมาก มีทั้งความสนุกสนานของการสู้รบปรบมือ

ถ้าจะมีปัญหาอยู่บ้าง ก็คงจะเป็นช่วงสองชั่วโมงแรก เพราะบทสนทนามากไปหน่อย ถึงจะเป็นฉากรบก็เถิด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการวางแผนเพื่อการสู้รบมากกว่า ก็เลยทำให้เกิดอารมณ์อึดอัดที่จะต้องรับฟังเรื่องเครียด ๆ แถมยังเป็นภาษาโบราณเข้าไปอีก ก็เลยยิ่งทำให้ต้องขยับตัวบ่อย

เราจะมีวิธีไหนบ้างนะ ที่จะเล่าเรื่องการสู้รบแบบโบราณ โดยไม่ต้องใช้บทสนทนาเสียมากมายขนาดนี้ ดูหนังไป ก็คิดหาคำตอบกับตัวเองไป

พวกหนังสงครามฝรั่งเขาทำกันอย่างไร ทำไมเราถึงดูแล้วไม่ค่อยรู้สึกเบื่อ อย่างหนังพวก Lord of the Ring อะไรนั่น ถ้าจะมีปัญหา ก็คงจะเป็นพวก Star Wars เพราะเวลาประชุม ไม่ว่าจะเป็นพวกเจได หรือพวกทหารกับราชวงศ์นั่น ดูไปแล้ว ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปคล้าย Star Wars ตรงนี้มากเกินไป

เหตุผลหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่า พวกหนังฝรั่ง เขาสร้างความตื่นตาตื่นใจเป็น ด้วยฉากอลังการ เทคนิคพิเศษ แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเสื้อผ้านางเอกใน Star Wars Episode

 

 

แต่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยบรรยากาศความยิ่งใหญ่แบบไทย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความอลังการของฉากพระราชวัง ซึ่งวิธีนี้ท่านมุ้ยเคยทำได้ดีตอนทำ สุริโยไท แต่ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 มันไม่เทียบเท่า ทำให้สายตาคนไทยแบบเรา ซึ่งคุ้นเคยกับภาพสีทอง ๆ แดง ๆ ของปราสาทราชวังอยู่แล้ว รู้สึกว่าไม่ตื่นเต้นเลย

แต่ถ้าฝรั่งมาดู เขาคงตื่นเต้นนะ

แม้ท่านมุ้ยจะแทรกเรื่องรักระหว่างรบเข้าไปในหนังด้วย ดูแล้วก็น่ารักดี ซึ่งถ้าตนเองอายุน้อยกว่านี้สัก 20 ปี ก็คงกรี๊ดตาม โดยเฉพาะคู่ของพระราชมนูกับเลอขิ่น แต่เผอิญมันหมดยุคแล้วน่ะ จี๊ดไม่ออก

หนังค่อยตื่นเต้นขึ้นหน่อยในช่วงชั่วโมงสุดท้าย เพราะการดวลและการต่อสู้ ที่ทำให้เรารู้สึกต้องลุ้น และอารมณ์ที่ซ่อนเล็ก ๆ ไว้ในฉากสงคราม ไม่ว่าจะผ่านสายตาของพระราชมนู และท่านมหาเถรคันฉ่อง ที่ดูเหมือนจะบอกว่า “ ท้ายที่สุดแล้ว สงครามมันไม่ได้ให้อะไรกับใคร”

อืม ก็เข้าท่าน่ะ แต่ความคิดแบบนี้มันไม่ใหม่น่ะค่ะ ก็เลยรู้สึกเฉย ๆ

ถ้าจะถามว่า ตัวเองชอบอะไรในหนังเรื่องนี้ ก็คงจะต้องบอกว่า เป็นเรื่องเล็ก ๆ สองประเด็นที่ขึ้นต้นบทความชิ้นนี้ไว้ …. กฎของนักรบ ที่จะไม่เล่นลอบกัด ที่จะต้องมีช่องว่าง ให้ญาติ ให้พระมาเก็บศพ มาสวดอุทิศส่วนกุศล

เพราะนี่คือ กฎของจอมยุทธ์ อย่างที่เราชอบดูในหนังจีนสมัยเด็ก ๆ กฎของจอมยุทธ์ ที่ไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรม จำได้ไหมคะ สู้ ๆ กันอยู่ดี ๆ พอเห็นเด็ก คนแก่ หรือผู้หญิงเดินผ่าน ทั้งจอมยุทธพระเอกหรือฝ่ายอธรรมจะปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์เดินผ่านไปก่อนน่ะค่ะ กฎแบบนี้ ฝรั่งบางทีดูแล้วก็ไม่เข้าใจ ว่าไม่เข้าท่า แต่เราคนเอเชีย เรารู้สึกปลื้มมากเลย เท่จริง ๆ

มันก็มีให้เห็นอยู่หน่อยหนึ่งใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพ เช่นนี้

เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบโดยใช้ดาบปืน หรือการต่อสู้กันทางการเมือง ผ่านอาวุธทางวาจาหรือการลอบกัดในรูปแบบต่าง ๆ ท้ายที่สุด มันเหมือนกันหมด ผู้ชนะคือผู้ที่วางแผนได้แยบยลกว่า

ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน ก็ไม่แตกต่างกันนัก

นั่งคิดแล้วคิดอีก เอ ภาค 2 นี้มันก็ดูดีกว่าภาคแรกนะ ทำไมเราไม่ชอบ แต่ทำไมภาคหนึ่งที่มีรอยแผลเยอะ ทำไมเรารู้สึกกับมันมากกว่านะ

ตอนแรกคิดว่า เพราะภาค 2 เล่าผ่านมุมมองของผู้ชายอยู่เยอะ แต่ภาพผู้หญิงในเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีลักษณะเดิม ๆ อีกต่อไป ออกจะเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ด้วยซ้ำ ออกมาสู้รบปรบมือ เคียงบ่าเคียงไหล่ ท่านมุ้ยท่านเป็นผู้ชายที่เป็นเฟมินิสต์จริง ๆ

คิดไปคิดมาหลายตลบ ก็ได้ข้อสรุปว่า หนังภาค 2 นี้อาจจะมีสูตรที่หนังสงครามดี ๆ เรื่องหนึ่งพึงจะมี แต่มันไม่มีอะไรใหม่ มันเพียงแต่เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ เพียงแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์ไทย ก็คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เท่านั้นเอง

ก็เลยรู้สึกเฉย ๆ ภาค 1 อย่างน้อยมันก็มีเรื่องการปลุกใจ เรื่องความรักชาติ แต่ภาคนี้มีแต่การต่อสู้ แม้จะแทรกธีมความรัก ก็ไม่ได้ช่วยมากนัก

อ้อ ลืมไป ถ้าจะมีอะไรที่มีเสน่ห์ในเรื่องนี้ คงมีอย่างเดียว

…. คุณเบิร์ด ค่ะ คุณเบิร์ด พ. ต. วันชนะ สวัสดี หนุ่มไทยมาดชายแท้ ๆ หายากจริง ๆ กับดาราสมัยนี้ ยิ่งเจอตัวจริงแล้ว เขาเป็นคนอ่อนโยนมาก กรี๊ด ค่ะ กรี๊ด แม้คุณเบิร์ดจะยังเล่นบทดราม่าไม่ลึกนัก แต่ยังไงก็ให้อภัย

ว่าจะไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบ ก็เพราะเบิร์ดคนเดียว : ) …..

 
การกลับคืนสู่ภาวะมนุษย์นิยมของท่านมุ้ย ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : ภาคองค์ประกันหงสา
  อัญชลี ชัยวรพร
   
 

 

ไม่ว่าความไม่พร้อมในการฉายหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : ภาคองค์ประกันหงสา เมื่อคืนรอบสื่อวันอังคารที่ผ่านมาจะเป็นเช่นไร จะเป็นเพราะโรงหนังยังไม่พร้อมอย่างที่พีอาร์แก้ต่าง หรือจากห้องแล็บอย่างที่เสียงกระซิบกระซาบส่งต่อกันมา หรือจากปัญหาเรื่องเวลาที่จำกัดของท่านมุ้ยเอง จนทำให้หนังดูมีรอยตะกุกตะกักเยอะ ไม่ต่อเนื่อง ไม่เรียบ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ สุริโยไท

แต่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคแรก นี้ กลับเรียกความทรงจำที่ตนเองเคยมีกับหนังท่านมุ้ย ความรู้สึกสะอึกในอารมณ์กับสิ่งที่ตัวละครต้องเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นความอยุติธรรมของสังคม การถูกกระทำในรูปแบบต่าง ๆ   ผ่านสายตาของคนขับแท็กซี่ ใน ทองพูน โคกโพธ์ ราษฎรเต็มขั้น มือปืน ใน ภาค 1 และ 2 หรือ ครูสมศรี   สิ่งเหล่านี้ซึ่งหายไปอย่างสิ้นเชิงกับ ‘ ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศ’ อย่าง สุริโยไท

บอกตรง ๆ ว่าตัวเองไม่ชอบหนัง สุริโยไท เอามาก ๆ แม้จะมีข่าวว่าบาซ เลอแมน จะเชียร์หนังเรื่องนี้ขนาดไหน เพราะหนังมีวิธีการเล่าเรื่องเหมือนตำราประวัติศาสตร์ที่ให้เราท่องจำ เป็นวิธีการเรียนประวัติศาสตร์ไทยแบบเก่า ซึ่งสมัยนี้เขาเลิกใช้แล้ว สมัยนี้มันคือยุคของการตั้งคำถามและสืบค้น บวกกับการแสดงอันแข็งทื่อของดารานำเข้าอีก ทำให้ตัวเองไม่กล้าดู สุริโยไท อีกเลย

แต่เมื่อมาเป็น ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช : ภาคองค์ประกันหงสา แล้ว หนังเน้นภาวะความเป็นมนุษย์ของสถาบันกษัตริย์มากขึ้น ในช่วงวิกฤติการณ์ของบ้านเมือง ขณะที่เรากำลังจะสูญเสียเอกราช สูญเสียเมือง ท่ามกลางความไม่เข้าใจกัน การหักหลัง ภาวะจำยอมที่ต้องตกเป็นผู้ทรยศ ภาวะของการเสียสละเพื่อบ้านเพื่อเมืองของทุกคน พ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูก ไม่ว่าจะเป็นแม่และลูกสาว โดยเฉพาะการเสียสละของผู้หญิง 3 คนในเรื่องนี้ อย่าง พระวิสุทธิกษัตรี (ปวีณา ชารีฟสกุล) ที่ต้องปล่อยให้ลูกจากไปถึงสองคน  หรือพระเทพกษัตรี (ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ ) ต้องยอมไปเป็นเมียของเจ้าล้านช้าง  ก่อนตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเองเมื่อถูกพม่าชิงตัวไป หรือพระสุพรรณกัลยา (เกรซ มหาดำรงกุล) ที่ยอมเป็นเมียคนแก่เพื่อช่วยชีวิตน้องชาย คือ พระองค์ดำ

ท่านมุ้ยเป็นผู้กำกับชายไทยที่เป็นเฟมินิสต์   ผู้หญิงในหนังของท่าน มักจะไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา  แต่เป็นผู้หญิงที่มีปากมีเสียง ตั้งแต่ โสเภณี ใน เทพธิดาโรงแรม หรือทองพูน ครูพัฒนา ใน ครูสมศรี  จนถึงเจ้าอย่างที่เห็นใน สุริโยไท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยเฉพาะเรื่อง สุริโยไท นั้น ประเด็นเฟมินิสต์แข็งแรงมาก และสิ่งเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในหนังที่น่าจะเป็นเรื่องผู้ชายล้วน ๆ อย่าง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ท่านมุ้ยยังคงรักษาการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครได้ดี จนหลายตอนทำให้รู้สึกโศกเศร้าในสถานการณ์บีบคั้นที่ตัวละครต้องเจอ และแม้ว่าเราจะโตพอที่จะแยกแยะได้ว่า สิ่งที่เราเห็นบนจอนั้นเป็นเพียงการบอกเล่าทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง เวอร์ชั่นท่านมุ้ย  ที่นักประวัติศาสตร์อาจจะไม่เห็นด้วย

็ทำให้เราเกิดอารมณ์ รักชาติ ขึ้นมาจริง ๆ

หนังเรื่องนี้สัมฤทธิ์ผลในการสร้างกระแสความรักชาติอย่างล้นเหลือ ไม่อย่างงั้นหนึ่งในสปอนเซอร์อย่างทรู คงไม่เตรียมพร้อมเปิดคลับ “ สยามรวมใจ ” คลับของคนไทยผู้มีใจรักชาติบนเว็บไซต์ วิธีการสร้างกระแสความรักชาติแบบนี้ได้ผลที่ดีกว่าการบอกเล่าแบบตำราประวัติศาสตร์อย่างที่เห็นใน สุริโยไท โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติการณ์ของบ้านเมืองในขณะนี้ เมื่อเกิดระเบิดกลางกรุงเทพเมื่อวันสิ้นปี

เมื่อสองปีก่อนขณะเกิดระเบิดขึ้นที่กรุงลอนดอน  ก็ได้เกิดกระแส “Londoner Solidarity” จนเอามาพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ขนานใหญ่  ขณะนั้นเมื่อมีวัตถุต้องสงสัยอะไรถูกวางทิ้งไว้ ชาวลอนดอนเป็นหูเป็นตา ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ แม้เราจะไม่ได้เห็นกระแสเหล่านี้อย่างชัดเจนในบ้านเรามากนัก แต่กระแสความรักชาติและสามัคคีรวมพลังล่าสุด คงจะเป็นการรวมตัวของคนไทยทุกชนชั้นไปประท้วงขับไล่ทักษิณเมื่อปีที่แล้ว

เพราะฉะนั้น ขณะ้ที่เกิดกระแสข่าวเรื่อง ทักษิณ ชินวัตร เข้าพบกับรองนายกของสิงคโปร์ จนรัฐบาลไทยต้องมาตอบโต้นั้น ดิฉันกำลังสงสัยว่า จะถูกนำมาพ่วงกับภาวะรักชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ มากน้อยแค่ไหน  เพราะอย่าลืมว่าในกระแสของการแสดงออกเพื่อความรักชาตินั้น  มันจะต้องมีรูปธรรม อย่างกรณีที่เคยฉายหนังเรื่อง บางระจัน เมื่อหลายปีก่อน

ขอกลับคืนมาสู่เรื่องหนังจะดีกว่า ภาคแรกของหนังมหากาพย์เรื่องนี้ได้ พยายามอธิบายทั้งหมด ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์อยุธยากับพิษณุโลก จนทำให้ความสามัคคีและความปรองดองในฐานะลูกพี่ลูกน้องที่เคยมีมาก่อนหน้านั้นหล่นหายไป จน สมเด็จพระมหาธรรมราชา (ฉัตรชัย เปล่งพานิช ) เสด็จพ่อของพระนเรศวร ซึ่งเศกสมรสกับพระธิดาของพระนางสุริโยไทย ต้องปฎิบัติตัวเหมือนผู้ทรยศ ให้ความร่วมมือกับฝ่ายพ่อ ซึ่งก็คือพระเจ้าบุเรงนอง โดยพระนเรศวรถูกนำไปเป็นตัวประกัน ฉากส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องในวัยเด็กของพระองค์ดำในพม่า เป็นการเรียนรู้และสร้างสำนึกความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองของท่าน ความรักชาติที่ต่อมาพระองค์จะต้องสานต่อ จนเป็นการประกาศอิสรภาพจากพม่าในที่สุด ซึ่งจะกลายเป็นภาคที่สองต่อไป

เห็นได้ชัดว่า ความยิ่งใหญ่ อลังการในฉากต่าง ๆ ของหนัง นเรศวร นั้น ไม่สามารถเทียบเท่าได้กับ สุริโยไท อีกต่อไป แม้เพื่อนหลายคนจะบอกว่ามันก็อลังการอยู่ี แต่ถ้าคุณลองย้อนกลับไปดูหนัง สุริโยไท นั้น เราจะเห็นได้ชัดว่า การถ่ายภาพในหนังมหากาพย์เรื่องนั้น ช่างดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก สีทองเหลืองอร่าม มุมกล้องก็พยายามใช้เพื่อถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ตรงนี้ เริ่มจากการใช้ภาพกว้างไกลจากมุมสูง เผยให้เห็นฉากต่าง ๆ ได้อย่างเต็มตา ก่อนที่จะแพนภาพให้เห็นฉากตระการตาเหล่านั้นไปทั่ว ขณะที่มุมกล้องใน นเรศวร จะเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างง่าย ๆ ฉากท้องพระโรงใน สุริโยไท กับนเรศวร นั้นแตกต่างกัน ในนเรศวร เราจะเห็นกลุ่มทหาร มหาดเล็กที่เข้าเฝ้า สมเด็จพระมหินทราธิราช (สันติสุข พรหมศิริ ) มีอยู่ประมาณ 30 กว่าคน แต่เมื่อกลับไปดู สุริโยไท นับไม่ถ้วน

 

 

หนังเหมือนเมโลดราม่า อย่างที่ท่านมุ้ยเคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นตัวละครต้องแสดงอารมณ์ค่อนข้างมาก แม้แต่ตัวละครที่ออกมาเพียงไม่กี่ฉากอย่าง พระเทพกษัตรี (ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ ) หรือ พระนางจันทราเทวี (เปรมสินี รัตนโสภา) แต่คนทั้งสองต้องถ่ายทอดอารมณ์ที่บีบคั้นขณะนั้น ผ่านคำพูด หรือสีหน้าและแววตา ขณะที่ตัวละครอย่าง พระมเหสีเอก (วรรณษา ทองวิเศษ) ใน สุริโยไท ซึ่งออกมาอยู่หลายครั้ง ไม่ได้พูดอะไรสักคำในหนังเรื่องนั้น

หลาย ๆ ตอนของหนังเน้นไปการถ่ายทอดให้เป็นหนังเรียลิสซึ่ม (realism) จนตัวเองเกือบจะเรียกว่าเป็นหนังสมจริงด้วยซ้ำ    ถ้าไม่ใช่ว่าบางฉากมันดูไม่เป็นเช่นนั้น  หนังไม่ได้ตั้งใจสร้างความตื่นตาตื่นใจ บางตอนนั้นจะไม่มีดนตรีประกอบด้วยซ้ำ ลองสังเกตฉากที่พระเจ้าบุเรงนองเข้าหาพระสุพรรณกัลยา จะสังเกตุเห็นได้ว่าไม่มีการใช้ดนตรีเลย มีแต่เสียงธรรมชาติล้วน

ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 1 นี้ ดูง่ายกว่า สุริโยไท เพราะเน้นเรื่องอารมณ์และเหตุการณ์ประจำวันที่พระองค์ดำ ไปใช้ชีวิตในพม่า ซึ่งต่อมาได้บวชเป็นสามเณร ยิ่งทำให้เห็นชีวิตที่เรียบง่ายมากขึ้น เราจะเห็นการเล่นแหย่กันแบบเด็ก ๆ และดาราเด็กหลัก ๆ ของเรื่องนี้ ก็สามารถสอบผ่านเรื่องนี้ได้ดี โดยเฉพาะน้องบีเจ ที่รับบทเป็นพระองค์ดำนั้น ไม่น่าเชื่อว่าเพิ่งจะเล่นหนังเป็นครั้งแรก

 

 

แต่หนังมีรายละเอียดบางอย่างมากเกินไป และแม้ว่าความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งของหนังก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้มากนัก ฉากเรื่องความขัดแย้งระหว่างเมืองค่อนข้างเข้าใจยาก แม้เราจะได้รับการปูพื้นความรู้มาจาก สุริโยไท แล้ว บวกกับตัวหนังที่เน้นบทสนทนามาก จนทำให้หนังดูเหมือนละครมากไปหน่อย และเพราะรายละเอียดของหนังเหล่านี้ ทำให้การแสดงอารมณ์ในฉากสำคัญ ๆ บางตอนดูห้วน

ช่วงหลายปีนี้ ผู้เขียนได้ย้อนกลับไปดูหนังเรื่องเก่า ๆ ของท่านมุ้ยอีกครั้ง พบว่าหนังที่ตนเองเคยชอบเหล่านั้น ก็มีจุดอ่อนหลาย ๆ จุดถ้านำมามองในวันนี้ แต่ก็ยังชอบ เพราะหนังมีจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้เรารู้สึก “ สะอึกในอารมณ์ ”

ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาคแรก นี้ อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามดังที่ได้กล่าวมา แต่ในแง่เรื่องความเป็นมนุษย์ในหนังท่านมุ้ย เรื่องนี้จะนำพวกเรากลับไปสู่ภาวะ “ สะอึกในอารมณ์ ” เช่นนั้นอีกครั้ง  .... สัญญลักษณ์ของท่านมุ้ยที่เคยหล่นหายไป

   
   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.