ในวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดการประชุมพูดคุยกับผู้ที่ต้องการจะคัดค้านการพิจารณาให้ทุนไทยเข้มแข็งแก่ภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 และ 4 100 ล้านบาท โดยฝ่ายคัดค้านนำโดยอภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุลและมานิต ศรีวานิชภูมิ (ผู้กำกับร่วม พลเมืองจูหลิง)
ฝ่ายกระทรวงวัฒนธรรมนำโดย ศจ. ดร. อภินันท์ โปษยานนท์
นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมท่านอื่นๆ ประกอบด้วย เป็นเอก รัตนเรือง,บุญส่ง นาคภู่,เจนไวทย์ ทองดีนอก,ศักดิ์สิริ จันทรังสี ลี ชาตะเมธีกุล และฝ่ายของคณะอนุกรรมการ (มีหน้าที่คัดสรรโครงการ) อย่างเช่นพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์และกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน ที่ห้องประชุมชั้น 21
เกิดความสับสนขึ้นเล็กน้อย เพราะทางกระทรวงได้นัดให้ผู้สื่อข่าวมาในเวลาเดียวกัน แต่กลับให้ผู้สื่อข่าวได้ทำการบันทึกภาพบรรยากาศก่อนเริ่มการประชุมเพียงสั้นๆ แล้วหลังจากนั้นก็ให้ทางผู้สื่อข่าวลงไปรอที่ห้องประชุมชั้น 19 เพื่อจะทำการแถลงข่าวอีกที โดยทางกระทรวงพยายามไม่ให้มีนักข่าวในการประชุม โดยการสอบถามผู้เข้าร่วมประชุมว่าเห็นนักข่าวคนไหนบ้าง แต่แม้จะพยายามเพียงไร ก็ยังมีนักข่าวบางส่วนหลงเหลืออยู่ รวมถึงผมด้วย
ระหว่างที่มีการประชุม ผู้เข้าร่วมทุกคนจะถูกถ่ายภาพไว้หมดโดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวง
ทางกระทรวงวัฒนธรรมไม่ทราบเรื่องนเรศวรได้ทุนพาณิชย์ 330 ล้าน
เริ่มต้นการประชุมโดยฝ่ายของกระทรวงนำโดย นายอภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดวธ. เป็นประธานและเป็นตัวแทนของคุณธีระ สลักเพชร ได้ไล่ยาวตั้งแต่เรื่องประวัติความเป็นมาของการให้ทุนไทยเข้มแข็งแก่ภาพยนตร์ไทย และกล่าวถึงประเด็นที่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมไม่ทราบมาก่อน และถือเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรมแต่อย่างใด และในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม การให้ทุนแก่นเรศวรเป็นเพราะเล็งเห็นในความเหมาะสม และต้องการให้ทุนแก่หนังสักเรื่องที่จะเป็นไฮไลต์ให้แก่โครงการได้
คุณมานิตกล่าวว่า ต้นทางของการให้ทุนไม่สำคัญเท่ากับปลายทาง เงินภาษีของรัฐไม่ใช่เงินของเอกชน และรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีธรรมาภิบาล เป็นการกระจายทรัพยาการอย่างไม่เป็นธรรม แทนที่ผู้อื่นจะได้ทำหนังมากกว่านี้ แต่กลับกลายเป็นว่าเงินไปอยู่ที่หนังเรื่องเดียวเป็นจำนวนที่มาก ส่วนอภิชาติพงษ์กล่าวในที่ประชุมว่า ไม่มีทุนที่ไหนในโลกที่ทำในลักษณะนี้ และการที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมจะให้นเรศวรคืนทุน 50 เปอร์เซ็นต์ คำถามก็คือ ทำไมต้องคืนทุนแค่ 50 เปอร์เซ็นต์
คุณเป็นเอกก็เสริมว่า ทำไมไม่เป็น 70 หรือทั้งหมด ตัวเลข 50 เปอร์เซ็นต์นี่มาจากไหน?
ทางฝ่าย ศ.ดร.อภินันท์ ได้ชี้แจ้งว่า ไม่ต้องการให้ทุนทั้งหมดจมหายไป อยากให้เกิดเงินหมุนกลับคืนมาบ้าง เพื่อจะได้เกิดการให้ทุนลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ และเมื่อเห็นว่ามีช่องทางเช่นนี้ คณะกรรมการเลยตัดสินใจเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้ชี้แจ้งโดยละเอียดว่า ทำไมจะต้องเป็น 50 ล้าน ฝ่ายผู้คัดค้านรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแยกให้ชัดเจนว่าจะเป็นการให้ทุนอุดหนุน หรือเป็นการลงทุนในลักษณะการค้า
ข้อสังเกตุจาก บก. คาดการณ์ไว้แล้วล่ะว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะปัดบอกว่าไม่รู้เรื่องที่ นเรศวร ได้ทุน 330 ล้าน ซึ่งน่าเชื่อถือ แต่การประชุมของ ครม.เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 หนึ่งใน 16 โครงการที่ได้รับการอนุมัติพร้อมกับนเรศวร ก็คือ โครงการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างรายได้สู่ประชาชน ของกระทรวงวัีฒนธรรม ดูได้จากที่นี่ (โครงการที่ 16)
ไม่ทราบว่าทางคณะกรรมการประชุมตัดสินครั้งสุดท้ายเมื่อไร แต่ระหว่างวันที่ 9 - 30 มีนาคม (วันที่ 30 มีนาคม เป็นวันแถลงข่าวประกาศทุนของกระทรวงวัฒนธรรม) ทางกระทรวงวัฒนธรรมไม่ทราบเรื่องเลยหรือ
ขอเงิน 100 ล้านที่ให้กับนเรศวรคืน
ทางฝ่ายคัดค้านมีทีท่าต้องการจะให้ทางคณะกรรมการยกเลิกการให้ทุนแก่นเรศวร และเล็งเห็นว่า เมื่อยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาให้ทุน มันพอจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีการเปลี่ยนแปลง
คุณพันธุ์ธัมม์ได้เสนอให้คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ ลองเก็บเอาความเป็นไปได้ในการลองพิจารณาการให้ทุนนเรศวรใหม่อีกรอบ เพราะการที่นเรศวรเองก็ได้รับทุนจากกระทรวงพาณิชย์ถือเป็นข้อมูลใหม่ ที่ทางคณะกรรมการได้รับหลังจากการพิจารณาแล้ว เพราะตัวเขาเอง และคณะอนุกรรมการบางส่วน ก็รู้สึกว่าถ้าให้ตัดสินใจตอนนี้ ผลก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกอย่าง แต่ก็ต้องดูด้วยว่า หากตัดสินใจเปลี่ยนผลการตัดสินไป จะทำให้บริษัทพร้อมมิตร เจ้าของภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ออกมายื่นฟ้องกระทรวงวัฒนธรรมหรือไม่ ศ.ดร.อภินันท์ จึงกล่าวในที่ประชุมว่า จะรับเอาเรื่องที่พูดคุยกันในวันนี้ไปทำการประชุมกันอีกครั้ง ก่อนที่หลังจากนั้น
ข้อสังเกตุจาก บก. เป็นการรับปากไว้เฉย ๆ ไม่ได้มีการกำหนดเวลาในการพิจารณา
การแถลงข่าวที่ชั้น 19 ปิดกลางคัน
ผู้เข้าร่วมประชุมได้ไปที่ชั้น 19 เพื่อร่วมในการแถลงข่าว โดยนักข่าวส่วนใหญ่ก็ได้สอบถามถึงประเด็นสำคัญๆ เช่น เหตุผลของการให้ทุนนเรศวร 100 ล้านบาท
สัณห์ชัย โชติรสเศรณี นักวิชาการภาพยนตร์ ถามถึงความเป็นไปได้ในการขอฟังเทปบันทึกการประชุมพิจารณาภาพยนตร์ ซึ่งทางฝ่ายกระทรวงบอกว่าเป็นไปไม่ได้
บุญส่ง นาคภู่ ได้ขอให้คณะกรรมการชี้แจ้งให้สื่อมวลชนฟังว่า ทำไมหนังบางเรื่องถึงได้ทุนเต็มตามที่ขอ และบางเรื่องได้ทุนเพียงบางส่วน อย่างเช่น ฝนตกขึ้นฟ้า ของเป็นเอกที่ได้เพียง 8 ล้านจากที่ขอไว้ 20 ล้าน
ทางคณะกรรมการได้ชี้แจ้งว่า ภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้รับทุนเต็ม เช่น อีนางเอ้ย ถึงจะสร้างโดยสหมงคลฟิล์ม พิจารณาให้ทุนเพราะเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลด้านบทภาพยนตร์ (จากโครงการ Thailand Script Project) ถ้าหากไม่ให้ทุนไปแบบเต็มๆ เท่าที่ขอ ก็อาจจะไม่ได้สร้าง (ทั้งๆ ที่มีค่ายหนังจะลงทุนให้อยู่แล้ว)
แต่ระหว่างการชี้แจ้งในเรื่องนี้ ทางกระทรวงวัฒนธรรมขอให้ยุติการแถลงข่าวในห้องประชุม เพราะจะต้องใช้ห้องต่อ สร้างความไม่พอใจให้คุณบุญส่งมาก จนพูดออกมากลางที่ประชุมว่า ถ้าอย่างนั้น การจัดประชุมครั้งนี้จะมีประโยชน์อะไร?
ทางผู้คัดค้านได้ไปแถลงต่อสื่อมวลชนด้านนอกห้องประชุมแทน โดยทางกลุ่มผู้คัดค้านได้ยืนยันว่าจะติดตามความคืบหน้าของเรื่องที่ประชุมกันในวันนี้ต่อไป
ในการแถลงข่าว คุณอภิชาติพงษ์กล่าวว่า ตนเองได้รับทุนจากต่างประเทศมาโดยตลอด และต่างประเทศก็มีมาตรฐานสากลในการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ทางกระทรวงให้ทุน มีข้อที่บกพร่องเยอะและมาตรฐานไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของสัดส่วนการกระจายทุน ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของท่านมุ้ยหรือว่าอะไร แต่ว่าอย่างพูดถึงเรื่องของสามัญสำนึกและมาตรฐานของการกระจายทุนในครั้งนี้ว่าจริงๆ แล้วควรจะเป็นอย่างไร เราก็เลยมาพูดคุยกันในวันนี้ เป็นการแสดงความเห็นและเป็นการช่วยเหลือกัน มีสองประเด็นนะครับ ประเด็นแรกก็คือ ในอนาคตเราจะพัฒนาการให้ทุนอย่างไร เพราะผมอยากเห็นมากเลย คือคนที่ไม่รู้จักกัน อาจจะเป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัด ได้มีโอกาสมากกว่านี้ แค่อาจจะขอทุนเขียนบทหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่พอมาตรฐานเป็นอย่างนี้ มันทำให้เกิดช่องว่างช่องโหว่ อีกประเด็นก็คือนอกจากอนาคต ในปัจจุบันเนี่ย เราทำอะไรกันได้บ้าง? กับทุนที่ประกาศออกมาแล้ว ในเมื่อยังไม่ได้เซ็น จะสามารถมีการแสดงจุดยืนอะไรได้บ้าง ว่านี่เป็นครั้งแรกนะ ที่ภาพยนตร์ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐ แล้วในอนาคต อีก 10 ปี 20 ปี เราย้อนมามองการตัดสินครั้งนี้ เราจะภูมิใจแค่ไหน?
อภิชาติพงษ์กล่าวว่า ต้องมีการระบุประเภทของการให้ทุนตั้งแต่แรก แยกเป็นประเภทที่ชัดว่าจะเป็นการพัฒนาบท การถ่ายทำ หรือสำหรับการทำโพสต์ โปรดักชั่น และต้องมีเพดานเงินของแต่ล่ะทุนด้วย มันจะมีประโยชน์แก่คนที่ส่งโปรเจ็คท์เข้ามาพิจารณาว่า เขาจะบริหารทุนอย่างไร โอเค ไม่ใช่ขอมา 20 ล้าน แล้วได้แค่ 3 ล้าน เขาจะทำอะไร? มันเป็นการเสียเปล่าของงบ มันเป็นเงินของประชาชนน่ะฮ่ะ
อภิชาติพงษ์ได้กล่าวถึงประเด็นที่มีคนมองว่าเขาออกมาเรียกร้องเพราะต้องการเงินเพิ่มให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีผู้ระลึกชาติ ว่า เขาไม่ได้คาดหวังและไม่ได้ต้องการเงินเพิ่มแต่อย่างไร เพราะตอนนี้ก็เหลือแต่ขั้นตอนหลังการถ่ายทำ แต่ต้องการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของส่วนร่วมเป็นหลัก |