k
 สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
คน-โลก-จิต
ชอบ! กด Like...ใช่! กด Love
Home ความรัก ความทรงจำ
โปรแกรมหน้า
Art Idol อยากให้เธอรู้ว่ากูติสท
I Miss You
อันธพาล
สถานี 4 ภาค
ชัมบาลา
   
แยกนักข่าว ถ่ายรูปผู้ร่วมประชุม ปิดงานกลางคัน กับการพบปะระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมและผู้คัดค้านทุนหนังไทย
  LINK : เมนูหลักทุนหนังไทย ไทยเข้มแข็ง
  ณัฎฐ์ธร กังวานไกล / 4 พฤษภาคม 2553
 

 

ในวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดการประชุมพูดคุยกับผู้ที่ต้องการจะคัดค้านการพิจารณาให้ทุนไทยเข้มแข็งแก่ภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 และ 4” 100 ล้านบาท โดยฝ่ายคัดค้านนำโดยอภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุลและมานิต ศรีวานิชภูมิ (ผู้กำกับร่วม “พลเมืองจูหลิง”)

ฝ่ายกระทรวงวัฒนธรรมนำโดย ศจ. ดร. อภินันท์ โปษยานนท์

นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมท่านอื่นๆ ประกอบด้วย เป็นเอก รัตนเรือง,บุญส่ง นาคภู่,เจนไวทย์ ทองดีนอก,ศักดิ์สิริ จันทรังสี ลี ชาตะเมธีกุล และฝ่ายของคณะอนุกรรมการ (มีหน้าที่คัดสรรโครงการ) อย่างเช่นพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์และกิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน ที่ห้องประชุมชั้น 21

เกิดความสับสนขึ้นเล็กน้อย เพราะทางกระทรวงได้นัดให้ผู้สื่อข่าวมาในเวลาเดียวกัน แต่กลับให้ผู้สื่อข่าวได้ทำการบันทึกภาพบรรยากาศก่อนเริ่มการประชุมเพียงสั้นๆ แล้วหลังจากนั้นก็ให้ทางผู้สื่อข่าวลงไปรอที่ห้องประชุมชั้น 19 เพื่อจะทำการแถลงข่าวอีกที โดยทางกระทรวงพยายามไม่ให้มีนักข่าวในการประชุม โดยการสอบถามผู้เข้าร่วมประชุมว่าเห็นนักข่าวคนไหนบ้าง แต่แม้จะพยายามเพียงไร ก็ยังมีนักข่าวบางส่วนหลงเหลืออยู่ รวมถึงผมด้วย

ระหว่างที่มีการประชุม ผู้เข้าร่วมทุกคนจะถูกถ่ายภาพไว้หมดโดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวง

ทางกระทรวงวัฒนธรรมไม่ทราบเรื่องนเรศวรได้ทุนพาณิชย์ 330 ล้าน

เริ่มต้นการประชุมโดยฝ่ายของกระทรวงนำโดย นายอภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดวธ. เป็นประธานและเป็นตัวแทนของคุณธีระ สลักเพชร ได้ไล่ยาวตั้งแต่เรื่องประวัติความเป็นมาของการให้ทุนไทยเข้มแข็งแก่ภาพยนตร์ไทย และกล่าวถึงประเด็นที่ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมไม่ทราบมาก่อน และถือเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรมแต่อย่างใด และในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม การให้ทุนแก่นเรศวรเป็นเพราะเล็งเห็นในความเหมาะสม และต้องการให้ทุนแก่หนังสักเรื่องที่จะเป็นไฮไลต์ให้แก่โครงการได้

คุณมานิตกล่าวว่า ต้นทางของการให้ทุนไม่สำคัญเท่ากับปลายทาง เงินภาษีของรัฐไม่ใช่เงินของเอกชน และรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีธรรมาภิบาล เป็นการกระจายทรัพยาการอย่างไม่เป็นธรรม แทนที่ผู้อื่นจะได้ทำหนังมากกว่านี้ แต่กลับกลายเป็นว่าเงินไปอยู่ที่หนังเรื่องเดียวเป็นจำนวนที่มาก ส่วนอภิชาติพงษ์กล่าวในที่ประชุมว่า ไม่มีทุนที่ไหนในโลกที่ทำในลักษณะนี้ และการที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมจะให้นเรศวรคืนทุน 50 เปอร์เซ็นต์ คำถามก็คือ ทำไมต้องคืนทุนแค่ 50 เปอร์เซ็นต์

คุณเป็นเอกก็เสริมว่า ทำไมไม่เป็น 70 หรือทั้งหมด ตัวเลข 50 เปอร์เซ็นต์นี่มาจากไหน?

ทางฝ่าย ศ.ดร.อภินันท์ ได้ชี้แจ้งว่า ไม่ต้องการให้ทุนทั้งหมดจมหายไป อยากให้เกิดเงินหมุนกลับคืนมาบ้าง เพื่อจะได้เกิดการให้ทุนลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ และเมื่อเห็นว่ามีช่องทางเช่นนี้ คณะกรรมการเลยตัดสินใจเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้ชี้แจ้งโดยละเอียดว่า ทำไมจะต้องเป็น 50 ล้าน ฝ่ายผู้คัดค้านรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ต้องแยกให้ชัดเจนว่าจะเป็นการให้ทุนอุดหนุน หรือเป็นการลงทุนในลักษณะการค้า

ข้อสังเกตุจาก บก. คาดการณ์ไว้แล้วล่ะว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะปัดบอกว่าไม่รู้เรื่องที่ นเรศวร ได้ทุน 330 ล้าน ซึ่งน่าเชื่อถือ แต่การประชุมของ ครม.เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 หนึ่งใน 16 โครงการที่ได้รับการอนุมัติพร้อมกับนเรศวร ก็คือ โครงการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างรายได้สู่ประชาชน ของกระทรวงวัีฒนธรรม ดูได้จากที่นี่ (โครงการที่ 16)

ไม่ทราบว่าทางคณะกรรมการประชุมตัดสินครั้งสุดท้ายเมื่อไร แต่ระหว่างวันที่ 9 - 30 มีนาคม (วันที่ 30 มีนาคม เป็นวันแถลงข่าวประกาศทุนของกระทรวงวัฒนธรรม) ทางกระทรวงวัฒนธรรมไม่ทราบเรื่องเลยหรือ

อเงิน 100 ล้านที่ให้กับนเรศวรคืน

ทางฝ่ายคัดค้านมีทีท่าต้องการจะให้ทางคณะกรรมการยกเลิกการให้ทุนแก่นเรศวร และเล็งเห็นว่า เมื่อยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาให้ทุน มันพอจะเป็นไปได้ไหมที่จะมีการเปลี่ยนแปลง

คุณพันธุ์ธัมม์ได้เสนอให้คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ ลองเก็บเอาความเป็นไปได้ในการลองพิจารณาการให้ทุนนเรศวรใหม่อีกรอบ เพราะการที่นเรศวรเองก็ได้รับทุนจากกระทรวงพาณิชย์ถือเป็นข้อมูลใหม่ ที่ทางคณะกรรมการได้รับหลังจากการพิจารณาแล้ว เพราะตัวเขาเอง และคณะอนุกรรมการบางส่วน ก็รู้สึกว่าถ้าให้ตัดสินใจตอนนี้ ผลก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกอย่าง แต่ก็ต้องดูด้วยว่า หากตัดสินใจเปลี่ยนผลการตัดสินไป จะทำให้บริษัทพร้อมมิตร เจ้าของภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ออกมายื่นฟ้องกระทรวงวัฒนธรรมหรือไม่ ศ.ดร.อภินันท์ จึงกล่าวในที่ประชุมว่า จะรับเอาเรื่องที่พูดคุยกันในวันนี้ไปทำการประชุมกันอีกครั้ง ก่อนที่หลังจากนั้น

ข้อสังเกตุจาก บก. เป็นการรับปากไว้เฉย ๆ ไม่ได้มีการกำหนดเวลาในการพิจารณา

การแถลงข่าวที่ชั้น 19 ปิดกลางคัน

ผู้เข้าร่วมประชุมได้ไปที่ชั้น 19 เพื่อร่วมในการแถลงข่าว โดยนักข่าวส่วนใหญ่ก็ได้สอบถามถึงประเด็นสำคัญๆ เช่น เหตุผลของการให้ทุนนเรศวร 100 ล้านบาท

สัณห์ชัย โชติรสเศรณี นักวิชาการภาพยนตร์ ถามถึงความเป็นไปได้ในการขอฟังเทปบันทึกการประชุมพิจารณาภาพยนตร์ ซึ่งทางฝ่ายกระทรวงบอกว่าเป็นไปไม่ได้

บุญส่ง นาคภู่ ได้ขอให้คณะกรรมการชี้แจ้งให้สื่อมวลชนฟังว่า ทำไมหนังบางเรื่องถึงได้ทุนเต็มตามที่ขอ และบางเรื่องได้ทุนเพียงบางส่วน อย่างเช่น “ฝนตกขึ้นฟ้า” ของเป็นเอกที่ได้เพียง 8 ล้านจากที่ขอไว้ 20 ล้าน

ทางคณะกรรมการได้ชี้แจ้งว่า ภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้รับทุนเต็ม เช่น “อีนางเอ้ย” ถึงจะสร้างโดยสหมงคลฟิล์ม พิจารณาให้ทุนเพราะเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลด้านบทภาพยนตร์ (จากโครงการ Thailand Script Project) ถ้าหากไม่ให้ทุนไปแบบเต็มๆ เท่าที่ขอ ก็อาจจะไม่ได้สร้าง (ทั้งๆ ที่มีค่ายหนังจะลงทุนให้อยู่แล้ว)

แต่ระหว่างการชี้แจ้งในเรื่องนี้ ทางกระทรวงวัฒนธรรมขอให้ยุติการแถลงข่าวในห้องประชุม เพราะจะต้องใช้ห้องต่อ สร้างความไม่พอใจให้คุณบุญส่งมาก จนพูดออกมากลางที่ประชุมว่า “ถ้าอย่างนั้น การจัดประชุมครั้งนี้จะมีประโยชน์อะไร?”

ทางผู้คัดค้านได้ไปแถลงต่อสื่อมวลชนด้านนอกห้องประชุมแทน โดยทางกลุ่มผู้คัดค้านได้ยืนยันว่าจะติดตามความคืบหน้าของเรื่องที่ประชุมกันในวันนี้ต่อไป

ในการแถลงข่าว คุณอภิชาติพงษ์กล่าวว่า ตนเองได้รับทุนจากต่างประเทศมาโดยตลอด และต่างประเทศก็มีมาตรฐานสากลในการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ “ทางกระทรวงให้ทุน มีข้อที่บกพร่องเยอะและมาตรฐานไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของสัดส่วนการกระจายทุน ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของท่านมุ้ยหรือว่าอะไร แต่ว่าอย่างพูดถึงเรื่องของสามัญสำนึกและมาตรฐานของการกระจายทุนในครั้งนี้ว่าจริงๆ แล้วควรจะเป็นอย่างไร เราก็เลยมาพูดคุยกันในวันนี้ เป็นการแสดงความเห็นและเป็นการช่วยเหลือกัน มีสองประเด็นนะครับ ประเด็นแรกก็คือ ในอนาคตเราจะพัฒนาการให้ทุนอย่างไร เพราะผมอยากเห็นมากเลย คือคนที่ไม่รู้จักกัน อาจจะเป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัด ได้มีโอกาสมากกว่านี้ แค่อาจจะขอทุนเขียนบทหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่พอมาตรฐานเป็นอย่างนี้ มันทำให้เกิดช่องว่างช่องโหว่ อีกประเด็นก็คือนอกจากอนาคต ในปัจจุบันเนี่ย เราทำอะไรกันได้บ้าง? กับทุนที่ประกาศออกมาแล้ว ในเมื่อยังไม่ได้เซ็น จะสามารถมีการแสดงจุดยืนอะไรได้บ้าง ว่านี่เป็นครั้งแรกนะ ที่ภาพยนตร์ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐ แล้วในอนาคต อีก 10 ปี 20 ปี เราย้อนมามองการตัดสินครั้งนี้ เราจะภูมิใจแค่ไหน?”

อภิชาติพงษ์กล่าวว่า ต้องมีการระบุประเภทของการให้ทุนตั้งแต่แรก แยกเป็นประเภทที่ชัดว่าจะเป็นการพัฒนาบท การถ่ายทำ หรือสำหรับการทำโพสต์ โปรดักชั่น “และต้องมีเพดานเงินของแต่ล่ะทุนด้วย มันจะมีประโยชน์แก่คนที่ส่งโปรเจ็คท์เข้ามาพิจารณาว่า เขาจะบริหารทุนอย่างไร โอเค ไม่ใช่ขอมา 20 ล้าน แล้วได้แค่ 3 ล้าน เขาจะทำอะไร? มันเป็นการเสียเปล่าของงบ มันเป็นเงินของประชาชนน่ะฮ่ะ”

อภิชาติพงษ์ได้กล่าวถึงประเด็นที่มีคนมองว่าเขาออกมาเรียกร้องเพราะต้องการเงินเพิ่มให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีผู้ระลึกชาติ” ว่า เขาไม่ได้คาดหวังและไม่ได้ต้องการเงินเพิ่มแต่อย่างไร เพราะตอนนี้ก็เหลือแต่ขั้นตอนหลังการถ่ายทำ แต่ต้องการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของส่วนร่วมเป็นหลัก

   
ขอให้สื่อที่ลงตัวเลขการขอทุนของอภิชาติพงศ์ผิดพลาด โปรดแสดงความรับผิดชอบด้วย
  28 เมษายน 2553 / อัญชลี ชัยวรพร
   
  เนื่องจากการรายงานข่าวของสื่อกลุ่มหนึ่งมีข้อผิดพลาด จนทำให้การออกมาคัดค้านการให้ทุนหนังไทย 100 ล้านแก่ภาพยนตร์เรื่องนเรศวร ภาค 3-4 ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ถูกบิดเบืยน และมีการกล่าวหาว่าอภิชาติพงศ์มาเคลื่อนไหว เพราะขอทุนจำนวน 35 ล้านบาท แต่ได้ทุนไปเพียง 3,500,000 บาท

ดิฉัน อัญชลี ชัยวรพร บรรณาธิการของเว็บไทยซีเนม่า ซึ่งได้ตามเรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่การแถลงข่าวของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 จนถึงวันประกาศทุนเมื่อวันที่ 31 มีนาคม รวมทั้งการความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่คัดค้านการให้ทุนกับภาพยนตร์เรื่อง นเรศวร ถึง 100 ล้าน

ดิฉันขอยืนยันว่า การายงานข่าวของสื่อหลายแห่งในขณะนี้ เป็นความผิดพลาดอย่างไม่สมควรให้อภัย และเป็นการกล่าวหา อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อย่างไม่เที่ยงธรรม

จริง ๆ แล้ว ตั้งแต่มีการประกาศทุนเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา มีคนหลายกลุ่มเตรียมที่จะคัดค้านเรื่องนี้มาตลอด โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  1. กลุ่มคนทำหนังอิสระ ซึ่งมีทั้งคนทำหนังอิสระ นักวิจารณ์ นักวิชาการ เป็นแกนนำ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ไม่ได้รับทุน โดยผู้ได้รับทุนในกลุ่มนี้มีเพียง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิหนังไทยบางท่านที่ขอร่วมการคัดค้านโดยส่วนตัว ไม่ใช่ในนามของมูลนิธิหนังไทย

  1. กลุ่มที่สอง จากการนำของนายบุญส่ง นาคภู่ ซึ่งมีรายชื่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยกลุ่มหนึ่ง หลายท่านเป็นผู้กำกับที่ทำหนังในระบบ โดยเขาพยายามให้ สมาคมผู้กำกับ เรียกประชุมสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ แต่จนถึงขณะนี้ ทางสมาคมผู้กำกับก็ไม่เคยเรียกสมาชิกเพื่อระดมความคิดเห็นในเรื่องนี้ จนบุญส่ง นาคภู่ ต้องเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ตามแบบฉบับของเขาเอง

เพราะฉะนั้น จึงเหลือเพียงกลุ่มแรกที่ได้มีการเคลื่อนไหวมาตลอด แต่ติดสงกรานต์บ้าง สถานการณ์การเมืองบ้าง ทำให้กระบวนการล่าช้า เพิ่งมาเห็นผลในตอนนี้ โดยทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็นในการร่างจดหมายมาตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิหนังไทยจะนำมาลงในเฟซบุ๊ค เพื่อขอให้ทุกคนมาร่วมลงลายเซ็น โดยอภิชาติพงศ์ ไม่ได้เป็นผู้เปิดเฟซบุ๊คเอง

ส่วนเฟซบุ๊ค ทุนหนังไทย ไทยเข้มแข็ง เป็นการเปิดโดยเว็บไทยซีเนม่า ซึ่งดิฉันและน้องผู้ช่วยเป็นผู้ดูแล เราค่อนข้างระมัดระวังในการรับคนที่จะเข้ามาดู เพื่อคุ้มครองผู้ที่จะโพสต์แสดงความคิดเห็นของพวกเขา

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกของการเคลื่อนไหว ก็คือ หลายคนขอร่วมด้วย หลายคนไม่เอา ผู้ที่ขอร่วมด้วย ส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ไม่ได้รับทุน ส่วนผู้ที่ได้รับทุนส่วนใหญ่ขอเอาตัวรอดหรือไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย มีแต่อภิชาติพงศ์กับเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ หนังไทย - ผู้ได้รับทุนเพียง2 รายเท่านั้นที่ร่วมวงตั้งแต่แรก

ถ้าอภิชาติพงศ์คิดเหมือนผู้ที่ได้รับทุนคนอื่น ๆ โดยไม่ทำอะไร เพราะตัวเองได้ทุนอยู่แล้ว การต่อสู้ก็ไม่ได้สัมฤทธิผลอะไร และอภิชาติพงศ์ก็ได้บอกกระทรวงวัฒนธรรมมาตั้งนานแล้วว่าเขาจะประท้วง บอกตั้งแต่ทางกระทรวงเตรียมฉลองที่หนังบุญมีระลึกชาติได้ไปเมืองคานส์ .

อภิชาติพงศ์กำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้คนอื่น เพราะเขารู้ว่า เพื่อน ๆ น้อง ๆ หลายคนเสียใจมากกับการพิจารณาทุน หลายคนร้องไห้ หลายคนไม่รู้จะทำอะไร ด้วยเสียงของเขา และตำแหน่งหน้าที่ของเขาย่อมเป็นที่สนใจอย่างแน่นอน ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น เขากำลังทำเพื่อคนอื่น โปรดให้ความยุติธรรมกับเขาด้วย

ดิฉันไม่เข้าใจว่า นักข่าวของสื่อใหญ่เหล่านั้นไปเอาตัวเลขมาจากไหน ว่าอภิชาติพงศ์ขอทุนถึง 35 ล้านบาท เพราะการประกาศที่เว็บนี้ตั้งแต่แรก จนถึงมีการอ้างไปตามเว็บต่าง ๆ ก็ลงไว้ชัดเจนว่า อภิชาติพงศ์ขอทุนเพียง 3,539,641.46 บาท และเขาได้ทุนไป 3,500,000 บาท

ดิฉันคิดว่า นักข่าวอ่านข่าวไม่ละเอียด เห็นตัวเลข 46 สตางค์ ก็เลยไปคิดว่าเป็นเงินล้าน แต่จะให้มองผิดอย่างไร มันก็มองเป็น 35 ล้านไปไม่ได้

กรณีที่หลายคนต่างโมโห เพราะนเรศวรได้รับเงินสนับสนุน ไม่ใช่แค่เงิน 100 ล้าน แต่หนังยังได้ทุนจากกระทรวงพาณิชย์อีก 330 ล้าน รวมเป็น 430 ล้าน

เรื่องที่อยากให้ทราบกัน จริง ๆ แล้วทุนหนังไทยนี้ เดิมจะต้องมี 2 ก้อน งบก้อนแรก 200 ล้านบาท ซึ่งได้พิจารณาไปแล้วตามที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนงบที่สอง 280 ล้านบาท ที่เดิมวางไว้ว่าจะประกาศรับในเดือนพฤษภาคมปีนี้ แต่อยู่ ๆ เงินก้อนนี้หายไป ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์อยู่ ดี ๆ ก็ได้งบมา330 ล้าน และมอบให้หนังเรื่องเดียว โดยไม่มีคณะกรรมการพิจารณาเหมือนอย่างที่กระทรวงวัฒนธรรมทำงาน

และอันที่จริง การพิจารณาทุน 330 ล้านนั้นมีเงื่อนงำมาตั้งแต่แรกแล้ว โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ได้พาดหัวข่าวมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

ดิฉันขอให้ทุกคนควรแสดงสปิริต โทรศัพท์ไปหาผู้จัดการให้รับผิดชอบต่อการลงข่าวด้วย รวมทั้งสื่ออื่น ๆ ที่ลงข่าวผิด ทำให้เกิดผลเสียหายมากมายต่อเขา

ขอให้ท่านโปรดกลับไปอ่านข่าวเก่าที่เราได้ลงเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งรายละเอียดของทุน และลำดับการเคลื่อนไหว แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมถึงต้องมีการเรียกร้องกัน

   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.