
ในช่วงเทศกาล ตารางของเจ้ยค่อนข้างแน่น นอกจากลุงบุญมีระลึกชาติ จะเป็นหนังเปิดแล้ว เขายังต้องเป็นกรรมการในสายหลัก เพื่อตัดสินรางวัล Red Chameleon Prize ซึ่งมีกรรมการ 4 ท่าน ได้แก่ เจ้ย ผู้กำกับฟิลิปปินส์รายา มาร์ติน ดาราสาวมูนโซริ ซึ่งเคยได้รับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมจากเวนิสเรื่อง Oasis และโปรดิวเซอร์จากจีนเซียนหมิน
เจ้ยมีงานสำคัญอีกชิ้น นั่นก็คือ Masterclass มาสอนหนัง ซึ่งจัดขึ้นหลังจากการฉาย ลุงบุญมีระลึกชาติ รอบที่สอง และถือได้ว่าเป็นรอบแรกที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม หนังฉายในโรงหนังที่ใหญ่เป็นลำดับสองของเครือภาพยนตร์ CGV ในย่านหรูและรวยของโซล คือ อัพจุดง

นักเรียนของเจ้ยในมาสเตอร์คลาส
โรงหนังนี้มีที่นั่งประมาณ 200 กว่าที่นั่ง (ไม่ใช่ 380 ที่นั่งตามความเข้าใจเดิม) ทางผู้จัดบอกว่าพอเปิดให้จองออนไลน์ปุ๊บ (คาดว่าน่าจะประมาณ 200 ที่นั่ง) ก็เต็มอย่างรวดเร็วภายใน 3 นาที เข้าใจว่าเพราะรวม masterclass ไว้ด้วย คนเรียนหนังก็เลยรีบเข้ามาจองตั๋วอย่างถล่มทลาย
ทางผู้จัดแนะนำตัวอภิชาติพงศ์นานมากกว่าครึ่งชั่วโมง ทำให้ระยะเวลาที่ผู้เขียนจะฟังเจ้ยลดน้อยลงไปด้วย เจ้ยจะต้องพูดนานสองชั่วโมง แต่ดิฉันได้ฟังแค่ชั่วโมงเดียว ก็ต้องไปดูหนังเรื่องถัดไป

เจ้ยเน้นพูดถึงที่มาและการทำงานของ Primitive และลุงบุญมีระลึกชาติ ซึ่งหลายอย่างเราคนไทยทราบกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่มาของลุงบุญมี แต่ที่น่าสนใจก็คือสิ่งที่เจ้ยบอกว่า ในการทำงานชิ้นนี้ เขากับทีมงานและนักแสดงได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อทำให้เขาได้เรียนรู้เอกลักษณ์และแคแรกเตอร์ของพวกเขามากขึ้น มาถึงตรงนี้ทำให้ดิฉันเข้าใจว่า ทำไมเจ้ยถึงคุมการแสดงของนักแสดงสมัครเล่นหลาย ๆ คนได้ แตกต่างจากผู้กำกับรุ่นใหม่หลาย ๆ คนที่มักจะมีปัญหานี้
เจ้ยบอกว่า สิ่งที่เขาสนใจก็คือ ความทรงจำ และหนังของเขาก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำแทบทั้งสิ้น ความทรงจำเกี่ยวกับเมืองที่เขาเติบโต (ถ่ายทอดมาเป็น สุดเสน่หา) ความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตเขา (สัตว์ประหลาด) และความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ (แสงศตวรรษ) และความทรงจำของลุงบุญมี แต่เจ้ยก็บอกว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการเดินทางในอีสาน เพื่องาน Primitive เขาได้พบกับหมู่บ้านนาบัว ซึ่งเคยเป็นหมู่บ้านคอมมิวนิสต์ กับความทรงจำที่ชาวบ้านไม่อยากกล่าวถึง มันทำให้เจ้ยตระหนักว่า ความทรงจำมันมีทั้งสิ่งที่คนอยากจำและอยากลืม
ดิฉันได้ฟังแค่นี้ค่ะ ก็ต้องไปดูหนังต่ออีกโรงหนึ่ง ต้องขออภัยด้วย


ผีในตำนานพื้นบ้านไทยที่เป็นแรงบันดาลใจการทำ ลุงบุญมีระลึกชาติ รวมทั้งของเหม เวชกร
.....อีกสองสามวันถัดมาเป็นงานประกาศรางวัลและพิธีปิด ทางกลุ่มสายหลักของเจ้ยให้เกียรติผู้หญิง คือ มูนโซริเป็นคนประกาศและแจกรางวัลไป ซึ่งผลของรางวัลกับรายละเอียดหนังที่เข้าประกวด ดิฉันจะเขียนตามมาอีกชิ้น
หลังจากการแจกรางวัล ก็ฉาย Winter Vacation แต่พวกเราดูกันแล้ว ก็เลยไปงานฉลองกัน ซึ่งทุกคนก็วางตัวกันอย่างสบาย ๆ
เจ้ยดังขึ้น แต่เขาก็ยังคงวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย สุภาพ และให้ความสำคัญกับคนอื่น เวลาเด็ก ๆ ที่เป็นอาสาสมัครมาขอถ่ายรูป เจ้ยก็ถ่ายกับทุกคน ใครมาขอลลายเซ็น เจ้ยก็จะถามชื่อคนขอ พร้อมเขียนชื่อพวกเขาอย่างให้เกียรติ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ผู้เขียนเคยได้ีรับจากผู้กำกับใหญ่ ๆ อย่าง วิม เวนเดอร์ส หรือ ไมค์ ลีห์
ไม่ได้ทำตัวมองไม่เห็นหัวคนอื่น เหมือนอย่างผู้กำกับอินดี้บ้านเราคนหนึ่ง "มันมองฟ้า" ซึ่งคนที่เจอกับการกระทำแบบนี้ เป็นคอลัมนิสต์อายุเกือบหกสิบของหนังสือพิมพ์คุณภาพฉบับหนึ่ง ขนาดพี่เขาเป็นผู้ใหญ่ ยังถูกเหยียดหยัน นัึบประสาอะไรกับคนธรรมดา ...
ก็คงเป็นตัวอย่างให้เราเลือกว่าจะเอาแบบใคร

ในพิธีประกาศรางวัลและพิธีปิด ---- รูปนี้ตาแดงแบบบังเอิญ ไม่ได้ผ่านการตกแต่งใด ๆ เพราะยังไม่ถนัดกับกล้องใหม่ แต่เอามาลง เพราะเข้ากับหนังของเจ้ยอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ประกาศชื่อกรรมการสายหลัก พร้อมโชว์ตัวกรรมการ สาวน้อยนุ่งสั้นหน้าไมค์ คือ มูนโซริ ----เจ้ยมาในชุดสีดำ ขวาสุดคือโปรดิวเซอร์หนังจากจีน

แบบชัดขึ้น หนุ่มจีนที่่รับรางวัลจากมูนโซริ คือ ลีหงฉี ผู้กำกับ Winter Vacation ซึ่งได้รับรางวัลสายเจ้ยไป

จากซ้าย รายา มาร์ติน (ผู้กำกับฟิลิปปินส์เจ้าของผลงาน Independencia) เจ้ย และปาร์กกียง (ผู้กำกับเกาหลีเจ้าของผลงาน Motel Cactus)

รูปปรกติที่คุณจะเห็นในงานนี้ คนขอเข้ามาถ่ายรูปเจ้ยกันมาก
|