
คงจะเพราะเห็นว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำกันที่สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมหากจะจัดฉายรอบแรกในโลกของ สะบายดี หลวงพะบาง กันที่นั่น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดการจัดเชิญนักข่าวไปทำข่าวที่น่าจะแพงที่สุดครั้งหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทยขึ้น โดยนักข่าวกว่าร้อยชีวิตไม่ว่าจะจากหนังสือพิมพ์,นิตยสารหรือรายการทีวีต่างๆ เดินทางไปเวียงจันทร์ โดยออกจากเมืองไทยตอนตี 5 ของวันที่ 22 ที่ผ่านมา เพื่อที่ในวันต่อมา จะได้ทัวร์ตามสถานที่ต่างๆ ที่ใช้เป็นฉากหลังของหนัง และร่วมชมภาพยนตร์ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติลาว ในเวอร์ชั่นที่จะได้ชมกันก็เฉพาะแค่ในลาวเท่านั้น การเดินทางครั้งนี้ยังรวมไปถึงผู้กำกับไทยอีกหลายๆ คนไม่ว่าจะเป็นธนิตย์ จิตนุกูล,ก้องเกียรติ โขมสิริ ฯลฯ
หลังจากเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในขณะที่ล้อรถค่อยๆ หมุนไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้ ใจของสื่อมวลชนมากมายคงคิดอยากจะถึงที่หมายเร็วๆ เพราะการนั่งรถนานกว่า 10 ชั่วโมงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก ทำได้เพียงแต่หวังว่า การลงทุนครั้งนี้จะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า นอกเหนือไปจากการได้ทำข่าวตามหน้าที่แล้ว แน่นอนว่าหากมองกันในแง่ของเวลา โอกาสที่จะได้เที่ยวกันอย่างจริงๆ จังๆ ในการเดินทางไปครั้งนี้มีค่อนข้างน้อย แต่หากใช้เวลาที่ว่าน้อยนี้ให้เป็นประโยชน์ ก็น่าจะได้อะไรดีๆ กลับไปบ้าง
เมื่อไปถึง ในเวลาที่ค่อนข้างค่ำกว่าในแผนการเดินทางที่ทางทีมงานแจกจ่ายแก่สื่อมวลชนก่อนหน้านี้ ด้วยเพราะปัญหาด้านเทคนิคต่างๆ ในการเข้าประเทศ หลังจากที่คณะนักข่าวแยกย้ายกันไปพักตามโรงแรมต่างๆ ที่ทางทีมงานได้จัดเตรียมไว้จำนวน 5 แห่ง ทุกคนก็จะเดินทางมาพบกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงรับรอง ณ บ้านของคุณอนุสอน สิริสักดา ผู้กำกับร่วมเจ้าถิ่น และเจ้าของบริษัท ลาวอาร์ต มีเดีย พร้อมด้วยผู้บริหารจากทางสปาร์ต้า ครีเอทีฟ บริษัทผู้ร่วมสร้างหนังเรื่องนี้ ตามด้วยพระเอกและนางเอกออกมาพูดคุยเล็กน้อย อนันดาพยายามพูดให้ทุกๆ คนรู้สึกผ่อนคลายและเข้าใจดีว่าเดินทางบนรถนานๆ มันเป็นอย่างไร เขาทิ้งท้ายไว้ว่า หนังเรื่องนี้เผอิญเป็นหนังเล็กๆ น่ะครับ ถ้ามีทุนสร้างมากกว่านี้ วันหน้าผมจะเหมาเครื่องบินพาทุกคนมาเลย จากนั้นทุกคนก็ชมการแสดงจากศิลปินของลาวอาร์ต มีเดีย และรับประทานอาหารกันไป อาหารรสชาติไม่เลวทีเดียว หน้าตาก็ไม่ต่างจากกับข้าวบ้านเราเลย งานเลี้ยงนี้เลิกเวลาประมาณ 4 ทุ่มนิดๆ แล้วรถก็พาไปส่งโรงแรม หลายๆ คนเลือกที่จะเดินทางไปเที่ยวตามเธคตามผับของที่นั่นต่อ
 |
งานเลี้ยงต้อนรับนักข่าว ที่บ้านคุณอนุสอน |
 |
วันถัดมา วันที่ 23 หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยกันดีแล้ว ก็ถึงเวลาของการทัวร์อย่างเป็นทางการเสียที โดยทีแรกที่คุณศักดิ์ชาย ดีนาน ผู้กำกับชาวไทยจะพาไปก็คือวัดศรีสะเกษ ที่เป็นโบราณสถานเก่าแก่และทรงคุณค่าแห่งหนึ่งในเวียงจันทร์ และยังเป็นสถานที่ๆ เกิดจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญระหว่างพระเอกกับนางเอก วัดแห่งนี้มีความคล้ายคลึงวัดไทยเราแต่โดยรวมๆ แล้วก็มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ผู้สื่อข่าวให้ความสำคัญทั้งการสัมภาษณ์ผู้กำกับและนางเอกคำลี่ แต่อาจจะเข้าใจว่าคำลี่จะเป็นคนพาทัวร์แบบที่ตัวละครในหนังเป็น เลยเหมือนรอจะให้เธอพาเดินดู จนแล้วจนรอดทีมนักข่าวก็ต้องเดินสำรวจมุมต่างๆ ด้วยตัวเอง ถึงกระนั่นก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะได้ถ่ายรูปสวยๆ ของคำลี่และสถานที่ในระดับที่พอเหมาะพอเจาะ จากนั้นก็ย้ายกันไปที่ประตูชัย ผลงานของฝรั่งตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ดูโดดเด่นสะดุดสายตาตั้งแต่ระยะไกลและสวยงาม รอบๆ ประตูชัยเป็นสวนเอาไว้ให้คนลาวได้พักผ่อนหย่อนใจกัน แต่เมื่อมาถึงกันเกือบเที่ยง ตอนนี้จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะแก่การพักผ่อนที่นี่เท่าไหร่
|
 |
บรรยากาศที่วัดศรีสะเกษ |
อนันดากับคำลี่ออกมาให้นักข่าวถ่ายรูปและสัมภาษณ์ แดดเปรี้ยงๆ ทำให้สองนักแสดงเหงื่อตกเล็กน้อย มีผู้หวังดีอุตส่าห์เอาร่มมากางให้ แต่ช่างภาพก็รีบบอกให้ร่มถอยออกไปเพราะเดี๋ยวภาพจะไม่สวย กรรมก็เลยตกเป็นของผู้ถูกถ่าย โชคดีที่เวลาในการนี้ไม่ยาวนานนัก ไม่งั้นทั้งอนันดาและคำลี่คงได้ตัวดำแน่ๆ
 |
ช่างภาพและนักข่าวรุมอนันดากับตอนแดดเปรี้ยงๆ
|
 |
|
ภาพบนและล่าง : อนันดากับคำลี่ที่ประตูชัย
|
 |
คณะผู้กำกับไทยที่ประตูชัย |
ในแผนการทีทางทีมผู้จัดงานวางไว้ ก็คือจะไปวัดพระธาตุหลวงกันต่อ แต่เที่ยงเป็นเวลาที่สถานที่หลายๆ แห่งรวมถึงวัดแห่งนี้ด้วย เลยเปลี่ยนพาไปข้าวปุ้นน้ำแจ่ว (คือเส้นขนมจีน แต่ใส่เครื่องในหมู และปรุงคล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยว) คนที่เยอะทำให้ต้องต่อคิวคอยกันนานมาก หน้าตาอาจจะดูน่ากลัวว่ากินแล้วจะท้องเสียหรือเปล่า แต่เมื่ออนันดากินได้ปรกติดี นักข่าวก็เลยไม่กลัว บางคนก็ดูเหมือนจะเอร็ดอร่อยดี บางคนก็เฉยๆ
 |
อนันดากับข้าวปุ้นน้ำแจ่ว
|
ถัดจากมื้อเที่ยง ผู้จัดงานก็พาเหล่านักข่าวไปยังสถานทูตไทย โดยท่านเอกอัครราชทูตเปิดบ้านให้การต้อนรับ พร้อมกล่าวยินดีที่สื่อไทยเข้ามายังลาว เพื่อจะได้นำเอาเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมในลาวไปเผยแพร่ ซึ่งจะทำให้สะพานมิตรภาพระหว่างไทยกับลาวเชื่อมติดกันเหนียวแน่นมากขึ้น จบแล้วก็ไปต่อกันที่วัดพระธาตุหลวง แต่เป็นเพื่อที่จะทำให้ครบโปรแกรมตามที่ตกลงไว้กับสื่อมากกว่า ถึงกระนั่น หลายๆ คนได้ใช้เวลาที่มีเหลือไม่มากชื่นชมที่แห่งนี้พอหอมปากหอมคอ ตามด้วยเป้าหมายสุดท้ายของตอนกลางวัน คือการชมภาพยนตร์เรื่อง สะบายดี หลวงพะบาง ฉบับที่อนันดาพูดภาษาลาว (แต่เป็นเสียงคนอื่นพากย์) หลายๆ ฉากที่เป็นภาษาลาว (ไม่มีซับไทย) น่าจะทำให้คนไทยงงไม่น้อย รวมทั้งการตัดต่อที่ไม่ราบเรียบ (เข้าใจว่าเป็นฝีมือของทางลาว) ก็ชวนทำให้อารมณ์เสียบ้าง แต่สำหรับคนลาว ผมคิดว่าน่าจะชอบเรื่องนี้กัน สังเกตได้จากรอยยิ้มของท่านรัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารและวัฒนธรรม รวมไปถึงความสุขจากชาวลาวที่ได้ดูหนังคนอื่นๆ
 |
อนันดากับท่านฑูต |
ในช่วงค่ำมีการเลี้ยงอีกรอบ ในร้านอาหารร้านเดียวกับที่พระเอกและนางเอกใช้นัดเจอกัน บรรยากาศและอาหารค่อนข้างดี ช่วงนี้เป็นช่วงสบายๆ ไม่ว่าจะนักข่าวหรือผู้กำกับต่างคุยกันไปคุยกันมาอย่างออกรส สักพักก็มีการเปิดฟลอร์เต้นรำตามประเพณีลาวเป็นที่สนุกสนานกันไป
 |
อนันดากับท่านฑูต |
สรุปแล้ว ถ้าตัดเรื่องการเดินทางที่ยาวนานออกไป ก็จัดได้ว่าเป็นทริปที่ดีทริปหนึ่ง ที่อาจจะมีข้อด้อยบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ธรรมชาติและความเป็นไปในลาว ก็ช่วยทำให้มองข้ามไปได้ครับ ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะหวังอะไรมากไปกว่านี้ |