สกู๊ปชิ้นนี้เริ่มมาจากความสงสัย ไม่รู้ว่าระบบโอเน็ต เอเน็ตเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับเมื่อเราเล่าประสบการณ์ของรุ่นดั้งเดิมให้น้อง ๆ ฟัง พวกเขาก็ต้องปล่อยก๊ากกับความแตกต่าง และเมื่อเราสอบถามไปยังหน่วยจัดสอบเอ็นทรานซ์ถึงประวัติที่มา เราก็ต้องเป็นฝ่ายหัวเราะเองกับคำตอบที่ว่า พวกเรายังไม่เข้ามาทำงานเลยครับ
เอ็นทรานซ์มันมีตำนาน มีรอยจารึกแห่งยุคสมัย และในบันทึกของกาลเวลาเล่มนี้้ มันได้แสดงนัยบางอย่างที่เป็นได้ทั้งเดินหน้าหรือถอยหลัง
เอ็นทรานซ์เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของคนหลายคน เป็นก้าวแรกของการเผชิญหน้าสิ่งที่เรียกว่า สุขหรือทุกข์ เป็นวาระที่คำปลอบใจถูกรีเพลย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า่ว่า มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิต
เราไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ เรารู้แต่ว่า เรื่องเล่าเอ็นทรานซ์ชุดนี้ แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างรุ่นอย่างชัดเจน ขณะที่เด็กเอ็นท์รุ่นบุกเบิกเล่าเรื่องเก่าอย่างสนุกสนาน แต่เด็กรุ่นใหม่กลับบอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่ผ่านความขมขื่นมาแล้วแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าพวกเขาจะสอบได้หรือไม่
ความรู้สึกเหล่านี้ได้ี้บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเอ็นทรานซ์หรือไม่
นี่เป็นเรื่องเล่า์จากคนรุ่นต่าง ๆ ใน ตำนานเอ็นทรานซ์ 45 ปี
2504 จุดเริ่มแห่งตำนานทนทุกข์
เอ็นทรานซ์ หรือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบรวมศูนย์นั้น เริ่มขึ้นในปีนี้ โดยก่อนหน้านั้น ลักษณะการสอบเข้าจะเป็นระบบ ตัวใครตัวมัน มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะเป็นผู้จัดสอบเอง และในปีเดียวกันนี้เอง กระทรวงศึกษาได้เปลี่ยนชื่อเรียกระดับการศึกษาในเมืองไทยแบบใหม่ คือ เดิม เมื่อพ้น ป. 4 ก็จะเป็น มอ. 1 - 8 ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ในปีนั้น มอ.1 - 3 ให้เรียกเป็น ป. 5 - 7 มอ.4 - 8 ให้เรียกเป็น มศ.1 - 5
ช่วงปีแรก ๆ ของการสอบเอ็นทรานซ์นั้น มีมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่งที่เข้าร่วม ปี 2504 มีแค่จุฬา เกษตรศาสตร์ และคณะแพทย์ศาสตร์ ซึ่งหมายถึงแค่ จุฬา และมหิดลเท่านั้น ธรรมศาสตร์ ยังเป็นตลาดวิชาแบบรามคำแหง ศิลปากรยังเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร เชียงใหม่ก็ยังไม่เปิด
2507 รุ่นแห่งการประเดิม (ม.ศ. 5 รุ่นแรก และธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยปิดรุ่นแรก)
น้องแชมป์ สรดิเทพ ศุภจรรยา เป็นนักเรียนนอก ที่ไม่ต้องผ่านระบบเอ็นทรานซ์ เราก็เลยขอตัวคุณพ่อน้องแชมป์มาแทน ซึ่งเหมือนพระผู้มาโปรด เพราะการสรรหาเด็กเอ็นท์รุ่นแรก ๆ นั้นแสนจะ้ยาก สมัยนั้นคนเรียนต่อระดับปริญญามีน้อย และถ้าอยู่มาถึงสมัยนี้ อายุก็ 60 ขึ้นไป
คุณพ่อของน้องแชมป์เป็นนักเรียนที่ผ่านมาทั้งระบบการศึกษาแบบเก่า คือ เรียน มอ.1 - 6 แต่พอจะขึ้น มอ.7 - 8 ก็เปลี่ยนเรียกเป็น ม.ศ.4 - 5 แทน คุณพ่อเล่าว่า เป็นเด็กต่างจังหวัด อยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสมัยนั้นเด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่ต้องมาต่อมัธยมปลายในกรุงเทพกันทั้งสิ้น เพราะที่จังหวัดไม่มีสอน มีแค่ระดับมัธยมต้นเท่านั้น ยกเว้นเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ
คุณพ่อมาเรียนอยู่ที่อำนวยศิลป์ สายวิทย์คณิต เรียนจนถึงชั้น ม.ศ.5 ปรากฎว่าสอบพลาด ทำให้คะแนนสอบรวมได้แค่ 49 % ต้องซ้ำชั้นใหม่ เรียนไปได้ครึ่งเทอม รู้สึกเบื่อ ไปสอบเทียบเข้า ได้ประกาศนียบัตรมาทางศิลป์คณิต ก็เลยเลิกเรียน รอเอ็นท์ตอนสิ้นปี
ตอนสอบเอ็นท์ เลือกได้ 6 คณะ คุณพ่อเน้นรัฐศาสตร์ลูกเดียว จุฬามาเป็นอันดับหนึ่ง รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เป็นอันดับ 2
. ปีนั้น ธรรมศาสตร์เพิ่งเปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยปิด ต้องใช้ระบบสอบเข้า อันดับ 3 เลือก รัฐศาสตร์ เชียงใหม่ ซึ่งเพิ่งเปิด ต่อด้วยนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อันดับถัดจากนั้น จำไม่ได้แล้ว สมัยนั้นมหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดอยู่ไม่กี่แห่ง มีแค่ จุฬา ธรรมศาสตร์ ศิลปากร เกษตร และเชียงใหม่เท่านั้น
คุณพ่อเล่าต่อว่า สมัยนั้นเวลาเลือกสอบต้องเลือกให้ดี ๆ ถ้าจะไปทางวิทย์ ก็ไปทางนั้นเลย ถ้าจะมาทางศิลป์ ก็ให้มาทางนี้ทันที เพราะถ้าเอาทั้งสองอย่าง บางคนต้องสอบถึง 10 วิชา โดยเฉพาะพวกที่เรียนวิทย์ แล้วมาสอบทางศิลป์ คุณพ่อเป็นเด็กวิทย์ เลยหันมาเน้นทางศิลป์คณิตแทน ไม่เอาวิชาทางวิทย์มากนัก
คุณพ่อบอกว่า การแข่งขันอยู่ในอัตราส่วนประมาณ 1: 5 นักเรียนที่สอบทั้งประเทศนั้นประมาณแค่ 40,000 50,000 เอง คือ สมัยนั้นมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งว่า ถ้าได้คะแนนระดับ ม.ต้นดี ก็ไปเรียนต่อมัธยมปลายทันที ถ้าคะแนนไม่ค่อยดี ส่วนใหญ่ก็จะตัดสินใจไปทางอาชีวศึกษากัน เช่นไปพาณิชย์ ไปช่างกล
เวลาประกาศผล ก็ประกาศรวมที่หน้าสภาการศึกษาแห่งชาติ ก็มารวมกันทั้งประเทศ ประกาศแค่ตรงนั้น ส่วนเรื่องความรู้สึกนั้น มันมีมากกว่าความดีใจ มันเป็นความภูมิใจด้วยถ้าสอบมหาวิทยาลัยได้ เพราะว่าสมัยนั้น ถ้าพลาดเข้ามหาวิทยาลัย มันหมายถึงการพลาดโอกาสทางการศึกษาแทบทั้งหมด ไม่มีมหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยเอกชนก็ยังไม่ค่อยมี มีแต่วิทยาลัย เช่น หอการค้า หรือกรุงเทพ ซึ่งมันก็ไม่เท่ากับมหาวิทยาลัย ยกเว้นว่าถ้าพ่อแม่มีเงิน ก็ส่งไปเรียนอเมริกา ถ้ามีเงินน้อยหน่อย ก็ต้องไปฟิลิปปินส์แทน
เพราะฉะนั้นเวลาสอบได้ที โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดนั้น จะรู้กันทั้ัังจังหวัดเลย กลายเป็นความภูมิใจระดับจังหวัดก็เลยว่าได้
แล้วในที่สุด คุณพ่อก็กลายเป็นสิงห์แดงรุ่น 17 (รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์)
2513 รุ่นหลังข้อสอบรั่ว จากเด็กเอ็นทรานซ์ ชื่อ โดม สุขวงษ์
ตอนนั้นเริ่มเรียนในระบบ มศ.แล้ว จำไม่ได้ว่าเป็นรุ่นที่เท่าไร ไม่มีความยากลำบากในการสอบเข้ามากนัก เพราะจำนวนคนสอบยังไม่เยอะเหมือนอย่างสมัยนี้ ไม่ถึงแสนคน คณะที่เลือกมีถึง 6 อันดับ ผมเองยังเลือกวิชาเฉพาะอย่างมัณฑนศิลป์เลย พอไปสอบ เอาปากกาไปด้ามเดียว ขณะที่คนอื่น เขาเตรียมดินสอ เครื่องมือมาครบครัน ผมก็เลยเดินออกจากห้องเลย ไม่สอบดีกว่า
ผมเป็นรุ่นน้องอาจารย์ธีรยุทธ บุญมีรุ่นหนึ่ง ซึ่งรุ่นแกต้องสอบ 2 ครั้ง เพราะข้อสอบรั่ว ก็เลยต้องสอบใหม่ พอสอบใหม่ปุ๊บ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี แกก็เลยสอบได้เป็นที่หนึ่งของทั้งประเทศไป
ส่วนตอนประกาศผลนั้น พวกเราก็ไปออกันที่หน้าสภาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งตอนนั้นขึ้นสังกัดกับสำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสันติราษฎร์ ตรงถนนศรีอยุธยา เขาประกาศตรงที่นั้นที่เดียวล่ะครับ ไม่ได้กระจัดกระจายออกไป ร้องไห้ ดีใจก็อยู่กันตรงนั้น
(โดม สุขวงษ์ สอบติดคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาในที่สุด ต่อมาได้รับรางวัลนักนิเทศศาสตร์ดีเด่น เพราะเป็นคนแรกที่ริเริ่มค้นงานอนุรักษ์งานภาพยนตร์อย่างแท้จริง)
 |
สอว. ห้อง 2 รุ่น 44 |
2525 รุ่นแห่งการเปลี่ยนแปลง อัญชลี ชัยวรพร
จริง ๆ แล้ว ตัวเองเป็นรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รุ่นที่คะแนนของวารสารเริ่มสูงกว่าศิลปศาสตร์ แถมเข้ามหาวิทยาลัยก็ตอนฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปีพอดี เป็น ป .7 รุ่นสุดท้าย ก็เลยพ่วงมาเป็น มศ. 5 รุ่นสุดท้ายไปด้วย ช่วงนั้นเริ่มเปลี่ยนไปใช้ระบบ ม.อย่างที่เห็นทุกวันนี้
รุ่นของตัวเองต้องเอ็นท์ปี 2526 แต่ตอนนั้น ประเพณีการสอบเทียบเริ่มเป็นที่นิยม เรายกโขยงไปสอบกันทั้งห้อง เหมือนแห่ตามกันไป ไม่ได้เรียนพิเศษอะไร ไม่มีเงินเรียนด้วย เมื่อก่อนที่บ้านจน
เพราะถือว่าเป็นแค่สอบเล่น ๆ ก็เลยไม่ได้เตรียมตัวอะไร อ่านหนังสือก่อนสอบแค่ไม่กี่วัน มันไม่สนุก ไปช่วยคนข้างบ้านขายน้ำแข็งไสสนุกกว่า คิดแต่ว่ายังมีอีกปีด้วย สมัยนั้น ไม่ต้องสอบเยอะแยะเหมือนสมัยนี้ด้วย ตัวเองสอบแค่ 4 วิชาเอง คือ ไทย อังกฤษ เยอรมัน และสังคม ก ข ตัวเองก็อ่านแต่่อังกฤษ กับเยอรมันเพราะชอบ อย่างอื่นไม่ชอบ ก็ไม่อ่าน
ตอนประกาศผล ก็แบบไม่รู้ตัวอีก ตอนนั้นเปิดเทอม มศ. 5 ไปสองอาทิตย์แล้ว คือ สมัยนั้นเขาประกาศผลค่อนข้างช้า ปลายพฤษภาโน่น เพราะคอมพิวเตอร์ยังช่วยอะไรมากไม่ได้ เช้าวันนั้นเรายังไปเรียนหนังสือตามปรกติเลย พอถึงโรงเรียน เพื่อนก็มาบอกว่า วันนี้จะประกาศผลเอ็นฯแล้ว เขาไม่ได้ให้ใช้เช็คอินเตอร์เน็ตเหมือนสมัยนี้หรอกนะ เขาจะติดบอร์ดไว้เป็นจุด ๆ เผอิญ โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนดังย่านฝั่งธน เขาก็เลยขอยืมใช้สถานที่
พอเห็นว่า มีชื่อเรา รีบขึ้นรถเมล์กลับบ้านเลย ต้องไปบอกพ่อแม่เอง ไม่อยากโทรศัพท์ ดีใจที่จะประหยัดเงินพ่อแม่มากกว่า และเราไม่ต้องทนทรมานกับระบบแบบนี้อีกต่อไป แต่ครูประจำชั้นบอกให้เรารออีกปี เผื่อจะได้คณะที่ดีกว่านี้ ซึ่งมันก็หมายถึงแค่อักษร จุฬา คือเราติดที่ศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เลือกเป็นอันดับ 2 สมัยนั้นนิเทศศาสตร์ยังไม่เปิดให้พวกศิลป์ภาษาเลือกได้ วารสารก็คะแนนน้อยกว่าศิลปศาสตร์ เราก็เลือก แต่เลือกเป็นอันดับสาม คะแนนสอบของเราก็ย้ายไปวารสารได้
นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งของเอ็นทรานซ์ด้วย เรื่องบ้าสถาบัน เราว่าพวกครูบางทีก็แข่งกันสร้างสถิติยังไงไม่รู้ ประเภทห้องฉันเก่งกว่าห้องเธอ เหมือนตอนเราอยู่ ป.1 ครูเอาข้อสอบมาให้เราลอก คือ เราได้ที่ 1 ของห้อง ยังไงก็สอบผ่านอยู่แล้ว แต่ครูเขาอยากให้้คะแนนของเราสูงกว่าห้องอื่น ไม่ใช่มีแต่นักเรียนที่ต้องแข่งกันนะ คุณครูเขาก็แข่งกัน
การสอบเอ็นทรานซ์สมัยก่อนมันไม่ร้ายแรงเท่าสมัยนี้ เรียนหนังสือแบบเรา ถ้ามาเอ็นท์สมัยนี้ ก็คงไม่ติด หรือไม่ก็คงได้คณะที่เลือกเป็นอันดับสุดท้าย แต่เราก็ยังไม่เปลี่ยนความคิดนะ ยังบอกน้องสาวไม่ให้บังคับหลาน ๆ เด็ก ๆ ควรให้ใช้ชีวิตเสรีดีกว่า ถ้าจะเรียน ควรส่งไปเรียนอย่างอื่น เช่น เต้นแทงโก้ สคว็อช ไม่ใช่หนังสือ และหนังสือ เพราะมันไม่ได้ช่วยสร้างความเป็นคนให้กับเขาได้เท่าไรนัก ถ้าสอบไม่ติด ให้ส่งไปเมืองนอกเลย ขอเป็นคุณป้าอาสาไปเลี้ยงหลานเอง
2531 รุ่นมากับพระ นายเที่ยง นักวิจารณ์ฝีปากกล้า
ผมเรียนอยู่โรงเรียนพระครับ ชื่อ วัดไพรสณฑ์ศักดาราม เพชรบูรณ์ ทุกคนที่เรียนต้องบวชเป็นพระหมด ม. ต้นเป็นเณร ม.ปลายเป็นพระ จะเรียกว่านักเรียนพระก็ว่าได้ แต่เราเรียนวิชาสามัญด้วย เพียงแต่ว่าแทนที่จะเรียนภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส ผมก็เรียนภาษาบาลีแทน
ส่วนเรื่องเครียดไหม ก็เครียดในระดับหนึ่งนะครับ พอดีเป็นโรงเรียนต่างจังหวัด ครูสอนหนังสือไม่ค่อยเก่ง เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ผมก็ต้องศึกษาเอง เรียนเอง ลุยเองหมด ไม่มีเงินมาเรียนพิเศษหรอกครับ และต้องสอบให้ได้ด้วย เพราะไม่มีเงินไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ผมก็ไม่ได้เครียดอะไรมากมายหรอกครับ ยังเป็นวัยรุ่น ก็สนุกสนานกันตามประสาพระเณร
ผมเลือกได้ 6 คณะ อยากเป็นดารา ก็เลยเลือก อักษร จุฬา มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยวารสาร ธรรมศาสตร์, นิเทศศาสตร์ จุฬา, มนุษย์ศาสตร์ เชียงใหม่ และอักษรศาสตร์ ศิลปากร วิชาที่สอบก็ไทย อังกฤษ คณิต สังคม กข ผมไม่ได้เรียนภาษาอื่น ก็เลยสอบภาษาพระอย่างบาลีแทน
นักเรียนทั้งรุ่นของผมมีนักเรียนพระ 2 ห้อง จำนวน 60 คน ผมเอ็นทรานซ์ติดได้คนเดียว แต่เพราะส่วนใหญ่เขาไม่สอบกัน บางคนก็ไปสอบเป็นตำรวจ บ้างก็ไปสอบทหาร ไปวิทยาลัยครูบ้าง ไม่ค่อยได้เสียใจอะไรกันมากนัก

2547 รุ่นลูกนายก แจมด้วยข้อสอบรั่ว : ศฐาณพงศ์ ลิ้มวงษ์ทอง
ระบบของผม ยังคงเป็นระบบเอนทรานซ์ คือแม้ช่วงนั้นมีข่าวการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษามากมาย หรือกระทั้งการเปลี่ยนจาก ทบวงมหาวิทยาลัย มาเป็น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.) รุ่นของผมก็ยังคงต้องสอบเอนทรานซ์ โดยสอบ 2 รอบ ช่วงตุลา และมีนาคม ซึ่งจะสอบกี่วิชาก็ได้ เมื่อได้คะแนนสอบทั้งสองครั้งแล้ว ก็เลือกคะแนนที่ดีที่สุด ตามแต่ละสาขา คณะต้องการ โดยใช้คะแนนเอนทรานซ์ 90% บวกกับ 10% ของคะแนนในห้องเรียน(เกรด) เพื่อนำไปยื่นกับ สกอ.
ในช่วงนั้นตอนสอบผมเป็นไปอย่างสบายมากๆ เพราะผมคิดว่าก็เหมือนกับการสอบทั่วๆไป แต่จะมาเริ่มเครียดตอนได้รับแจ้งผลคะแนน และก็มีโปรแกรมบ้าๆเกี่ยวกับการช่วยเลือกคณะ ซึ่งผมก็เคยลองให้โปรแกรมช่วยคำนวณว่าผมจะติดไหม ไอ้บ้าดันบอกว่า โอกาสน้อย จิตใจผมก็ห่อเหี่ยว ลองเลือกคณะอื่น เลือกคณะนั้นคณะนี้ก็มีแต่ โอกาสน้อย เสี่ยงสูง ไม่ติดชัวร์ หลังจากนั้นไม่กี่วินาที หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผมก็ดับอัตโนมัติ (คงไม่ต้องบอกว่าเพราะอะไร แหะๆ) ตอนที่ผมเลือกผมเลือกได้ 4 คณะ คุณพ่อก็นำคะแนนผมไปนั่งคำนวณตามหลักความน่าจะเป็น คุณแม่ก็เอาคะแนนผมไปคำนวณตามหลักไสยศาสตร์ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้เลือกตามที่ท่านทั้งสองแนะนำ
ช่วงวันประกาศผล ยุคของผมเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย ดังนั้นคุณจะเช็คได้ตั้งแต่คืนวันก่อนประกาศผลจริง โอ้ วันนั้นคุณพ่อ คุณแม่ไม่อยู่ แต่เหมือนกับนั่งอยู่ข้างๆผม เพราะต่างคนต่างโทรมาถาม ไหนจะญาติพี่น้อง เพื่อนๆอีก ผมล่ะไม่อยากจะเช็คแล้ว จนทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องเปิดอินเตอร์เน็ตอย่างฝืนใจ
. ลุ้น
.. ระทึก
.. ไชโย
2548 รุ่นก่อนพรี O net, A net บลูฮอว์ก
Hardest time
. ช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสในชีวิตของฉัน คือ ช่วงเตรียมสอบเอ็นฯ แต่ฉันก็ยังจำได้ทุกฉากทุกตอน วันจันทร์ถึงวันศุกร์มาโรงเรียนตามปรกติ แต่เชื่อไหมว่า นอกจากชั่วโมงเรียนแล้ว ฉันกับโขยงเพื่อนร่วมทั้งห้องทั้งหญิงทั้งชาย จะนั่งสุมหัวคุยกันอย่างเมามัน ที่ห้องแนะแนว เพื่อดูว่า มหาวิทยาลัยไหนจะส่งโควต้าอะไรมาบ้าง และมีอันไหนที่พอจะเพิ่มแสงแห่งความหวังอันริบหรี่มาบ้าง น่าเสียดายที่โควตาที่ฉันกับเพื่อนเล็งเอาไว้นั้น อาจารย์จะเก็บไว้ให้นักเรียนสายศิลป์
เมื่อหวังอะไรไม่ได้ ฉันจึงต้องกลับมาให้ความสนใจกับการเอ็นทรานซ์เต็มที่ ชนิดเรียกว่า หายใจเข้าเก๊าะ เฮ้อ เอ็นท์ หายใจออกเก๊าะ เฮ้อ เอ็นท์ เสาร์ - อาทิตย์ จากที่เคยเรียนพิเศษชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วเดินเที่ยวสยามต่อ ก็กลายเป็นเรียนวันละ 5-6 ชั่วโมงให้หูอื้อตาลายกันไป สยงสยามอะไรก็ไม่สนแล้ว เรียนเสร็จต้องรีบกลับบ้านมานั่งทบทวน เพราะกลัวลืมที่เพิ่งเรียนมาอีก กลางคืนก็ต้องมาทำแบบฝึกหัดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะคอพับคออ่อนไปเอง
ท้ายสุด ฉันก็ตัดสินใจเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเปิด เพราะเริ่มอ่านหนังสือช้ากว่าคนอื่น ความรู้จึงไม่แน่นอนพอที่จะสู้รบปรบมือได้ โทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเอง
(รุ่นนี้เป็นรุ่นสุดท้าย ก่อนเข้าสู่ระบบ O net, A net ในรุ่นนี้จะให้ผู้สมัครสอบได้ 2 ครั้ง และเลือกครั้งที่ดีที่สุด บวกกับคะแนนเกรดเฉลี่ยช่วงมัธยมปลายอีก 30% บลูฮอว์คตัดสินใจสอบเพียงครั้งเดียว ก่อนหันไปเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดอย่างตั้งใจ )

2549 รุ่นแห่งความวุ่นวาย O net A net รุ่นแรก วิไลลักษณ์ แสนอุบล
แอนสอบเข้าปี 2549 ปีที่กำลัง เปลี่ยนเป็นระบบโอเน็ต เอเน็ต อย่างสับสนวุ่นวาย โอเน็ตเป็นการสอบแบบพื้นฐาน ซึ่งทุกคนต้องสอบ และมีโอกาสสอบได้รอบเดียวในชีวิต ส่วนเอเน็ตเป็นข้อสอบที่ยากขึ้น นักเรียนจะเลือกสอบตามที่แต่ละคณะต้องการ เพื่อใช้เป็นคะแนนยื่น สอบได้แค่ปีละครั้ง นอกจากนั้นยังใช้คะแนนจากเกรดเฉลี่ย 20 % และ GPA ในแต่ละรายวิชาอีก 10% ซึ่งแอนคิดว่าไม่ดีเลย เพราะถ้าใครอยู่โรงเรียนที่กดเกรด ก็จะแย่ ถ้าอยู่ในโรงเรียนปล่อยเกรดก็จะสบาย แอนรู้สึกไม่ดีเลย ทำไมต้องมาเป็นรุ่นเรา แบบเดิมมันก็ดีอยู่แล้ว ไม่วุ่นวาย
แอนเครียดมากตั้งแต่การสมัครสอบ ตอนสอบ และการประกาศผล กว่าจะสมัครสอบได้ ก็แทบนาทีสุดท้าย รอแล้วรออีก เพราะเน็ตมันล่ม เข้าตอนไหนก็ไม่ได้ เปิดสมัครทุกวัน ก็ไม่ได้สักที
การสอบจัดขึ้นช่วงเดือนกุมภา ซึ่งทุกคนก็จะเครียดอยู่แล้ว ข้อสอบมีทั้งง่ายยากสลับกันไป
หลังการสอบ ก็ป่วนอีก รอคะแนนเป็นชาติ ตอนแรกที่คะแนนออกมา แอบดีใจที่ได้คะแนนสูงมาก ตอนหลังเขาบอกว่าไม่ใช่คะแนนดิบที่ใช้ยื่น แต่เป็น T สกอร์ เป็นคะแนนรวม ซึ่งจนถึงตอนนี้แอนก็ไม่รู้ว่ามันเป็นคะแนนอะไร ออกมาทำไม
อีกไม่รู้กี่อาทิตย์คะแนนก็ออกมาใหม่ หนนี้คะแนนของแอนวูบลงไปเยอะ คะแนนวิชาภาษาไทยของแอนเป็น 0 แอนตกใจมาก รีบไปยื่นเรื่องขอให้ออกคะแนนใหม่ และก็ไม่ใช่แอนคนเดียวที่มีปัญหานี้ มีอีกหลายคนเยอะมากที่มาร้องเรียน แอนอดคิดไม่ได้ว่า คนที่อยู่ไกลๆ อย่างเชียงใหม่ก็ต้องนั่งเครื่องบินมา แล้วคนไม่มีเงินล่ะ จะทำอย่างไร
พอคะแนนออกมาครบแล้ว ก็เลือกได้ 4 คณะ แต่เราก็เลือกบางคณะไม่ได้ ทั้งที่ระบบเดิมอาจจะเรียนได้ ยกตัวอย่างเช่น บางสาขาของครุศาสตร์ วิธีการใหม่จะต้องรวมคะแนนวิทยาศาสตร์ กับคณิตศาสตร์บวกเพิ่มไป เด็กศิลป์อย่างเราไม่มีคะแนนทั้งสองวิชามาก่อน ก็เลยพลาดโอกาสไป
ตอนประกาศผล เดิมบอกว่าเป็นเมษา แล้วก็เลื่อนเป็นพฤษภา เลื่อนต่อเป็น มิถุนา บอกว่าจะประกาศเช้า ก็ขอเลื่อนเป็นเที่ยง จากเที่ยงก็เป็นเย็น เย็นเป็นดึก คนที่ไม่รู้ แต่เผอิญไปเข้าเน็ต หาชื่อตัวเองไม่เจอ ก็จะคิดว่าตัวเองเอ็นท์ไม่ติด แอนเช็คผลได้ตอนเที่ยงคืน ถึงแอนจะไม่ได้อันดับแรกที่เลือกไว้ แต่แอนก็โอเคที่ติดในลำดับต่อๆไป |