 |
ในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 3 พันนา ฤทธิไกร ทำหน้าที่รับผิดชอบในส่วนไหนบ้าง
สวัสดีครับผมพันนา ฤทธิไกรครับ ในภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก3 ผมก็ทำหน้าที่เหมือนเดิมครับคือทั้งกำกับภาพยนตร์ร่วมกับจา ควบคุมฉากแอ็คชั่น แล้วก็คิดเรื่อง ส่วนรายละเอียดของแอ็คชั่นก็จะเป็นจากับทีมสตันท์ที่ลงรายละเอียด แล้วผมก็จะคอมเมนท์แล้วก็ตั้งโจทย์เป็นข้อๆว่าควรจะเอาอะไรขึ้นก่อน เอาอะไรตามหลัง เอาอะไรเป็นไฮไลท์ในฉากจบ ก็คือควบคุมทั้งหมด แต่ในรายละเอียดหรือท่ามวยที่แสดงออกมาจาพนมเป็นคนคิด ซึ่งเป็นไอเดียที่ใหม่มาก ซึ่งผมก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะคิดได้ ซึ่งน่าดูมาก
คลุกคลีและคร่ำหวอดอยู่บนทางเดินในโลกของภาพยนตร์แอ็คชั่นมาอย่างยาวนาน อะไรคือสิ่งคนทำหนังแอ็คชั่นอย่างพันนา ฤทธิไกรกับลูกศิษย์อย่างจาพนมกำลังทำอยู่ และถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเกิดจุดเปลี่ยนในโลกของแอ็คชั่นอีกครั้งกับโปรเจ็คต์ที่ชื่อว่า องค์บาก3ถ้าบอกว่าจุดเปลี่ยนของหนังเรื่ององค์บาก3ที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือท่าทางการต่อสู้หรือศิลปะการต่อสู้ที่จาเขาคิดค้นขึ้นมาจากตัวเขาเอง จากการรีเสิร์ช จากการที่เขาพยายามค้นคิดสิ่งที่ใหม่ ที่ผ่านมาเราจะเจอปัญหาที่ว่าหนังเรื่องต่อๆไปของเราจะยากขึ้น สืบเนื่องมาจากที่องค์บาก1ของเราเปิดทางได้สวยมากด้วยมวยไทย พอมาต้มยำกุ้ง เอาท่าช้างมาท่าเดียวคือช้างทำลายโรง แล้วจาเขาสามารถแตกออกมาเป็นร้อยๆท่าได้ นั่นคือความสามารถเฉพาะตัวของเขา ส่วนพอมาถึงองค์บาก3 วิธีคิดเขาใหม่หมดเลย เขาไปเอานาฏศิลป์การรำไทย รำเจิง เอาโขน ยักษ์ พระ ลิง ซึ่งพอเขาทำท่าให้ดู ซึ่งเริ่มจากทำท่าโขนก่อน มันคือโขน แล้วเวลาเราออกการต่อสู้ก็จะเป็นมวยซึ่งใหม่มาก คือไม่ได้พูดเพื่อโอ้อวดว่าจาเก่งนะ |
แต่อันนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่มีท่ามวยนี้เกิดขึ้น เพราะเขาเป็นคนคิด มันใหม่ ในส่วนของแอ็คชั่น ผมก็จะดูว่าจะจัดวางตำแหน่งของแอ็คชั่น เหมือนองค์บาก2 นะครับที่วางแอ็คชั่นจาไต่ตัวช้าง ให้เกิดความรู้สึกทึ่ง คนดูรู้สึกฮือฮาเพื่อที่จะให้คนดูหนังต่อ แต่สำหรับเรื่องนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำรอยกัน เพราะหนังถือว่าเป็นแนวปรัชญานิดๆ เล่าถึงเรื่องฝั่งดำฝั่งขาว หรือฝั่งอธรรมกับธรรม แต่ว่าเขาจะรีเสิร์ชสอดแทรกเรื่องธรรมกับอวิชชาเข้ามาด้วย แล้วมันยากสำหรับการที่จะเอาแอ็คชั่นเข้าไปใส่ เพราะเป็นหนังทางปรัชญา
แต่พอดีท่ามวยหรือวิธีการนำเสนอแอ็คชั่นมันสอดคล้องกันพอดี สอดคล้องกับการต่อสู้ เหมือนอย่างในองค์บาก2 ผมสร้างโจทย์ให้จาด้วยการเปิดฉากช้างหลายๆเชือก วิ่งบนหลังช้าง แต่ยังไม่มีการต่อสู้ เพราะมันเป็นแค่ฉากแรก เราน่าจะค่อยๆขยับ แต่ในเรื่ององค์บาก3 เราจะไม่ซ้ำกัน เพราะถ้าเกิดทำซ้ำกันคนดูก็จะจำมุกได้ว่า เดี๋ยวก็ต้องมีฉากโชว์ แต่มันจะฉีกไปอีกแบบหนึ่งซึ่งก็จะเห็นในตัวหนังเอง แล้วก็ฉากที่โดดเด่นขึ้นมาอีกในองค์บาก3นอกเหนือจากของจา ก็คือเป็นฉากของสางกา จุดนี้เป็นอีกจุดหนึ่งด้วยนะครับที่จาเป็นคนคิดขึ้นมา ก็คือสางกา ไม่ใช่อีกาด้วยนะครับ แต่เป็นอีกาที่ตายไปแล้ว แล้วมีวิชาอาคม ผิดกับฝั่งจาที่ฝึกจากจิตสมาธิ ก็คือเกิดเป็น2ด้าน จะให้เห็นพัฒนาการของจาจากภาค2 ที่จาเป็นตัวกิเลส เป็นตัวฝั่งดำ มีแต่ความแค้น มีแต่อยาก อยากจะล้างแค้น อยากจะฝึกวิชา ส่วนภาค3เขาจะเริ่มเห็นทางสว่าง นี่คือจุดที่คนคิดว่าถ้าทำหนังอย่างนี้ก็มีแอ็คชั่นไม่ได้สิ ซึ่งตรงนี้เราคนทำเองเราตระหนักดีครับในทีมงานของเรา ในแนวทางของเราว่าจุดแอ็คชั่นต้องมาอันดับ1 แต่เราต้องมีเรื่องสำรองที่ให้อะไรที่มีความหมายหน่อย ไม่ใช่ว่าบู๊อย่างเดียว ที่นี้การผสมผสานก็คือว่าตัวศิลปะการต่อสู้มันมันต้องสอดคล้องกับบทไปได้ด้วย เผอิญศิลปะการต่อสู้ใหม่ที่จาเขาคิดค้นมา แนวทางมันคือการเดินจงกลมของพระ คือการทำสมาธิแบบเคลื่อนไหว มันจะสอดคล้องกับโขน กับรำ แล้วเกิดสมาธิขึ้น อนึ่งเปรียบเหมือนมวยจีนก็คือมวยไทเก๊ก ที่ใช้สมาธิแบบเคลื่อนไหว สุดท้ายความที่เป็นฝั่งดำของจาก็จะค่อยๆซึมหายไป แต่ว่าเวลาต่อสู้เราจะไม่ผ่อนเรื่องความมันส์ มันจะมีภาพที่ตอบได้ว่าหนังมันส์มากเลย แต่จุดที่เปลี่ยนไปก็คือจะเห็นว่าหันมาเน้นเรื่องบทมากขึ้น
ฟังดูแล้วองค์บาก3 มีรายละเอียดที่คนทำต้องการนำเสนออยู่พอสมควรเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของศิลปะวัฒนธรรม เรื่องเชิงพุทธ ที่อยู่บนพื้นฐานของหนังแอ็คชั่น อันนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจหรือโจทย์เลยไหมว่าวันนี้ของคนที่ผ่านการทำแอ็คชั่นมาทั้งชีวิตอย่างพันนา อย่างจา รวมไปถึงทีมแอ็คชั่นไทยว่าจะต้องคิดอะไรเยอะขนาดนี้
ใช่ครับ นี่คือส่วนหนึ่งที่เราต้องคิด เพื่อที่จะฉีกออกมา เพื่อที่จะไม่ซ้ำรอย คือเราจะเจอทางตันเสมอ ดีที่ภาค3ยังมีนาฏยุทธ์ขึ้นมา มีบทที่ฉีก ที่จริงบทมันต่อเนื่อง จากภาค2ยังทำหน้าที่เล่าเรื่องในส่วนของกิเลสอยู่ พอมาภาคนี้เริ่มบรรลุธรรม เห็นความสว่าง แล้วจบด้วยไฮไลท์ของเรื่องก็ต้องเป็นแอ็คชั่น เพราะเป็นทางหนังของเรา การใช้มวยนาฏยุทธ์กับองค์ประกอบ เช่นเราเห็นฉากช้างในองค์บาก2 ที่มีช้างแค่ตัวเดียว แต่พอเป็นองค์บาก3จะฟูลทีม และฟูลแอ็คชั่นเลยครับ จะเห็นชัดเจนหมดเลยว่าพวกเราคิดแบบไหน แล้วฉากย่อยๆมา อย่างฉากสางกาก็ไม่ใช่ย่อย เพราะเราต้องทำให้คนดูรู้สึกหนักใจไปกับจาว่าถ้าเจออย่างเดี่ยว ซึ่งมีความสามารถด้านการต่อสู้เหมือนกัน แต่ไปอยู่ในฝั่งดำ เวลาเปิดตัวเดี่ยวจะต้องทำให้คนดูรู้สึกว่าแล้วจาจะสู้อย่างไร
จากไอเดียเริ่มแรกที่มีเรื่องโขน เรื่องนาฏศิลป์เข้ามาเกี่ยวข้อง มาจนถึงวันนี้ที่ตัวหนังเรื่ององค์บาก3 เสร็จสิ้นแล้ว ใช้เวลาทั้งหมดไปเท่าไหร่สำหรับโปรเจ็คต์องค์บาก3
เราเริ่มคิดตั้งแต่ยังทำต้มยำกุ้ง ตอนบทเสร็จแอ็คชั่นของต้มยำกุ้งเสร็จ เราก็คิด เพราะว่าแอ็คชั่นเรายังเหลือค้างอยู่ อย่างเช่นฉากตึก4ชั้น ก็คือการเอาไอเดียที่ค้างอยู่มาทำในต้มยำกุ้ง หรือฉากช้างก็เอาไอเดียที่ค้างอยู่ในองค์บาก1 เอามาเสริมแล้วก็แตกกระจายไป แต่ในส่วนเรื่องของการกำเนิดของมวยนาฏยุทธ์มาจากบทก่อน ผมนึกถึงการบรรลุธรรม การฆ่ากิเลสทำให้เกิดการบรรลุธรรม แล้วจาเขาคิดต่อยอดไปอีกว่าอะไรที่จะเหมาะสมกับบทแบบนี้ เขาก็ไปรีเสิร์ชกับครูเชษฐ์(พิเชษฐ์ กลั่นชื่น)ที่สอนโขน ไปดูนาฏศิลป์จากทางเหนือ รำเจิง กลองสะบัดไชย จนวันหนึ่งเขาเดินมาหาผมแล้วบอกว่าพี่ ผมคิดได้แล้ว ก็คือพอทำให้ดูตอนแรกก็ยังไม่ชัดเท่าไหร่ แต่เราก็รู้สึกแปลก เพราะว่าเป็นรำเจิง คล้ายๆพอรำแล้วท่าทางที่ขยับก็เหมือนกับเป็นการตั้งบล็อคมวยนี่เอง อย่างลิงท่าลิงที่ขยับ มันก็คือท่าบล็อคของมวยเพียงแต่ว่าดัดแปลงไป หรือที่การวางขาที่เป็นเหมือนการตั้งฐานของท่าโขน มันก็คือท่าตั้งฐานของมวยเลย ยืนฐานเตี้ย ยืนเพื่อให้คนเหยียบไล่ขึ้นไป ผมมาคิดว่าเออใช่จริงๆด้วย ตอนแรกเรารีเสิร์ชไปจนถึงโขนต่างๆพระพิลาป อะไรต่างๆมากเลยครับ แต่สุดท้ายมาลงที่ฆ่ากิเลสกับธรรมะ ก็เลยเป็นต้นของการเขียนเรื่องไปกับการคิดแอ็คชั่น

สำหรับโปรเจ็คต์องค์บากใช้เวลาหมดไปกับขั้นตอนไหนเยอะสุด
ผมว่ากับบทก็ใช้เวลาปรับเปลี่ยนไปเรื่อยครับ ที่จริงแล้วบทครั้งแรกเดินเรื่องในเหตุการณ์ปัจจุบันนะครับ บทกับวิธีคิดท่ามวยของจาที่จะผสมผสานระหว่างยักษ์ พระ ลิง ท่าต่างๆจะต้องออกมา คือเราจะเห็นว่าเป็นโขนที่มียักษ์ พระ ลิง ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปใช้กับการต่อสู้อย่างไร ซึ่งอันนี้เป็นจุดยากของจาที่จะต้องไปคิดให้ได้ว่า ยกขาอย่างไร ยกแขนอย่างไรถึงจะออกมาให้เป็นท่ามวยให้ได้ ส่วนเวลาทำงานเรื่องบท เราก็คิดด้วยกัน พอคิดเสร็จก็ให้คนเขียนบทเขียน แล้วถึงค่อยปรับ รู้สึกจะ19ร่างหรือ20ร่างจำไม่ได้แล้ว เยอะมากเยอะมากจริงๆ
เป็นอีกสาเหตุหนึ่งด้วยไหมที่ทำให้ใช้เวลากับโปรเจ็คต์นี้นานมากๆ หรือเป็นเพราะว่าคนทำแอ็คชั่นพยายามจะบอกอะไรกับคนที่มักมองว่าหนังแอ็คชั่นไม่มีอะไรนอกจากเตะต่อย คือมันจะออกมาจากความรู้สึกด้วย ไม่ใช่ทำเพื่อจะขายอย่างเดียว มันออกมาจากความรู้สึกจากข้างในด้วย ถ้าสังเกตจากผลงานหนังของทีมเรา ตั้งแต่องค์บากตามหาเศียรพระ ต้มยำกุ้งตามหาช้าง ช้างเป็นสัตว์คู่กับประเทศชาติเรามา ภาค3เกี่ยวกับเรื่องของธรรมะ คือมันสามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมของไทย และความเชื่อของคนไทยออกไปให้คนทั่วโลกได้รู้ด้วย โดยการใช้แอ็คชั่นเป็นตัวดึงให้เขาสนใจ และจะได้เห็นเนื้อในด้วยว่าเป็นอะไรบ้าง
สำหรับคนทำแล้วมันยากแค่ไหนสำหรับโปรเจ็คต์ขนาดนี้
มันเป็นหนังพีเรียด ตั้งแต่เล็บยันรองเท้ายันหัว ต้องทำใหม่หมดเลย และต้องใช้ทุนสูงมาก ไม่ใช่ไปเจอฉากแล้วขออนุญาติถ่ายทำ ทุกอย่างต้องเซ็ทหมด ใช้เงินมหาศาลมากนะครับ จากภาค2 ดีที่เราได้วัสดุเดิมมาใช้ในภาค3เพียงแต่ว่าภาค3ก็มีสิ่งที่เปลี่ยนไปด้วยโดยเฉพาะสางกา ถ้ำสางกา มันก็ต้องเซ็ทอีกอยู่ดี ก็ต่อเนื่องกันมา แต่จุดที่ได้ก็คือความพีเรียดความเก่า แต่ว่าเป็นความเก่าที่ใหม่สำหรับเรา ใหม่สำหรับคนดู ที่ได้เห็นจาพนม มาเล่นแบบนี้ อย่างภาค3จะเดินเรื่องในราชวังเยอะ ฉากจบก็อยู่ที่พระราชวัง ที่จริงถ้าไปดูในรายละเอียดในภาค3จะเห็นรายละเอียดชัดมากว่า ไม่ได้ทำขึ้นมาแค่ฉาบฉวย ทุกลายเส้น ทุกอย่างละเอียดมาก คุณเอก เอี่ยมชื่นทำได้ละเอียดมาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการตอบโจทย์ตรงที่ว่าความยิ่งใหญ่ของเจ้าเมืองกับทาสกับการที่คนถูกกดขี่ข่มเหงจะเห็นชัดเจนมาก เพราะว่าความยิ่งใหญ่คือฉากนี้กับคนในหมู่บ้านโขน หมู่บ้านนาฏศิลป์เล็กๆถูกรังแกและถูกนำมาเป็นทาส มันเหมือนกับมารมาผจญตัวจา ตัวเทียนที่จะบรรลุ จนกลายเป็น...แหมต้องไปดูในหนังครับ แต่ถ้าพูดถึงความยากลำบากไม่ว่าจะเป็นเรื่องฉากหรือโลเกชั่น อย่างฉากพระราชวังเรามีการสร้างพระราชวังขึ้นมา ทำเหมือนจริงขึ้นมาเลย เหมือนกับโรงถ่ายเมืองนอกที่มีการไปเซ็ทฉากขึ้นมาแบบเอาจริงเอาจัง ทำทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นบนพระราชวัง เกิดจากการรีเสิร์ช ยุคสมัย และคาบเกี่ยวระหว่างยุคพรมแดนไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะมีลวดลายของสถาปัตยกรรมเหมือนเขาพนมรุ้ง แล้วทุกอย่างทางโปรดักชั่นดีไซน์เนอร์ให้ทีมงานของเขาแกะสลักทุกอย่างเลยไม่ว่าจะเป็นช้าง นาค ครุฑ อะไรต่างๆ เรียกได้ว่างานทุกอย่างละเอียดมาก ซึ่งก็หมายถึงทุนสร้าง สำหรับเรื่องนี้มหาศาลมาก แล้วเรื่องโลเกชั่นของเรื่องนี้แทบจะเรียกได้ว่าทั่วประเทศไทยเลยครับ มีทั้งเหนือ อีสาน กลาง ใต้มีหมดเลยครับ ทางเหนือนี่ถึงภูชี้ฟ้า(จ.เชียงราย) ทางอีสานถึงโขงเจียม (ผาเจ๊ก จ.อุบลราชธานี) ภาคกลางตะวันออกมี ระยอง จันทรบุรี เขาใหญ่ ปากช่อง มีจ.เลยด้วย ทางใต้มีกระบี่ โหเต็มไปหมดทั้งฉากน้ำตก ได้ว่าเป็นunseenไทยแลนด์ก็ว่าได้ แต่ว่าเหมาะกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วมารวมกันก็จะกลายเป็นโลเกชั่นขององค์บาก3ที่เดินทางไปถ่ายทำทั่วเมืองไทย แล้วยิ่งตอนนี้ยุคนี้หนังแทบทุกเรื่องใช้ดิจิตอล ใช้HDถ่าย แต่หนังเรื่ององค์บาก3 ยังคงไว้ซึ่งออริจินอล เป็นฟิล์ม ถ่ายด้วยระบบซูเปอร์35mm. เหมือนanarmorpic จอใหญ่กว้าง เพราะว่าหนังใหญ่ขนาดนี้เวลาไปฉายเมืองนอกควอลิตี้ต้องละเอียดสมจริงมากๆถึงเหมาะกับเป็นหนังระดับโลกได้ ก็เลยทุกอย่างจึงยังเหมือนเดิมอยู่
เบ็ดเสร็จแล้วใช้เวลาไปทั้งหมดกี่ปีสำหรับองค์บาก3
เวลาในการถ่ายทำของหนังเรื่องนี้นะครับถ้ารวมกับภาค2ด้วยก็ประมาณ 5 ปีได้ เฉพาะถ่ายทำนะครับ เพราะถ้ารวมเตรียมงานด้วยก็อาจจะเพิ่มเป็น6-7ปี เพราะคิดมาตั้งแต่ต้มยำกุ้งแล้ว คิดท่ามวย พล็อตบท เล่ากับคุณปรัชญาตั้งแต่ถ่ายทำต้มยำกุ้งอยู่เรื่องฆ่ากิเลส แต่ส่วนถ่ายทำองค์บาก2 3ปีแต่องค์บาก3 น่าจะปีครึ่ง ใช้เวลามาก วันหนึ่งถ่ายได้วันละ3-4ช็อต ถ้าเป็นแอ็คชั่นก็.... คือจาเขาจะเน้นดราม่า เพราะคือสิ่งที่เราขาด ส่วนแอ็คชั่นเราจะเร็วครับ นอกจากเป็นฉากที่ยากจริงๆอย่างฉากช้าง อันตรายมันสูงมาก เพราะไม่รู้เมื่อไหร่ช้างจะตกมัน เราเล่นอยู่ใต้ท้องช้าง กับคอช้าง ยืนอยู่บนงาช้าง แล้วสตันท์แมนต้องวิ่งกระโดดจากตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง เป็นสิบๆตัวครับ ถ้าเกิดวันไหนมันตกมันขึ้นมาก็อันตรายมาก แต่โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ที่ผ่านมาเราอาจเคยเห็นแอ็คชั่นช้างมาเยอะ แล้วสำหรับใน องค์บาก3 พิเศษอย่างไร พี่พันนาและจาเตรียมแอ็คชั่นอะไรให้กับคนดู
อย่างแอ็คชั่นช้าง เราจะเห็นช้างในฉากรบ ไม่ว่าจะเป็นหนังต่างประเทศหรือหนังไทย ในองค์บาก2ก็มี ฉากที่ต่อสู้กันแล้วมีช้าง แต่อันนั้นเห็นแค่ตัวเดียว ยังไม่สุด เพิ่งเป็นแค่หมัดแย็บอย่างที่ผมบอก แต่ช้างในฉากนี้เป็นฉากไฮไลท์ทื่สูงสุด คือเป็นฉากที่บ้าระห่ำถล่มทลาย จาปล่อยออกไปอย่างสุดเหวี่ยง ทุกมวย ทั้งยักษ์ ลิง ลิงนี่ก็เรียกได้ว่าเหมือนเผากรุงลงกาเลยก็ว่าได้ ยักษ์คือบุกจู่โจมถล่มทลาย ทุบด้วยค้อน อาการออกไปเหมือนค้อนแต่ไม่ใช่ จริงๆเป็นลีลาของจา ลิงจะพริ้วเร็วมาก ผสมผสานกับช้างตรงที่ว่า เขาเล่นกับตัวช้างบวกกับคิวเสี่ยงของสตันท์ เช่นสตันท์สู้กับจาบนหลังช้าง จาลอยมาก่อนลอยมาจากช้างตัวหนึ่ง ข้ามช้างตัวหนึ่งนะ แล้วลอยมาแทงเข่ากับอีกตัวหนึ่ง แล้วคนลอยมาใส่งาช้าง งาช้างที่เป็นงาจริง แล้วถ้าเกิดเสยขึ้นมานี่เสียบทะลุเลย อันนี้เป็นแค่คำพูด แต่ในหนังจะน่าดูกว่านี้ ยังมีอีกหลายฉากที่ตื่นตะลึง เพราะความรู้สึกของคนเราว่าช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ซึ่งเวลาเราดูทีวีจะเห็นหรือลงข่าวอยู่เรื่อยๆว่าช้างฆ่า คนเดี๋ยวกระทืบ เดี๋ยวแทง ซึ่งเห็นอยู่บ่อยๆ นั่นเป็นความรู้สึกที่ว่าคนไปเล่นอยู่กับช้าง ซึ่งไม่ได้ไปป้อนกล้วย แต่ถือดาบไปยืนตีกันเอาดาบฟันอยู่ตรงนั้น โอ้โหน่ากลัว แล้วยิ่งจาเล่นโหนช้างจากงาช้างน่าจะโดนเหวี่ยงไปเป็นกิโล คือถ้าพูดไปเหมือนจะโอเวอร์ แต่เท่าที่ดูมาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็เดี๋ยวก็ไปดูกันอีกทีก็แล้วกัน
แล้วก็ฉากย่อยๆลงมา ก็คือฉากสางกา ซึ่งอันนี้จะเป็นการโชว์คุณเดี่ยว ชูพงษ์ เหมาะสมมากกับคาแรคเตอร์กับชุด การแต่งหน้า เล็บ คือเป็นกาที่เป็นคนที่เหมือนตายไปแล้ว คือดีไซน์จากอีกา แล้วก็มาเป็นคน ที่นี้การต่อสู้ก็เหมือนใช้ปีก ใช้เท้าเป็นเล็บ ความพริ้วไหว การโฉบบิน มันจะมีฉากที่น่าดูมากคือเป็นฉากเปิดตัวแอ็คชั่นของเดี่ยวนะครับ เป็นฉากที่มีกลุ่มทหารเข้าไปรุม คือมันจะถล่มทลายปราสาท คือคิวจะเร็วมาก ขายความคล่องตัว การบินโฉบซึ่งจะต่างจากจาที่เป็นลิง คล่องแคล่ว แต่อันนี้เป็นโฉบ โฉบทีหนึ่งสตันท์ก็กระโดด แต่เป็น REAL ACTIONนะ ไม่ใช่ปล่อยอาวุธลับ หรือปล่อยแสงนะ พอจะโฉบไปก็เป็นเท้าจิก เป็นมือกระแทก แล้วเสื้อผ้าที่คลุมของเขาก็จะเหมือนกับเป็นปีกสีดำ บินโฉบ สวยและโหดในทีเดียวกัน
พูดถึงเดี่ยว ชูพงษ์ทำไมถึงเลือกเดี่ยวมาประกบกับจา
คือโดยความสามารถของเดี่ยวก็หาตัวจับยากอยู่แล้ว ถ้าหากไม่ใช่จานะครับ ทีนี้การที่จะเอาคนเก่งมาสู้กัน ไม่ใช่ว่าเอาคนหนึ่งเป็นตัวจาและอีกคนเป็นพระเอกซึ่งไม่เก่งแล้วใช้ดับเบิ้ลมาแล่นแทน มันจะทำให้หนังต้องตัดต่อ ต้องแบ่งคัท แล้วเอาภาพมาอินเสิร์ทหน้าตัวจริง แล้วเดี๋ยวอีกคนเอาตัวปลอมมาอินเสิร์ท มันจะทำให้ไม่ใช่หนังเรียลแอ็คชั่น แต่การที่เอาเดี่ยวมา ซึ่งโดดตีลังกาได้ โฉบได้ โดนจริง ถีบจริง กระโดดจริง จาจะถีบเดี่ยวก็ได้ เดี่ยวจะถีบจายังไงก็ได้ เพราะเขารู้มือกันตั้งแต่อยู่วิทยาลัยพละที่มหาสารคาม เตะจริงต่อยจริง แต่เที่ยวนี้มันเป็นศิลปะไปด้วย คือมีโขนกับอีกาที่ปีกบิน โฉบ เวลาต่อสู้กันทั้งเดี่ยวกับจา หรือเวลาหลบมันพริ้วนะครับ พริ้วแล้วก็กระแทก มันก็เหมือนกับหนังแอ็คชั่นที่จาเคยเล่นมา เพียงแต่ว่าลีลากับการดีไซน์เสื้อผ้ากับดีไซน์คิวมันเปลี่ยนไป เพราะอีกาเราก็ยังไม่เคยทำ โขน รำเราไม่เคยทำ มันเป็นเรื่องใหม่ แล้วก็การต่อสู้กับสถานที่ เลือกสถานที่ที่เหมาะสมกับแอ็คชั่นนี้
ฟังดูแล้วดีไซน์แอ็คชั่นในการปะทะกันของจากับเดี่ยวต้องไม่ธรรมดาและน่าจะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆผมว่ามันเกี่ยวกับบทด้วย คืออันสุดท้ายคือการบรรลุธรรม ซึ่งยากมาก คิวบู๊เกี่ยวกับการบรรลุธรรม จะทำอย่างไร มันยากมาก ต้องไปดูซึ่งต้องเป็นคิวที่น่าดูด้วย และต้องเป็นคิวบู๊ที่ตอบโจทย์บทภาพยนตร์ได้ด้วย เป็นการต่อสู้ในเชิงสุดท้ายโดยใช้นาฏยุทธ์พระ เปลี่ยนคู่ต่อสู้ให้เป็นคู่รำ นี่คือโจทย์ของจา จาเป็นคนคิดเองเลยครับ ไม่ว่าจะแทงมาอย่างไรก็ได้ จะไม่โต้ตอบ เพียงแต่ทำโดยใช้แรงของเขากลับไป แล้วท่าที่ทำคือท่ารำไทย รำเจิง ยิ่งคู่ต่อสู้ทำมาแรงเท่าไหร่ก็จะยิ่งกลับไปแรงเท่านั้น มันเหมือนเป็นมวยธรรมที่จะต้องตอบโจทย์กลับไปให้ได้ด้วย ในส่วนของเดี่ยวก็จะมีเรื่องของสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คต์เข้ามาด้วย เพราะเดี่ยวเขาจะเป็นพวกไสยเวทย์เกี่ยวข้องกับมนต์ดำ เวลาการต่อสู้จะมีเทคนิคพิเศษเข้ามาด้วย เพียงแต่ว่าในเทคนิคพิเศษยังเล่นเป็นreal action อยู่ยังเป็นการต่อสู้จริงอยู่ เอาพวกนี้มาแต่งเติมรอบข้าง ให้มีสีสันมากขึ้น ให้ดูเป็นหนังที่เปลี่ยนอีกแบบหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่ปล่อยแสง แต่เป็นการคลายมนต์ที่พลังฝ่ายดำลดลง จนกระทั่งสู้กับฝั่งธรรมะไม่ได้ ด้วยความเมตตาที่มีให้ แต่เมตตาไม่ใช่มานั่งพนมมืออย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าเราเป็นหนังแอ็คชั่น ซึ่งน่าสนใจน่าไปดูมากว่าจาเขาทำอย่างไร ตรงสุดท้ายของแอ็คชั่นสู้กับเดี่ยวเป็นการตอบโจทย์ของบทมากกว่า เดี่ยวจะเป็นฝ่ายรับ ตอนแรกเดี่ยวเป็นฝ่ายรุก แต่รุกแล้วทำอะไรไม่ได้ ก็เลยเป็นฝ่ายรับ พอเป็นฝ่ายรับก็เจอกับคิวหนักเลย คิวลอยทุบของ จากระโดดตาม หยุดเถอะ เปรียบได้กับองคุลีมาร ที่วิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้า
ด้วยความเป็นหนังแอ็คชั่น ทำให้มีหลายๆฉากที่น่าสนใจมากๆ
ครับนอกจากคิวช้าง,นาฏยุทธ์ ก็จะมีคิวเปิดตัวจาด้วยคิวโซ่ โซ่เราอาจจะเคยเห็นมาเยอะ มีหลายอย่างทั้งในหนังฝรั่ง แต่การใช้โซ่ของจาเปรียบได้กับคาดเชือก แล้วลีลาของเขาจะเปลี่ยนไป เวลาหมุนรวบเข้ามาอยู่ในท่อนแขน พอยกแขนขึ้นก็จะแทนโล่ห์ในการบังดาบได้ กลายเป็นพลองไม้ศอกด้วย ในเวลาเดียวกันเป็นสนับมือด้วย ในเวลาเดียวกันเป็นคาดเชือกด้วย รู้สึกว่าจะเป็นคิวที่หนักเหมือนกัน เพราะเล่นแรงมาก เวลาพลังที่ออกมา เพราะบทเขาถูกบีบคั้นมาก หลังจากภาค2มา เขาโดนเหมือนกับว่าชีวิตเขาจะสิ้นสุดแล้ว ยังมาโดนซ้ำเติมอีก เพราะฉะนั้นแอ็คชั่นฉากนี้จะเติมด้วยความหนักหน่วง คือหลังพิงฝา อารมณ์พรั่งพรู แค้นมาก สุดท้ายไปดูบทสรุปของมัน
อีกฉากหนึ่งเป็นการตอบโจทย์ของหนังจากชื่อเรื่ององค์บาก ในฉากที่จาต่อสู้กับทหารในหมู่บ้านที่ไฟไหม้ เล่าแอ็คชั่นไปด้วยความสามารถของจาด้วย และเล่าด้วยภาพไปด้วย คือบางครั้งเราไม่อยากเปิดเผยแอ็คชั่นหนัก ไม่ใช่ว่าคิวบู๊หนัก หนัก หนัก คนดูก็จะหนักเลย แต่ฉากนี้เป็นการเปิดเผยถึงที่มาของพระองค์บาก องค์พระหน้าบาก ก็จะตอบโจทย์ที่ว่าเอ๊ะดูภาค2ไปแล้วไม่เห็นมีเลย นี่แหละครับอยู่ตรงนี้
หรือเราจะเห็นคิวแอ็คชั่นที่มันดุดันอย่างที่เราไม่ค่อยได้เห็นจากจา อย่างนาฏยุทธ์ลิงกับยักษ์ มันไม่รู้จะพูดอย่างไรกับความมันส์ของลิง กับยักษ์คือตัวลิงเขาจะเป็นลิงเลยนะ เกรี้ยวกราดเป็นเหมือนสัตว์ป่าเลย กระโจนแบบไม่ใช่แค่ว่าออกอาวุธ ใช้ฟัน ใช้เล็บ ใช้พื้นดิน ใช้ทุกอย่างจาเขาจะคิดทุกอย่าง ทรายก็ใช้ทราย เหมือนหนุมานคลุกฝุ่น แต่เป็นการคลุกฝุ่นจริงๆไม่ใช่สมญา คนที่ต่อสู้ก็จมหายไปในพื้นดินก็มี โดนกระทืบจากลิงก็จะกลายเป็นยักษ์ขึ้นมาต่อสู้ คือมันจะสลับกัน ช่วงนี้เป็นช่วงของยักษ์ลิงๆ บั้นปลายจะกลายเป็นพระ การปล่อยวาง

นอกจากฉากแอ็คชั่นต่างๆแล้ว นักแสดงก็มีส่วนสำคัญในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 3ที่ทำให้ตัวหนังมีความหลากหลายอารมณ์
อันนี้ขาดไม่ได้เลยก็คือหม่ำ เรื่องนี้หม่ำจะมีบทบาทเยอะมาก มีแอ็คชั่นที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่ว่าอยู่ในกรอบของบท หม่ำนี่อัจฉริยะมาก เขาสามารถเล่นฉากจริงๆโดยที่ไม่โอเว่อร์เหมือนแหยมยโสธร เขาเล่นไปตามบทแต่สามารถให้อารมณ์ฮาได้ อันนี้คือความน่าทึ่งในตัวของหม่ำ หม่ำเล่นเป็นไอ้เหม็นเป็นตัวที่เชื่อมโยงให้จามีสติ เป็นคนบ้าที่ใสสะอาด คนบ้าที่ไร้ความคิดอะไรต่างๆ โดยสิ้นเชิง เป็นตัวแทนของความว่างเปล่า และเป็นเส้นทางที่นำไปสู่ความสำเร็จทางด้านธรรมะของจา ซึ่งนอกจากไอ้เหม็นแล้วก็จะมีพระครูบัว อาหนิง นิรุตติ์ และก็นางเอก น้องจ๊ะจ๋า พริมรตา นางเอกจะเก่งรำมากเรื่องนี้ เอาคนที่เก่งจริงๆมารำและสวยงามมาก เพราะมันเกี่ยวกับเขาจะเข้าใจว่ารำ มาสอนรำให้ เขาจะได้รู้ว่าการรำเป็นการเคลื่อนไหวแบบสมาธิ แล้วทุกตัวละครจะมีบทบาทสำคัญกับเรื่องราว อย่างอาหนิงนี่ จากพราหมณ์กลายมาบวชเป็นพระ เป็นคนที่ดึงสติเทียน สอนภาคทฤษฏี ทำยังไงถึงจะมีจิต ถึงจะมีสมาธิ สอนว่าการฟื้นสติจากที่เขาแค้น มีกิเลสหนา วิธีการสอนมีรูปแบบหลายวิธีในการสอน ส่วนหม่ำให้ความสว่างด้านรูปธรรม ก็คือว่าเขาเป็นคนบ้าซึ่งไม่มีพิษมีภัยกับใคร ไม่โกรธแค้นใคร ไม่มีอะไรต่อใคร เป็นตัวตนหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน แต่ครูบัวเป็นอาจารย์ เป็นครูสอน แต่หม่ำเป็นคนให้เห็นว่าเขามีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่มีความโกรธแค้น ส่วนนางเอกเรื่องของความอ่อนโยน เรื่องการปรับความเหี้ยมโหดกลายเป็นความนิ่มนวล แล้วกลายเป็นพื้นฐานของการร่ายรำสมาธิแบบเคลื่อนไหว สุดท้ายท่านี้จะเป็นท่ารำต่อสู้กับเดี่ยว ทุกอย่างก็มุ่งตรงส่งไปที่เทียน อาหนิงมืออาชีพอยู่แล้วไม่ต้องห่วง อาหนิงเป็นคนธรรมะธรรมโมมาก สามารถบอกแนะนำได้ว่าอะไรทำผิด ใช้ภาษาไม่ถูก สวดมนต์ก็สวดถูกเลยโดยที่ไม่ต้องอ่าน หม่ำนี่ก็ไม่ต้องพูดถึง หม่ำเขาตรงมาก นางเอกก็เป็นมืออาชีพตรงที่ว่าเขาเป็นนักแสดงอยู่แล้ว เผอิญจาเขาเป็นคนแคสท์ คือมีคนแคสท์มาให้จาตัดสินใจ อย่างจ๊ะจ๋ารับตรงการร่ายรำกับแอ็คติ้งรวมกัน นอกจากการที่จาต้องฝึกท่าแล้ว มันจะมีโรแมนติกนิดๆ ซึ่งเราไม่เคยเห็นว่าจาพนมเล่นโรแมนติก มันเป็นโรแมนติกบนการร่ายรำหรือการช่วยเหลือกัน มันจะเห็นดราม่าตั้งแต่เทียนในภาค2ที่โดนทุบจนสาหัสมา มีหลายอย่างให้ดูมาก ทั้งเรื่องความเชื่อ การใช้สมุนไพร การรักษาสมัยก่อนว่าเป็นยังไง การหล่อพระทำยังไง กว่าจะมาเป็นพระหน้าบาก เป็นเพราะอะไรทำไมมันถึงลิงก์กับชีวิตของเทียน มันจะเห็นบทบาทตรงนี้ด้วย
งานด้านภาพก็เป็นอีกส่วนที่มีความสำคัญสำหรับหนังแอ็คชั่นอย่างองค์บาก
หนังองค์บาก 3 นอกจากแอ็คชั่นและเนื้อเรื่องแล้ว ส่วนสำคัญมากๆก็คือภาพ เพราะว่าตั้งแต่องค์บากภาค1 ตอนที่เริ่มต้นกับพี่กล้วยหรือคุณณัฐวุฒิ กิตติคุณ ตั้งแต่องค์บาภภาค1ที่กำกับภาพ แต่ก่อนหน้านั้นตลอดมาในช่วงแรกคุณณัฐวุฒิยังไม่เคยถ่ายหนังแอ็คชั่น พอจบจากองค์บาก เรามานั่งดูภาพที่ถ่ายออกมาเหมือนกับคนที่เป็นมือ1ทำแอ็คชั่นมาเลยนะครับ ด้วยภาพ ด้วยวิธีเล่าเรื่องของคุณกล้วย เรามีประสบการณ์ของแกจากหลายเรื่องเลยนะครับที่ทำมาไม่ว่าจะเป็น โหมโรง นเรศวร ฯลฯ มีแต่หนังรางวัลเท่านั้นละครับ แต่พอเป็นหนังบู๊ไม่น่าเชื่อว่าแกจะสื่อสารภาพแอ็คชั่นได้อย่างชัดเจน ผู้กำกับภาพบางคนนะครับจะสื่อภาพการต่อยตีกัน จะมองไม่ออกว่าจะต่อยกันยังไงดูให้เหมือนจริง บางทีเตะกันแทบคอหักก็ยังไม่รู้สึก แต่พี่กล้วยรู้ว่าจะวางมุมไหน ถึงจะโดนจริง หรือแสงอย่างไร ถึงจะกระทบให้เห็นโมเลกุลของฝุ่นกระจายออกมา ทั้งภาพเคลื่อนไหว อย่างถ่ายต้มยำกุ้งฉากตึก4ชั้น ถ่าย4นาที มีฝรั่งมาถ่ายด้วย ซ้อมวันเดียวแล้วฝรั่งก็บินกลับเลย เขาไม่มีกำลัง เขาไม่ไหว พี่กล้วยเลยให้ผกก.ภาพคนไทยถ่ายด้วยsteady cam. พี่กล้วยแกจะคอนโทรลตลอดจนถึงชั้นสุดท้าย แกเป็นคนทุ่มเทกับงานมาก แล้วพอมาถึงองค์บาก3 ด้วยประสบการณ์จากองค์บากกับทีมสตันท์ แกรู้ว่าสตันท์คนนี้ชอบเล่นอย่างนี้ อยู่ด้วยกันมาจนกระทั่งรู้ว่าสตันท์คนไหนเข้าแอ็คชั่นต้องถ่ายแบบไหน เข้าคิวแบบไหน ตบทางไหน รู้หมดเลยครับ โดยแอ็คชั่นตอนนี้ผมว่าเป็นมือหนึ่งของประเทศไทย หนังแอ็คชั่นนะครับแต่อย่างอื่นก็ไม่ว่า เพราะผู้กำกับภาพเยอะมากที่ถ่ายภาพสวยๆเยอะจริงๆ ถ้าเกิดสำหรับหนังแอ็คชั่นผมยกให้คุณณัฐวุฒิ
มาจนถึงวันนี้โปรเจคองค์บากสำคัญกับชีวิตของพันนา ฤทธิไกรอย่างไรบ้าง สำหรับผมองค์บากมันมีความสำคัญตั้งแต่ภาค1แล้วครับ คือเป็นภาคที่ทำให้อภินิหารกับชีวิต ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ ไม่คิดว่าจะทำได้ขนาดนี้ พอทำองค์บากภาค1แล้ว มันต้องเดินต่อต้องคิดว่าจะทำไงต่อ มีต้มยำกุ้งมาซึ่งก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน แต่พอเป็นโปรเจ็คต์องค์บากก็ต้องคิดหนักแล้ว เพราะว่าองค์บากคือจุดกำเนิดของพวกเรา ต้องคิดหาสิ่งที่ใหม่ๆหรืออะไรก็ช่างที่เราสามารถทำให้คนดูไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างประเทศดูแล้ว ต้องมีจุดใดจุดหนึ่งที่เขารู้สึกประทับใจ ถึงไม่มีทั้งหมดอาจจะมีอย่างเช่นองค์บาก2 มีทั้งแอ็คชั่นโดยตัวบทเอง ภาค3ก็เช่นกันก็เป็นความหวังหนึ่ง อย่างเรื่องของบทอยากถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้รู้ว่า สิ่งที่จากับผมคิดอยู่คือไม่ใช่อยากจะเล่าเฉพาะแอ็คชั่นอย่างเดียวอยากจะเล่าในส่วนที่มีความหมายต่อคนดูด้วย แต่ส่วนแอ็คชั่นเราไม่ยอมอยู่แล้ว แต่เผอิญได้นาฏยุทธ์มาก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าน่าจะไปได้ดี โดยเฉพาะคนต่างชาติจะเห็นว่ามวยนี้มีด้วยเหรอ อย่าว่าแต่คนต่างชาติเลย คนไทยเขายังไม่รู้ว่าเขามีมวยนาฏยุทธ์
จากวันแรกที่เจอจนถึงวันนี้ ความรู้สึกที่มีต่อลูกศิษย์อย่างจา พนม
ประสบการณ์ที่อยู่กับวงการหนัง ตั้งแต่หนังธรรมดาหนังเล็กๆนะครับ เขาเรียกว่าหนังสาย อันนั้นอาจจะประสบการณ์ไม่จริง ประสบการณ์แท้เริ่มจากองค์บาก ถึงวันนี้ก็7ปีแล้วครับ คูณ 365 วัน ก็คงจะหลายวันอยู่พอดีนะ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขาสะสมความสามารถ ความรู้ ประสบการณ์ในการทำหนัง ไม่ได้เรียนภาพยนตร์มาแต่อาศัยประสบการณ์ในการกำกับหนังได้และก็เล่นหนังได้ ผมคิดว่าเขาเอาตัวจากความสามารถของเขาเป็นหลัก และค่อยกระจายไปหาสิ่งที่เขาอยากจะทำ ใช้ความสามารถตัวเองแล้วก็ประสบการณ์ อันดับแรกคือเขาเก่ง มาบวกกับจะทำยังไง พอจะทำยังไงเนี่ย ผมอยู่ด้วย ทีมงานที่มาทำเป็นของแท้หมด เป็นคนที่เรียนภาพยนตร์มาหมด ก็คือเอาประสบการณ์บวกทฤษฏีจริง คนที่รู้จริงมารวมกัน มันจะได้ภาพหรือบท หรือทุกอย่างไม่ว่า เสียงซาวด์ special effectต่างๆมันจะออกมาครบ แต่ส่วนที่ยังคงไว้ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบันคือความสามารถเฉพาะตัว
จากวันแรกที่เจอกี่ปีมาแล้ว
ถ้ารวมถึงตอนนี้ 20 กว่าแล้ว ตอนที่เริ่มเข้ามาทำองค์บาก 14 ปี ตอนที่พ่อมาฝากตัวถึงทุกวันนี้รวมน่าจะ 20ปี แต่ว่าช่วงแรกๆจะเทียวไปเทียวกลับนะ แต่เขาจะมาตลอด มาเสาร์-อาทิตย์ ช่วงที่ออกจากโรงเรียนจะอยู่ด้วยกันตลอด ที่นี้ยาวจนถึงทุกวันนี้
ตลอด20ปีที่ผ่านมา เห็นอะไรในตัวลูกศิษย์คนนี้
ความมุ่งมั่นที่เขาอยากจะทำ คือก็เหมือนบรู๊ซ ลี เหมือนเฉินหลง ถึงจุดหนึ่งเขาก็อยากจะทำด้วยตัวของเขาเอง บรู๊ซ ลี กำกับหนังเรื่องแรกน่าจะเป็น Way of dragon นี่แหละ ไอ้หนุ่มซินตึ้งบุกกรุงโรม เฉินหลงกำกับตั้งแต่อายุ 28 ปี มีทีมสตันท์ของตัวเอง แต่บรู๊ซ ลีไม่มีทีมสตันท์ เพราะด้วยตัวเขาเองก็เอาอยู่อยู่แล้ว
มาถึงตรงนี้ภูมิใจไหม
มันเลยความภูมิใจมาแล้วครับตอนนี้ เพราะมันผ่านอะไรมาเยอะมาก ถ้าจะทำหนังเรื่องต่อไปคงต้องไปนั่งสมาธิเข้าญาณแล้วครับ คือมันเยอะไปหมดแล้ว แต่ถึงเวลาจะทำจริงไอเดียมันก็จะมาเองนะครับ ถ้าเกิดมีใครจุดประกาย เช่นว่ามีพล๊อตอะไร อยากได้แนวไหน ถ้าเกิดว่าผมคิดจุดด้วยตัวเองตอนนี้มันจะยากหน่อย แต่ตอนองค์บากจุดด้วยตัวเอง โดยมีคุณปรัชญาช่วยสร้างประกายให้เหมือนกัน แต่ถ้าเกิดมีพล๊อตมาแล้วชี้แนวทางมา เราก็จะไหลตาม เพราะผมว่าโลกนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
จากนี้ไปเส้นทางของคนทำแอ็คชั่นอย่างพันนา ฤทธิไกร จะเป็นอย่างไรต่อไป
ก็ทำหนังต่อไปครับ เท่าที่จะคิดได้และก็คนดูๆแล้วไม่เบื่อ ก็พยายามคิดอะไรใหม่ๆขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา
อยากให้พี่พันนา ฤทธิไกรฝากอะไรกับแฟนๆ
องค์บากนี่ก็คือมันเป็นหนังที่มีตำนานอยู่แล้วตั้งแต่กำเนิดองค์บาก การดำเนินเรื่องขององค์บาก จนมาถึงองค์บากภาค1 ก็คือเป็นการทำถอยหลังไป จนกระทั่งเราจะดูองค์บากภาคแรกก็คือภาค3 ภาค3นี่คือภาคแรก และคงเป็นการปิดตำนานองค์บากของโทนี่ จา และเป็นการทำหนังฟิลม์ที่อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องสุดท้ายก็ว่าได้ เพราะทุกวันนี้เขาทำด้วยระบบดิจิตอลหมดแล้ว โดยตัวหนังเอง โดยแอ็คชั่น โดยเรื่อง อะไรต่างๆ ผมว่าน่าสนใจมาก อยากให้ทุกท่านที่เป็นแฟนองค์บากไม่ว่าจะอยู่ในไทยหรือต่างประเทศ มารับรู้บทสรุปของมันในองค์บาก3นะครับ
รู้สึกอย่างไรที่หลายคนมองว่าหนังแอ็คชั่นทุนสูงเป็นร้อยๆล้านจะค่อยๆลดน้อยถอยลงจะไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว สำหรับหนังองค์บากทุกภาค ,ต้มยำกุ้ง หรือหนังแอ็คชั่นทุกเรื่องที่ผ่านมา คนลงทุนก็จะเป็น เสี่ยเจียง(สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ)นะครับ คือคนที่จะมาอุ้มหนังไทยชัดเจนตอนนี้ก่อนบริษัทอื่นด้วย มีบริษัททำหนังหลายคน รู้สึกว่ามันจะกระท่อนกระแท่นอะไรสักอย่าง แต่มีเสี่ยเจียงที่โผล่ขึ้นมา เคยพูดกับผมว่า เราเป็นคนทำหนังไทย เราต้องรักหนังไทย ผมอยากเห็นหนังไทยไปฉายเมืองนอก นี่ผมเคยได้ยินเสี่ยเจียงพูด แล้วท่านก็ทำได้จริงๆด้วย คือการนำองค์บากไปฉายทั่วโลกให้คนรู้จัก เป็นคนแรกในประเทศไทยที่เอาหนังไปฉายได้อย่างชัดเจน แกกล้าทุ่มให้กับหนังองค์บากภาค2 300กว่าล้าน มั่นใจได้ยังไงว่าหนังจะขายได้ ซึ่งน่ากลัวมาก ภาคนี้ก็ยังเป็น100กว่าล้าน 200ล้านอยู่เลยนะครับ ภาค3เนี่ย ถึงแม้จะมีฉากเก่าอยู่แต่ว่าlocationใหม่หรือเซ็ตใหม่ก็มีมาตลอด องค์ประกอบต่างๆที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่าใช้ชุดเก่าทำ พอเปลี่ยนเรื่อง เปลี่ยนแนวใหม่ เปลี่ยนlocation เช่นเปลี่ยนเป็นพระราชวังก็ต้องเพิ่มเซ็ตขึ้นมาใหม่ เป็นคนที่มีอายุแต่มีมุมมองเยี่ยมกว่าคนรุ่นใหม่ มองตั้งแต่การวางนักแสดง ดูบทเองด้วย มีทีมงานมาวิเคราะห์ แล้วค่อยตัดสินใจว่ายังไงดี แม้กระทั่งการโฆษณา จังหวะหนังเข้า การดูแลทีมงาน ดูแลลูกน้อง ดูแลดาราสุดยอดมาก พูดแล้วจะเหมือนว่าชมกัน แต่มันเป็นเรื่องจริง ผมนับถือเสี่ยเจียงมาก เรื่องการกล้าลงทุน ที่จริงมันมาตั้งแต่องค์บาก1แล้วนะไม่มีใครกล้าลงทุนขนาด40ล้าน ผมไม่รู้ว่ายอดเท่าไหรนะครับ แต่ก่อนเขาทำกันแค่10ล้าน 11-12ล้าน ท่านเปิดตลาดคนแรกเลย มีดาราพระเอกคนหนึ่งที่ดำเป็นตอตะโก ใครจะกล้าตัดสินใจให้จาเล่นเป็นพระเอก เสี่ยเจียงกล้าตัดสินใจที่จะทำ พอทำองค์บาก2แล้วหนักเลย ต้มยำกุ้งก็หนักแล้วนะ ทุ่ม4เรื่องน่าจะเป็น1,000ล้านแล้วมั้งเนี่ย คือเป็นคนที่กล้าทุ่ม แต่ว่าไม่ใช่อยู่เฉยๆก็ทุ่มเลยนะ ท่านวิเคราะห์ก่อน และประเมินก่อนนะ เป็นศาสตร์ของท่านซึ่งเราไม่สามารถจะรู้ได้ เชื่อว่าถึงแม้คนอื่นอาจจะถอดใจในการลงทุนสร้างหนังฟอร์มยักษ์ แต่สำหรับเสี่ยเจียงที่เป็นคนทำหนัง คนรักหนัง เชื่อว่าจะอยู่คู่กับคนทำหนังไปเรื่อยๆแน่นอน
หนังแอ็คชั่นในดวงใจของ พันนา ฤทธิไกร
หนังของบรูซ ลี ครับ WAY OF THE DRAGON หรือไอ้หนุ่มซินตึ้งบุกกรุงโรม มันเหมือนดูการต่อสู้จริงที่เป็นคนที่มีความสามารถจริงมาแสดงให้เราดู มันไม่เหมือนการแสดง มันคิด คือครั้งแรกที่เราดูหนังชอว์บราเธอร์ส ที่ฟันดาบหรือตีลังกาลอยใช่มั้ย แต่บรูซลีใช้ความคิดจากลูกตาขับ ขยับตามจริง แล้วเวลาออกอาวุธ คมชัด แน่น สมจริงมาก แล้วยิ่งเวลาสู้กับชัค นอร์ริส แล้วชัค นอร์ริสเขาเป็นแชมป์คาราเต้อยู่แล้ว คือตอนนั้นเราอึ้งเลย คือเพราะความสมจริงนั่นเอง ผมดูรอบสองที่มาฉายนะ เพราะรอบแรกผมไม่ทันตอนนั้นยังเด็กอยู่ ผมดูตอนอยู่มศ.2 น่าจะ30กว่าปีแล้ว จนตอนนี้ก็มีหนังที่เราดูสนุก หรือมันส์ให้เราได้ดู แต่ถ้าพูดถึงความประทับใจครั้งแรกนะที่ตราตรึงใจเราตลอดไป
|