สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
ATM เออรัก ..เออเร่อ
รัก
รักสุดท้ายป้ายหน้า
ปัญญา - เรณู 2
 
รักเลี้ยวเฟี้ยว (อ่ะ) ไม่ได้ส่งข้อมูล
โปรแกรมหน้า

วาเลนไทน์ สวีทตี้

เดอะเมโลดี้ รักทำนองนี้
It gets better ไม่ได้ขอให้มารัก
แก๊งค์ตบผี
ตำนานแม่รัก 3 D
รงษ์ วงศ์สวรรค์
เธอ
   
Who R U?
   
 

แคแรกเตอร์นักแสดง

“นิดา” (สินจัย เปล่งพานิช)



หญิงวัยกลางคนผู้ประกอบอาชีพขายแผ่นหนังโป๊ เป็นแม่ค้าที่ดูเป็นมิตรกับทุกคน ชอบแต่งหน้าแต่งตัวอย่างฉูดฉาด เพื่อสร้างสีสันให้กับชีวิต เธอใช้ชีวิตอยู่กับ “ต้น” ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอที่มีอาการ “ฮิคิโคโมริ” ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องนานถึง 5 ปี จนกระทั่งเมื่อเหตุการณ์สุดสยองบางอย่างเกิดขึ้น นั่นทำให้เธอตัดสินใจยอมทำทุกวิถีทางให้ลูกออกมาเผชิญกับโลกแห่งความจริง แม้ผลลัพธ์ที่ตามมาจะกลายเป็นฝันร้ายที่คาดไม่ถึงก็ตาม

“ในเรื่องนี้ก็รับบทเป็น ‘นิดา’ เป็นแม่ที่จะค่อนข้างเกรี้ยวกราด ใช้อารมณ์ตลอดเวลาจนมีปัญหาในครอบครัวสามีก็เจ้าชู้ ส่วนลูกก็เก็บตัวสร้างโลกของตัวเองอยู่แต่ในห้อง 5 ปี ไม่ยอมออกมาจากห้องค่ะ ตัวนิดาก็จะเป็นแม่ค้าขายวีซีดีโป๊อะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เหมือนจับอาชีพใหม่ เป็นอีกคาแร็คเตอร์หนึ่งที่จัดจ้าน ฉูดฉาด ก็สนุกดีค่ะ

เรื่องนี้มันพูดถึงปัญหาครอบครัวด้วยประเด็นหนึ่ง ซึ่งเรื่องบางเรื่องมันก็สามารถทำให้เกิดเรื่องราวที่บานปลายได้ ขณะเดียวกันก็มีเรื่องของความไม่รู้ความไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ การที่ลูกขังตัวเองมา 5 ปีเนี่ย มันเพราะอะไร แล้วจริงๆ ตลอด 5 ปีเนี่ยเขายังอยู่ในนั้นเหรอ แล้วจริงๆ มันใช่เค้าจริงๆ หรือเปล่า ตรงนี้มันเป็นเรื่องที่น่าติดตามไปพร้อมๆ กับตัวละครว่าเบื้องหลังประตูบานนี้มันคืออะไรกันแน่ ก็คงลุ้นเหมือนคนดูค่ะ เพราะไม่เคยเล่นหนังแนวนี้เลย ก็ยังไม่รู้ว่าออกมาแล้วจะเป็นอย่างที่เราคิดมั้ย คนดูจะชอบมั้ย ภาพรวมมันจะออกมาเป็นยังไง ก็ต้องลุ้นไปด้วยกันค่ะ”

เหตุผลที่ผู้กำกับเลือก ตัวเลือกเดียวของผู้กำกับอยู่ที่นักแสดงตัวแม่ของวงการอย่าง “สินจัย เปล่งพานิช” กับบทนำหลอนลึกในเรื่อง พูดได้เต็มปากว่า ถ้านก สินจัยปฏิเสธไม่รับเล่น โปรเจ็คต์หนังเรื่อง “Who Are You? ใคร...ในห้อง” ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างได้เลย

“แน่นอน ที่ต้องพูดถึงคนแรกเลยก็คือคนที่มารับเป็น นิดา แม่ค้าขายแผ่นหนังโป๊ ผมไม่มองใครเลยนอกจาก นก สินจัย เปล่งพานิช  คนนี้มาแต่แรกเป็นเบอร์หนึ่งในใจเลยว่าต้องคนนี้แหละ ต้องทำให้เขาเล่นให้ได้ ไม่รู้ยังไงก็ต้องไปคุยกับเขาให้ได้ ก็เลยไม่มีตัวเลือกอื่นเลย ซึ่งโอเคเราเอาบทไปให้พี่นกเขาอ่าน แล้วก็ต้องผ่านการพูดคุยกันอีกที ซึ่งกว่าเขาจะเล่นหนังแต่ละเรื่องเนี่ย นอกจากจะต้องเลือกบทเป็นปกติอยูแล้ว พี่นกก็ต้องการความชัดเจนว่าหนังพูดถึงอะไร หนังให้อะไรบ้าง และที่สำคัญคือแปลกใหม่ตรงไหน คือถ้าเกิดพี่นก สินจัย จะเล่นหนังซักเรื่องเขาคงอยากเล่นบทที่ท้าทายไม่เคยลองอยู่แล้วล่ะ

ซึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกันในตอนหลัง พี่นกเขาก็บอกว่า บทมันท้าทาย บทที่แบบเป็นแม่ค้าบ้านๆ เขาก็ไม่เคยเล่น มีลูกเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่หนังจะสื่อออกมาด้วย หนังออกแนวลึกลับระทึกขวัญ เออ...มันน่าสนใจ แล้วเขาก็โอเค ยอมรับ และที่สำคัญคือความเป็นนก สินจัยที่ต้องยอมรับเลยว่า เป็นนักแสดงหญิงแถวหน้าฝีมือเยี่ยม เป็นอันดับต้นๆ ที่เล่นบทไหนก็สุดฝีมือ และบทนี้มันเป็นบทที่ต้องใช้อารมณ์เยอะด้วยนะครับ มันมีหลากหลายคาแร็คเตอร์หลายอารมณ์ความรู้สึกที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเยอะ ซึ่งหาคนที่จะมาเล่นบทแบบนี้ได้ยากเหมือนกันนะครับ

จากที่เราเคยเห็นพี่นก สินจัยในบทดราม่าบทชีวิตหนักๆ จนชินตา แต่มาในเรื่องนี้เขาจะเปลี่ยนเป็นแม่ค้าที่ดูเหมือนกับร่าเริงแจ่มใสชอบเล่นมุข หยอดมุขตลกกับลูกค้าตลอดเวลา เป็นแม่ค้าปากไว จู้จี้ขี้บ่น อารมณ์ร้ายอารมณ์เสีย ปากจัด มีคำพูดแบบด่าทอได้ง่ายๆ ช่างแต่งเนื้อแต่งตัว มีเสื้อผ้าหน้าผมที่ฉูดฉาดขึ้นอะไรอย่างนี้ รวมถึงอารมณ์ด้านลึกที่ต้องอาศัยความสามารถทางการแสดงของพี่นกเป็นหลักด้วยครับ”

 

 “โดม” (สตาร์บัคส์-พงศ์พิชญ์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล)



ครีเอทีฟรายการทีวีประเภทแปลกแต่จริงผู้เป็นขาประจำของร้านแผ่นหนังหฤหรรษ์ของนิดา เขาอาสาที่จะช่วยทำให้ลูกชายของนิดาออกมาจากห้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวในการนำเรื่องแปลกประหลาดนี้ไปออกรายการ

“เรื่องนี้ผมก็จะรับบทเป็น “โดม” ครีเอทีฟรายการทีวีที่มีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ชอบสิ่งแปลกใหม่ ท้าทาย จริงๆ แล้วก็เล่นเป็นตัวเองมากเลยครับ คล้ายๆ ตัวเองนะครับ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากครับ เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องแรกของผมที่ต้องแสดงในคาแร็คเตอร์อื่นนะครับ ถึงแม้จะใกล้เคียงกับตัวเอง แต่มันก็ยากอยู่ดี ทั้งเรื่องคิว เรื่องบท เรื่องการแสดงอะไรอย่างนี้มันใหม่และก็ยากสำหรับผมเลยครับที่ต้องมาแสดงต่อหน้ากล้อง เพราะว่ายังไม่เคยทำมาก่อนครับ เป็นครั้งแรกครับ

ตอนแรกๆ พอรู้ว่าจะต้องเข้าฉากกับพี่นกก็จะรู้สึกเกร็งๆ ครับ เพราะว่าพี่นกเขาก็เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่มืออาชีพ ผ่านประสบการณ์มาเยอะ ผมก็แสดงเป็นครั้งแรกด้วย ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงบ้าง ก็กลัวว่าจะทำให้เสียเวลาทีมงาน ทำให้พี่เขาหงุดหงิดได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ แตกต่างกันมาก ไม่เหมือนที่กลัวไปเองเลยครับ เพราะจริงๆ แล้วพี่นกเป็นคนใจเย็นมากเลยครับ ก็รู้สึกรีแล็กซ์ผ่อนคลายแตกต่างจากช่วงแรกๆ ที่เพิ่งเจอกับพี่นกใหม่ๆ นะครับ ไอ้เราก็รู้สึกว่า โอ้โห...เรามีวันนี้ด้วยเหรอเนี่ย รู้สึกดีใจครับ เพราะว่าผมก็ได้ดูพี่นกเล่นหนังเล่นละครตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ”

เหตุผลที่ผู้กำกับเลือก ในเรื่องมันจะมีตัวละครตัวหนึ่งชื่อ โดม ซึ่งจะเป็นเหมือนตัวแทนของคนที่อยากรู้อยากเห็นว่าไอ้ห้องๆ นี้ ลูกของนิดาเนี่ยคือใคร เป็นยังไง อยากรู้อยากเห็น อยากเอาเด็กคนนี้ออกมาจากห้องให้ได้ โดยที่ในเรื่องนี้โดมจะเป็นครีเอทีฟรายการทีวี แล้วเขาก็มีความรู้สึกว่า เออ...เรื่องนี้น่าสนใจ น่าจะเอามาออกรายการทีวี เขาก็เลยหาวิธีที่จะทำให้เด็กคนนี้ออกมาจากห้องให้ได้ ซึ่งตัวละครที่รับบทนี้เนี่ยต้องเป็นผู้ชายที่ลุคดูเป็นเหมือนครีเอทีฟ ซึ่งก็มองสตาร์บัคส์อยู่แล้ว เพราะแกก็เป็นครีเอทีฟรายการ ด้วยความรู้สึกว่าอยากได้คนที่เขาไม่เครียด เขาเป็นคนที่มีมุขตลก มีอะไรตลอดเวลา เวลาพูดมันจะมีมุขสอดแทรกตลอด เป็นคนที่การแสดงดูเป็นธรรมชาติ เราก็มองว่าสตาร์บัคส์นี่แหละที่เหมาะกับทนี้

 

“ป่าน” (ตาล-กัญญา รัตนเพชร์)



สาวน้อยบ้านตรงข้ามผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง จึงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนโดยรับรู้โลกภายนอกได้แค่เพียงมองผ่านหน้าต่างห้อง แต่แล้ววันหนึ่งโลกอันถูกจำกัดของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเธอสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวอันผิดปกติในห้องของต้น...เพื่อนในวัยเด็กของเธอ นั่นทำให้เธอตัดสินใจที่จะก้าวเท้าออกไปสู่โลกใบใหม่เพื่อพิสูจน์ความจริงในบ้านฝั่งตรงข้าม

“เรื่องนี้ตาลรับบทเป็น ‘ป่าน’ ค่ะ ก็จะเป็นคนขี้โรค เป็นโรคภูมิแพ้อย่างหนัก ซึ่งจะต้องอยู่แต่ในห้องไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เลยเพราะจะเสี่ยงต่อการติดโรคอื่นๆ ก็เลยต้องอยู่แต่บ้านอย่างเดียว เราเองก็อยากออกไปข้างนอกมาก ก็ได้แต่เฝ้ามองความเป็นไปข้างนอกผ่านทางหน้าต่างห้องอย่างเดียว แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่งมันก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้ป่านต้องเข้าไปเจอเรื่องคาดไม่ถึงในบ้านฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นบ้านของพี่นกค่ะ

เรื่องนี้ก็ถือเป็นการเปลี่ยนคาแร็คเตอร์ไปเลยค่ะทั้งลุคภายนอกและก็เรื่องการแสดง แตกต่างจากเรื่องที่ผ่านๆ มาค่อนข้างมาก แล้วก็เป็นบทที่ตาลอยากได้มาตั้งนานแล้ว คือในเรื่องนี้เนี่ย ตัวป่านจะชอบอะไรที่เกี่ยวกับพวกชุดคอสเพลย์ค่ะ เป็นเด็กผู้หญิงที่ชอบอ่านการ์ตูนแล้วก็ชอบจินตนาการไปต่างๆ นานา ชอบแต่งตัวเหมือนการ์ตูนอะไรอย่างนี้ค่ะ เหมือนเขาอยู่ในห้องเปล่าๆ เนี่ย เขาก็จะมีจินตนาการของเขาตลอดเวลา แล้วก็ต้องหาทางระบายออกมาอะไรอย่างนี้ ก็สนุกดีค่ะ ได้มาใส่ชุดคอสเพลย์เป็นครั้งแรก พี่ๆ ในกองก็ชมกันว่าน่ารักดีค่ะ (หัวเราะ)
ส่วนเรื่องการแสดงก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบเลยค่ะ เรื่องนี้มันยาก เพราะว่าบทมันจะป่วยโทรมสุดๆ ดูเก็บกด มันต้องคิดตลอดเวลาแบบเราต้องคิดเองอะไรอย่างงี้ มันก็เลยค่อนข้างยากค่ะ อย่างฉากที่อยู่ในบ้านเนี่ย ตาลต้องเล่นคนเดียวหมด เพราะฉะนั้นตาลต้องจินตนาการเองทุกอย่างว่าเห็นจริงๆ นะ ต้องแบบทำให้ทุกคนเชื่อว่าตาลเห็นอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันก็ค่อนข้างยากเหมือนกันค่ะ แต่ทั้งหมดก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะคะ เพราะคนดูจะได้เห็นตาลในอีกภาพหนึ่งที่ไม่ซ้ำเรื่องอื่นๆ ค่ะ”

เหตุผลที่ผู้กำกับเลือก น้องตาล (กัญญา รัตนเพชร์ เคยร่วมงานกันมาจาก ‘รับน้องสยองขวัญ’ ในเรื่องนี้เค้าก็จะรับบทเป็น ป่าน เด็กสาวที่เป็นโรคภูมิแพ้อย่างรุนแรง ต้องเก็บตัวรักษาอยู่แต่ในห้อง คือไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เลย ซึ่งวันๆ หนึ่งเขาก็ได้แต่นั่งมองไปที่หน้าต่างทุกวัน อยากออกไปแต่ออกไม่ได้ แล้วก็มองบ้านฝั่งตรงข้ามคือลูกพี่นกในเรื่องที่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องเพราะเป็นฮิคิโคโมรินั่นแหละ มองจนรู้สึกว่าเอ๊ะ...ไอ้เด็กที่อยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามมันก็เก็บตัวเหมือนกันนะ เออ...อยากคุยกับเขานะ แต่เป็นการคุยผ่านทางสายตา ผ่านทางความรู้สึกนะครับ ซึ่งก็จะเป็นเหมือนตัวแทนคนดูที่ก็อยากรู้อยากเห็นเหมือนกันว่า ลูกพี่นกที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องเนี่ยจะมีชีวิตความเป็นอยู่ยังไง นี่ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ตาลเขาเล่นได้ดี เราอาจจะเห็นตาลในบทใสๆ ใน ‘รักแห่งสยาม’ กุ๊กกิ๊กน่ารัก แต่พอมาเรื่องนี้เขาเล่นเป็นเด็กเก็บกดอะไรหลายๆ อย่างจนทำให้เขารู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว

 

“โอ๊ต” (นีโน่-ฉัตรโสรฬ ธนูทิพยกุล)


หนุ่มวัยรุ่นที่ตอนกลางวันควบมอเตอร์ไซค์รับจ้างในซอย แต่พอตกกลางคืนเขากลับกลายเป็นนักย่องเบาในหมู่บ้าน ด้วยความชำนาญในการปีนป่ายบนฝ้าเพดาน เขารับปากเพื่อนร่วมแก๊งในการสืบหาความเป็นไปของ “ต้น” ว่าจะเป็นไปตามค่ำเล่าลือของชาวบ้านละแวกนั้นหรือไม่

“เรื่องนี้ผมก็จะรับบทเป็น “โดม” ครีเอทีฟรายการทีวีที่มีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ชอบสิ่งแปลกใหม่ ท้าทาย จริงๆ แล้วก็เล่นเป็นตัวเองมากเลยครับ คล้ายๆ ตัวเองนะครับ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากครับ เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องแรกของผมที่ต้องแสดงในคาแร็คเตอร์อื่นนะครับ ถึงแม้จะใกล้เคียงกับตัวเอง แต่มันก็ยากอยู่ดี ทั้งเรื่องคิว เรื่องบท เรื่องการแสดงอะไรอย่างนี้มันใหม่และก็ยากสำหรับผมเลยครับที่ต้องมาแสดงต่อหน้ากล้อง เพราะว่ายังไม่เคยทำมาก่อนครับ เป็นครั้งแรกครับ

ตอนแรกๆ พอรู้ว่าจะต้องเข้าฉากกับพี่นกก็จะรู้สึกเกร็งๆ ครับ เพราะว่าพี่นกเขาก็เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่มืออาชีพ ผ่านประสบการณ์มาเยอะ ผมก็แสดงเป็นครั้งแรกด้วย ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงบ้าง ก็กลัวว่าจะทำให้เสียเวลาทีมงาน ทำให้พี่เขาหงุดหงิดได้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ แตกต่างกันมาก ไม่เหมือนที่กลัวไปเองเลยครับ เพราะจริงๆ แล้วพี่นกเป็นคนใจเย็นมากเลยครับ ก็รู้สึกรีแล็กซ์ผ่อนคลายแตกต่างจากช่วงแรกๆ ที่เพิ่งเจอกับพี่นกใหม่ๆ นะครับ ไอ้เราก็รู้สึกว่า โอ้โห...เรามีวันนี้ด้วยเหรอเนี่ย รู้สึกดีใจครับ เพราะว่าผมก็ได้ดูพี่นกเล่นหนังเล่นละครตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ”

 

“วิรัช” (ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์)



อดีตสามีที่ต้องหย่าร้างกับนิดาเพราะความเจ้าชู้ของตน แม้จริงๆ แล้วเขาจะเป็นพ่อที่รักลูกชายมากคนหนึ่งก็ตาม แต่เขาคงลืมคิดไปว่า ตัวเขาเองก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกชายเพียงคนเดียวของเขามีอาการ “ฮิคิโคโมริ” ก็เป็นได้

เหตุผลที่ผู้กำกับเลือก พี่บี๋ ธีรพงศ์ ในเรื่องเนี่ย เล่นเป็นสามีของพี่นก สินจัย คือคาแร็คเตอร์นี้ต้องดูแมนๆ แล้วก็มีเสน่ห์ มีความเจ้าชู้ ที่สำคัญในขณะเดียวกันคือดูรักลูก ห่วงใยลูกนะครับ ซึ่งในกลุ่มนักแสดงรุ่นอายุประมาณ 40 กลางๆ เนี่ยจริงๆ ก็มีตัวเลือกเยอะเหมือนกัน แต่พี่บี๋เนี่ยนอกจากคาแร็คเตอร์จะตรงแล้ว อีกมุมหนี่งเขาก็เป็นนักแสดงฝีมือดีคนหนึ่ง ซึ่งตรงนี้พอได้คุยกันแล้ว เราก็รู้สึกว่าเออ...พี่บี๋เนี่ยตรงคาแร็คเตอร์มากอย่างแบบว่าคาดไม่ถึงเลย เหมือนบทถูกเขียนขึ้นมาให้เขาแสดงเลย ซึ่งพี่บี๋เวลาเล่นเนี่ย ผมว่าแกเป็นคนร้ายลึกนะ เล่นบทร้ายลึกโดยไม่ต้องพูดเยอะ แต่เป็นคนจริง แค่มองปราดเดียวความรู้สึกก็ผ่านทางสายตาได้แล้ว การแสดงออกของเขามันเข้มข้นจนน่าเชื่อถือ คือเราต้องการคนที่เล่นอะไรด้วยสายตา ต้องการคนที่เล่นด้วยความนิ่ง นิ่งสยบเคลื่อนไหว พูดง่ายๆ คือต้องการคนที่เวลาอยู่นิ่งๆ แล้วมันดูมีมีพลังอะไรอย่างนี้ครับ ซึ่งการแสดงของพี่บี๋ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ”

   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.