สนับสนุนโดย รัฐบาลไทย ผ่านทางกระทรวงวัฒนธรรม
กำกับการแสดง ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล
บทภาพยนตร์ ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล และ ดร. สุเนตร ชุตินทรานนท์
วัตถุประสงค์ - เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
- เพื่อกระตุ้นความรู้สึกเคารพเทิดทูนในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้งด้านความกล้าหาญ ความอดทน ความเสียสละ ความกตัญญูต่อแผ่นดิน และพระอัจฉริยภาพในยุทธศาสตร์การรบที่ทำให้ประเทศไทยดำรงเอกราชตราบจนทุกวันนี้
- เพื่อปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักชาติ และสร้างกระแสให้คนไทย ทุกคนมีความกตัญญูรู้คุณและตอบแทนคุณของแผ่นดินไทย
- เพื่อให้เป็น ภาพยนตร์ของชาติ ที่มุ่งสื่อสารแสดงประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียม ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย ให้ประจักษ์ต่อ สายตาชาวไทยและชาวโลก ตลอดจนสามารถใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งข้อมูล ในการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมในสาขาต่างๆ อาทิ การแต่งกาย ประเพณี ข้าวของเครื่องใช้ เป็นต้น
จุดเด่นภาค 3 และ 4 - มุ่งเน้นการนำเสนอประวัติศาสตร์ในศึกสงครามที่สำคัญ อาทิ
สงครามยุทธหัตถี ยุทธนาวี กับพระยาจีนจันตุ ศึกยุทธหัตถี ศึกพระยาละแวก เป็นต้น อันเป็นฉากรบที่ยิ่งใหญ่ตระการตา แตกต่างจากภาค 1 และ 2 พร้อมทั้งฉากกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่อลังการ
เฉพาะฉากการเคลื่อนทัพของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจากกรุง หงสาวดีสู่กรุงศรีอยุธยาก็ตระการตาเกินบรรยาย ทิ้งท้ายให้ผู้ชมต้องตามไขปริศนาว่าสมเด็จพระนเรศจะสู้ศึกนันทบุเรงและนำพากรุงศรีอยุธยาให้รอดจากภัยสงคราม กู้บ้านเมืองมิให้ต้องตกเป็นประเทศราชหงสาซ้ำสองได้ด้วยกุศโลบายศึกใด
ถึงแม้ภาพยนตร์จะดำเนินเรื่องผ่านวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศ ในศึกน้อยใหญ่ แต่ฉากรบของเรื่องแต่ละบทแต่ละตอนต่างแฝงลักษณะเด่นเฉพาะตัวไม่ซ้ำแบบ ไม่ว่าจะเป็นศึกปล้นค่ายชิงเมืองหรือศึกพยุหยุทธ ทั้งหมดยังถูกนำเสนอให้กลืนกลายไปกับฉากที่แทรกอรรถรสบันเทิงเชิงอื่นอีกหลากหลาย ซึ่งเรียกได้ทั้งเสียงหัวเราะและคราบน้ำตา และนำพาให้ผู้ชมตั้งตาตามไปจนถึงตอนสำคัญของเรื่องอันเป็นนาทีแห่งการรอคอย......สงครามยุทธหัตถี
ภาพยนตร์ภาคอวสานนี้ เป็นมากกว่า หนังสงครามกู้ชาติ ซ้อนอยู่ในเพลิงสงครามคือเพลิงอารมณ์ของมนุษย์ปุถุชนที่ไม่เลือกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์และชั้นวรรณะ ตีแผ่วิบากกรรมของตัวละครผ่านความ ขัดแย้งแรงกระพือในรักหลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรักในรอยแค้นของ นันทบุเรง หรือรักในรอยเลือดของพระมหาอุปราชา ผู้ใช้ชีวิตสังเวยรักที่ทรงมีให้พระราชบิดา หรือรักรันทดด้วยรักซ้อนรักระหว่าง แม่นางเลอขิ่นกับพระราชมนู ซึ่งเป็นคู่ชูเรื่องสืบมาจากภาคก่อน
อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือการ ฟื้นอดีต ทุกบททุกตอนตามตำนานที่ถูกเล่าขานผ่านหน้าประวัติศาสตร์ให้ปรากฏเป็นภาพของเลือดเนื้อและวิญญาณที่โลดแล่นได้บนแผ่นฟิล์ม ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ สมเด็จพระนเรศทรงสุบินว่าได้ฝ่าสายธารไปสังหารพญากุมภีล์ หรือฉากพระคชาธารตกมันแล่นฝ่าทัพพม่า ไปถึงหน้าช้างพระมหาอุปราชา และฉากยุทธหัตถีที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อสมเด็จพระนเรศทรง ไสเจ้าพระยาไชยานุภาพเข้าต่อรบด้วยพลายพัทธกอของยุพราชพม่าที่มีขนาดและพละกำลังเขื่องกว่า
เรื่องย่อ
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3
การประกาศเอกราชที่เมืองแครง และสังหารสุรกำมาเหนือยุทธภูมิฝั่งน้ำสะโตงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (หรือสมเด็จพระนเรศ) ในปีพุทธศักราช 2127 ได้สร้างความตระหนกแก่พระเจ้านันทบุเรงองค์ราชันหงสาวดีพระองค์ใหม่ ด้วยเกรงว่าการแข็งข้อของอยุธยาในครั้งนี้จะเป็นเยี่ยงอย่างให้เหล่าเจ้าประเทศราชที่ขึ้นกับหงสาวดีอาศัยลอกเลียนตั้งตัวกระด้างกระเดื่องตาม แต่จนพระทัยด้วยติดพันศึกอังวะ จึงจำต้องส่งเพียงทัพพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่เข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ทางหนึ่งนั้นพระเจ้านันทบุเรงทรงประมาทสมเด็จพระนเรศ ด้วยเห็นว่ายังอ่อน พระชันษา คงมิอาจรับมือจอมทัพผู้ชาญณรงค์ทั้งสองได้ ทางหนึ่งก็สำคัญว่ากรุงศรีอยุธยา ยังบอบช้ำแต่คราวสงครามเสียกรุง ไพร่พลเสบียงกรังยังมิบริบูรณ์คงยากจะรักษาพระนคร
ครั้งนั้นพม่ารามัญยกเข้ามาเป็นศึกกระหนาบถึง 2 ทาง ทัพพระยาพะสิมยกเข้ามาทาง ด่านพระเจดีย์สามองค์ เลยล่วงเข้ามาถึงแดนสุพรรณบุรี ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่-นรธาเมงสอ มาจากทางเหนือ นำทัพบุกลงมาตั้งค่ายถึงบ้านสระเกศ แขวงเมืองอ่างทอง
กิตติศัพท์การชนะศึกของสมเด็จพระนเรศหลายครั้งหลายคราระบือไกลถึงแผ่นดินละแวก เจ้ากรุงละแวกมิได้ทอดธุระ ได้ลอบส่งจารชนชาวจีนฝีมือกล้านามว่า จีนจันตุ มาลอบสืบความ ที่กรุงศรีอยุธยาแต่ถูกจับพิรุธได้จนต้องลอบตีสำเภาหนีกลับกรุงละแวก สมเด็จพระนเรศทรงนำทัพเรือออกตามจนเกิดยุทธนาวี แต่พระยาจีนจันตุหนีรอดได้ เมื่อเจ้ากรุงละแวกได้ทราบกิตติศัพท์การณรงค์ของพระนเรศจึงเปลี่ยนพระทัยหันมาสานไมตรีกับอยุธยา และส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราชผู้อนุชามาช่วยอยุธยาทำศึกหงสา หากแต่พระศรีสุพรรณผู้นี้ต่างจากเจ้ากรุงละแวกเพราะหาใคร่พอใจผูกมิตรด้วยอยุธยา การได้พระศรีสุพรรณมาเป็นสหายศึกจึงประหนึ่งอยุธยาได้มาซึ่งหอกข้างแคร่
ข้างสมเด็จพระนเรศเมื่อทรงประกาศเอกราชแล้วก็จัดเตรียมการรับศึกหงสาวดี แต่เพราะกำลังรบข้างอยุธยาเป็นรอง จึงทรงวางยุทธศาสตร์รับศึกโดยมุ่งอาศัยกรุงศรีอยุธยาเป็นที่มั่นเพียงแห่งเดียว ครั้งนั้นได้โปรดให้เทครัวหัวเมืองเหนืออันเป็นแคว้นสุโขทัยเดิมลงมารวมกับครัวที่อยุธยา การณ์ปรากฏว่าเจ้าเมืองพิชัยและสวรรคโลกข้าหลวงเดิมแข็งเมืองไม่เทครัวลงมาสมทบ จึงทรง ยึดเมืองแล้วลงทัณฑ์มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง
สมเด็จพระนเรศทรงเห็นว่ากำลังข้างอยุธยายังเป็นรองพม่ารามัญ จึงทรงปรับเปลี่ยน ยุทธศาสตร์การรบเสียใหม่ โดยมิปล่อยให้ทัพพระยาพะสิมและนรธาเมงสอเจ้าเมืองเชียงใหม่ เข้ามารวมกำลังผนึกล้อมร่วมกันตีกรุงศรีอยุธยา ครั้งนั้นทรงจัดทัพออกรับศึกในแขวงหัวเมือง แลด้วยทัพพม่ารามัญแยกสายเข้าตีเป็นสองทางเดินทัพช้าเร็วไม่เสมอกัน จึงทรงเทกำลังเข้ารับศึกพระยาพะสิมที่เมืองสุพรรณบุรี ตั้งพระทัยจะตีทัพเบื้องประจิมทิศก่อน แล้วจึงเทกำลังเข้าตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่เบื้องอุดรทิศภายหลัง การทั้งหมดทั้งสิ้นต้องทำแข่งกับเวลา หากพลาดท่า แม้เพียงก้าวอยุธยาก็ไม่พ้นพินาศ ถึงแม้ครั้งนั้นทัพพม่ารามัญจะมิได้ยกมาดั่งทัพกษัตริย์เช่นศึกพระเจ้าช้างเผือกบุเรงนอง แต่ไพร่พลก็มากเหลือประมาณ เพียงพอจะสร้างความย่อยยับให้ เหล่าอาณาประชาราษฎร์เกินคาดเดา
ภายใต้บรรยากาศกลิ่นอายสงครามนับแต่ศึกจีนจันตุ ตลอดถึงศึกพระยาพะสิมและ ศึกพระเจ้าเชียงใหม่ ในพระนครก็เกิดไฟรักโชติขึ้นท่ามกลางไฟสงคราม กลายเป็นเรื่องรักระหว่างรบ ด้วย เลอขิ่น ธิดาเจ้าเมืองคัง มีอันมาพบ เสือหาญฟ้า คนรักเก่าที่รอดชีวิตมาแต่ศึกเมืองคัง โดยบังเอิญ เกิดขัดข้องเป็นรักสามเส้ากับ พระราชมนู คนรักใหม่ทหารเสือพระนเรศ ไฟรักยิ่ง ลุกลามเมื่อนางพระกำนัลทรงเสน่ห์นาม รัตนาวดี มาทอดไมตรีให้พระราชมนู เกิดเป็นปมรัก ซ้อนปมรบ
ทางฝ่ายหงสาวดีนั้น พระเจ้านันทบุเรงกษัตริย์พม่ารามัญพระองค์ใหม่มีใจพิศวาส พระสุพรรณกัลยา-พระพี่นางในสมเด็จพระนเรศ หมายจะได้มาแนบข้าง ซ้ำพระนเรศอนุชา มาประกาศเอกราชท้าทายอำนาจของพระองค์ ทำให้สถานะของพระสุพรรณกัลยาในฐานะ องค์ประกันต้องสุ่มเสี่ยงต่อราชภัย พระสุพรรณกัลยาซึ่งขณะนั้นมีพระราชโอรสด้วยพระเจ้าบุเรงนองแล้ว ทรงถูกพระเจ้านันทบุเรงข่มขู่ บีบบังคับให้ต้องเลือกระหว่างการยอมพลีกายถวายตัวเป็น บาทบริจาริกา หรือยอมจบชีวิตด้วยการถูกย่างสดตามโทษานุโทษของพระอนุชา ชะตากรรมของพระพี่นางสุพรรณกัลยานั้นสุดรันทด
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงเสร็จศึกอังวะก็เตรียมการเปิดศึกกับอยุธยา ทรงระดมไพร่พล แต่งเป็นทัพกษัตริย์ กองทัพใหญ่โตเหลือคณากว่าทัพบุเรงนองช้างเผือก เฉพาะไพร่ราบมีกำลัง รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 240,000 คน ทัพนี้หมายมุ่งบดขยี้อยุธยาลงเป็นผุยผงหากทัพพระยาพะสิมและทัพพระเจ้าเชียงใหม่ตีกรุงไม่สำเร็จ แต่สมเด็จพระนเรศก็สู้ศึกนันทบุเรงและนำพากรุงศรีอยุธยา ให้รอดจากภัยสงคราม กู้บ้านเมืองมิให้ต้องตกเป็นประเทศราชหงสาซ้ำสองได้ด้วยกุศโลบาย การศึกที่เหนือชั้นด้วยพระอัจฉริยภาพ
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4
ลุศักราช 2124 พระเจ้านันทบุเรง หรือ นานเตี๊ยบาเยง ได้ขึ้นเสวยราชย์เหนือแผ่นดินพุกามประเทศสืบต่อจากพระเจ้าหงสาวดีช้างเผือกบุเรงนอง นับแต่วันที่ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานว่าจะแผ่ผ่านกฤดาภินิหารมิให้เป็นรองพระราชบิดา เมื่ออยุธยาประเทศแยกตัวเป็นเอกราช พระองค์จึงจำต้องยาตราทัพไปกำราบปราบลงมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ภารกิจนี้นับเป็น การแผ่นดิน แต่ลึกลงไปในมโนสำนึกของนันทบุเรงนั้นยังหมายพระทัยจะเอาชนะแต่เฉพาะ พระนเรศซึ่งเป็นเสมือนคู่ปรับต่างวัย ภารกิจนี้เป็น เรื่องส่วนตัว ที่พัวพันกลืนไปกับกิจของแผ่นดิน และเหนือสิ่งอื่นใดยังตั้งพระทัยที่จะเอาชนะใจพระสุพรรณกัลยา ผู้เป็นองค์ประกันในแผ่นดินของพระองค์เอง โดยทางหนึ่งนั้นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงต้องรบทั้ง ศึกนอก ในต่างแดน ขณะที่ อีกทางหนึ่งก็ต้องรับ ศึกใน เพื่อชนะใจพระพี่นางในพระนเรศ มิให้น้อยหน้าหรือเป็นรอง พระราชบิดา ศึกนอกศึกใน-ศึกรบศึกรักนี้เข้มข้นยิ่งนัก
ศึกนันทบุเรงในปีพุทธศักราช 2127 เป็นศึกใหญ่ ไพร่พลพม่ารามัญที่ยกมารวมแล้ว ไม่ต่ำกว่า 240,000 คน สมเด็จพระนเรศจึงทรงใช้พระนครศรีอยุธยาเป็นชัยภูมิรับศึก ด้วยทรงเห็นว่าเป็นต่อด้านที่ตั้ง และเมื่อทัพข้าศึกเข้าเหยียบชานพระนครก็ทรงใช้ยุทธวิธีตั้งรับในเชิงรุก ผสานกลศึกการรบที่แหวกจารีตของพระองค์ในหลายคราว ไม่ว่าจะเป็นการนำทัพเรือนหมื่นคาบพระแสงดาบขึ้นหักค่ายพม่า หรือเมื่อต้องสัประยุทธ์กับคู่ปรับเก่า ลักไวทำมู ผู้มีเพลงรบเป็นเลิศ โดยฝ่ายพม่าใช้กลพยุหะ ฉนาง ที่แฝงความพลิกแพลงอัศจรรย์ด้วยการประสานกำลังทหารดาบดั้งและหอกใหญ่เป็นพิชัยยุทธ เพื่อล้มทัพม้าและล้อมจับพระนเรศ
แต่แล้วราชันพม่าก็พ่ายศึกพระนเรศย่อยยับ ความปราชัยในครั้งนั้นได้โหมไฟแค้นของ พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเป็นเท่าทวี เมื่อมิอาจระบายโทสะกับผู้ใดในแผ่นดินอยุธยาได้ พระองค์ก็หันมาชำระแค้นกับพระสุพรรณกัลยาองค์เชลย บำบัดอารมณ์รักที่ไม่สมหวังและอารมณ์แค้นที่ คุกรุ่นลงในคราวเดียว
ท้ายที่สุด พระเจ้านันทบุเรงก็ทรงมีบัญชาให้พระมหาอุปราชา-ยุพราชแห่งหงสาวดียกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยาเป็นการล้างแค้นในปีพุทธศักราช 2135 สงครามในครั้งนั้นเป็นที่รู้จักกันในนาม สงครามยุทธหัตถี การที่พระเจ้านันทบุเรงมิได้ทรงยกทัพไปกระทำการด้วยพระองค์เอง ก็ด้วยทรงบาดเจ็บสาหัสในศึกครั้งก่อนและพระอาการก็มิได้ทุเลาพอจะให้ออกทำศึกได้ ครั้งนั้น พระมหาอุปราชาทรงนำทัพใหญ่ยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เพื่อเปิดศึกใหญ่กับอยุธยา
ภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคอวสาน ไม่ได้อวสานที่การ สิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชากลางสมรภูมิศึกยุทธหัตถี ด้วยพระเจ้านันทบุเรงผู้กระหายสงครามยังมิทรงลดทิฐิที่จะหักเอาแผ่นดินอยุธยา ทั้งยังฝากรอยแค้นซ้ำสองด้วยการปลิดชีวิตพระสุพรรรณกัลยาหลังทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระราชโอรส ศึกสองแผ่นดินจึงพลิกมาเป็นศึกสองกษัตริย์ที่รบเพื่อรักษาเอกราชระคนไปกับการรบเพื่อชำระแค้น สงครามหลังศึกยุทธหัตถีจึงเป็นทั้งสงครามเลือดและสงครามอารมณ์ที่เผ็ดร้อนกว่าทุกสงครามที่ขับเคี่ยวกันมา
เบิร์ด - พ . ต . วันชนะ สวัสดี ผู้รับบท สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กล่าวถึงฉากกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคว่า สำหรับฉากนี้เป็นฉาก ต่อเนื่องจากที่ข้ามแม่น้ำสะโตงในภาค 2 ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงเสด็จจากเมืองพิษณุโลกกลับมาที่กรุงศรีอยุธยา ทางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้เทครัวกวาดต้อนชาวบ้านพร้อมเสบียงมาด้วย ซึ่งความยิ่งใหญ่ของฉากนี้ นอกจากจะมีนักแสดงเข้าร่วมขบวนเรือจำนวนมากแล้ว ท่านมุ้ยยังได้สร้างเรือที่ใช้ในการเข้าฉากเลียนแบบของจริงจำนวน 6 ลำ เช่น เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ มีความยาว 40 เมตร ใช้ฝีพายประมาณ 70 คน , เรือเอกไชยเหินหาว ยาว 30 เมตรใช้ฝีพาย 46 คน , เรือเอกไชยหลาวทอง , เรือรูปสัตว์ เป็นต้น
ที่เป็นความประทับใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ วิธีการพายเรือ ที่มีระเบียบแบบแผนที่คนไทยเคยเห็นจาก พระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ท่านมุ้ยต้องการให้ฉากนี้ออกมาเหมือนจริง และยิ่งใหญ่มากที่สุด จึงขอให้ผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพเรือเข้ามาดูแลและฝึกซ้อมวิธีการพายเรือพระที่นั่งของฝีพายประจำเรือที่เป็น นักแสดงประกอบ ที่รับบทโดยทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ซึ่งนักแสดงทุกคนมีความภาคภูมิใจ อย่างมากที่ได้เข้าร่วมแสดงฉากนี้ การถ่ายทำในวันนั้นทุกคนล้วนมีความอดทนอย่างมาก แม้อากาศจะร้อน และต้องนั่งอยู่ในเรือตลอดทั้งวัน เขาก็ไม่มีบ่นกัน นอกจากความยิ่งใหญ่แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดของฉากนี้ คือ การบังคับเรือให้อยู่กับที่ เพราะในกองถ่าย พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ จ . กาญจนบุรี ลมแรงมาก กว่าจะกำหนดจุดจอดได้ต้องใช้เวลาครับ
ด้าน แอฟ - ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ รับบท มณีจันทร์ ที่ร่วมเดินทางจากเมืองพิษณุโลกกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วยนั้น เผยว่า ฉากนี้เป็นฉากที่มณีจันทร์เดินทางมาทางเรือพร้อมกับสมเด็จ พระนเรศวร เพื่อจะกลับไปยังกรุงศรีอยุธยา โดยระหว่างที่เดินทางสมเด็จพระนเรศวรจะกังวลเรื่องการศึกมาก เพราะมีเวลาเตรียมกองทัพน้อย มณีจันทร์ก็จะคอยให้กำลังใจ พร้อมกับเป็นคู่คิดในการศึกด้วย ซึ่ง ฉากนี้แอฟว่าความสวยงามอยู่ที่เรือพระที่นั่ง ที่ท่านมุ้ยทรงสร้างได้อย่างเหมือนจริง อลังการมาก อยากให้ ทุกคนได้ดูกันค่ะ แต่เห็นสวยงามอย่างนี้ ตอนถ่ายทำทรมานมาก เพราะเราถ่ายในน้ำ แสงพระอาทิตย์ที่ ส่องลงมาทำให้น้ำระยิบระยับ แสบตามาก แต่ก็สู้ค่ะ
ภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ให้แก่วงการภาพยนตร์ไทยในหลายด้าน ทั้งการนำเทคนิคพิเศษรูปแบบใหม่จากต่างประเทศมาใช้ในการ ก่อสร้างฉาก และจัดทำอุปกรณ์ประกอบฉาก ที่ช่วยประหยัดทั้งเวลาแรงงาน และค่าใช้จ่าย รวมถึงงานด้านแสง เสียง พร้อมการสร้างสรรค์และจัดทำ visual effects, special effects ตลอดจนการใช้ computer graphics ที่โดดเด่น
นอกจากนี้ยังได้นำเข้าม้าจากต่างประเทศที่ได้รับการฝึกฝนและดูแลเป็นพิเศษเพื่อแสดง
ภาพยนตร์แนว action โดยเฉพาะ โดยในภาค 1 และ 2 มีทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง ในแต่ละด้านจากหลายประเทศมาช่วยถ่ายทอดความรู้และเทคนิคให้แก่ทีมงานคนไทย ซึ่งดำเนินการต่อในภาค 3 และ 4 อันเป็นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการสร้างภาพยนตร์ไทยให้ทัดเทียมต่างประเทศ