สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
หนังกำลังฉาย
กรรไกร – ไข่ – ผ้าไหม สองบาทห้าสิบ
โปรแกรมหน้า
My House บ้านขังวิญญาณ
ไพรดิบ
เชาวเรศน์ : เพชฌฆาตคนสุดท้าย

   

จีจ้า ดื้อ สวย ดุ

  LINK : บทบาทและคาแรคเตอร์นักแสดง
   
 

 

เทรลเลอร์ใหม่

 

กำหนดฉาย                               12 สิงหาคม  พ.ศ.2552
ผู้สร้างและจัดจำหน่าย                   สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล
บริษัทดำเนินงานสร้าง                   บาแรมยู
แนว                                                 แอ็คชั่น-โรแมนติค
อำนวยการสร้าง                               สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ
กำกับภาพยนตร์                               ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล
ควบคุมการสร้าง                               ปรัชญา ปิ่นแก้ว,พันนา ฤทธิไกร,สุกัญญา วงศ์สถาปัตย์
บทภาพยนตร์                             สมภพ  เวชชพิพัฒน์                                                          
เรื่อง                                       สมภพ  เวชชพิพัฒน์,ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล
กำกับภาพ                                 ธีระวัฒน์  รุจินธรรม,ธนชาติ  บุญหล้า,เฉลิม  วงค์พิมพ์
ลำดับภาพ                                 ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล,วิชิต  วัฒนานนท์
ดนตรีประกอบและออกแบบเสียง        คณิศร พ่วงจีน
ออกแบบและกำกับการต่อสู้              วีระพล  ภูมาตย์ฝน
ควบคุมฉากต่อสู้                          พันนา ฤทธิไกร
ออกแบบเครื่องแต่งกาย                  เกียรติชัย  คีรีศรี
กำกับศิลป์                                 มาโนช  ทองสุก
ออกแบบงานสร้าง                           สุธรรม  วิลาวัลย์เดช
แต่งหน้า                                        ปริญญา  ปานตั้น
ทำผม                                                เชิดศักดิ์  ชมงาม
เพลงประกอบภาพยนตร์                 ยังไหว   (ขับร้องโดย  BUDDHA BLESS  เนื้อร้อง     BUDDHA BLESS   ดนตรี                Spyda Monkee  ทำนอง อุ๋ย เรียบเรียง Spyda Monkee  โปรดิวเซอร์ Spyda Monkee  ,อุ๋ย)
นักแสดง                                     ญาณิน  วิสมิตะนันทน์,คาซู แพททริค แทงค์,หนุ่ย  แสนแดง,สมพงษ์  เลิศวิมลเกษม,บุญประเสริฐ  ศาลางาม,รุ้งตะวัน  จินดาซิงห์


เรื่องราวของ “ดื้อสวยดุ”


 

ในทุกความรักมีการต่อสู้ และในทุกการต่อสู้ล้วนมีความรักเป็นแรงผลักดัน แต่การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เพียงมีชีวิตของเธอ และรักแท้ของเขาเป็นเดิมพัน แต่ยังมี “เมรัยยุทธ” ศาสตร์แห่งการต่อสู้ที่ทรงอานุภาพ ฉับไว แปลกตา ด้วยวิถีแห่งการจู่โจมที่พริ้วไหว ยากในการคาดเดา เป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้เธอกลายมาเป็น “จีจ้า ดื้อสวยดุ

เมื่อใดก็ตามที่ต้องเผชิญกับความท้อแท้ ผิดหวัง ความเจ็บปวดจากความสูญเสียที่ทำให้รู้สึกเศร้า เสียใจ  ว่ากันว่ามีสิ่งหนึ่งที่พร้อมถูกหล่อหลอมขึ้นจากส่วนที่อยู่ลึกที่สุดในจิตใจ แปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ให้กับมนุษย์ทุกคน ซึ่งเรียกว่า “ความรัก”  และมันกำลังจะเกิดขึ้นกับ “ดื้อ”(จีจ้า ญาณิน)หญิงสาวที่มีดีกรีความห้าวดีเดือดพอๆกับหน้าตาที่สะสวย แต่ตลอดชีวิตกลับไม่เคยสัมผัสกับ“รักแท้”  แม้แต่ครั้งเดียว

แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของดื้อต้องเปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับสนิม(คาซู แอ็คชั่นฮีโร่สัญชาติฝรั่งเศสที่มีดีกรีระดับแชมป์เปี้ยน Champion the cup of world WKA (Martial art trickz)  และ  1er  Grand Prix   international de paris of martial art trickz (ปี2002)) ชายแปลกหน้า นัยน์ตาเศร้า ที่ช่วยให้เธอรอดพ้นจากเงื้อมมือของกลุ่มคนลึกลับที่ต้องการบางอย่างในตัวเธอ

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าไปสู่โลกอีกด้านหนึ่งที่ดื้อไม่เคยสัมผัสมาก่อน โลกที่มิตรภาพและเพื่อนแท้หาได้จริง โลกที่ทุกคนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียนรู้การใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายเดียวกัน จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจสำคัญผลักดันให้ดื้อสนใจในทักษะการต่อสู้ โดยเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้มีโอกาสฝึก “เมรัยยุทธ”ที่สุดแห่งศาสตร์การต่อสู้ที่ทรงอานุภาพ ลึกลับ ฉับไว ที่มาพร้อมวิถีแห่งการจู่โจมที่เต็มไปด้วยความพริ้วไหว ล้ำลึก แปลกตา และยากที่จะคาดเดา จากสนิม ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดให้พร้อมกับมิตรภาพจากเพื่อนใหม่อย่าง ขี้หมู(หนุ่ย แสนแดง แชมป์อันดับ3 ระดับประเทศแบทเทิลออฟเดอะเยียร์5ปีซ้อน)และ ขี้หมา(เฮส สมพงษ์ เลิศวิมลเกษม แชมป์บีบอยภาคเหนือ3สมัยและที่5ของประเทศ4สมัย) กลุ่มคนที่ในอดีตเคยผ่านบาดแผลแห่งความสูญเสียและความเจ็บปวดเช่นเดียวกับดื้อ แต่กลับรวมตัวกันที่จะลุกขึ้นมาเรียนรู้ที่จะต่อสู้เพื่อความรัก

ในขณะเดียวกัน ลอนดอน (รุ้งตะวัน จินดาซิงห์ แชมป์เอเชียทางด้านเพาะกายหญิงที่มีความสามารถทางด้านยูโด) มือสังหารฝีมือฉกาจถูกส่งมาเพื่อเล่นงานดื้อ สนิมและพรรคพวก ปรากฎตัวขึ้น ทำให้การเผชิญหน้าที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิตเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง โดยที่ดื้อและพรรคพวกหารู้ไม่ว่าความสามารถทางการต่อสู้ที่มีอยู่นั้นยังห่างไกลและยากที่จะรับมือ ทางเดียวที่จะสามารถเอาชนะการต่อสู้ในครั้งนี้คือการเข้าถึงแก่นแท้ที่เป็นหัวใจสำคัญของ “เมรัยยุทธขั้นสูงสุด” นั่นหมายความว่าดื้อจะต้องรู้ซึ้งถึงคุณค่าและความหมายของ“รักแท้”ให้ได้เสียก่อนซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ดื้อเองยังไม่เคยสัมผัสมาเลยทั้งชีวิต ถึง แม้ว่า ณ ขณะนี้จะเข้าใจและเรียนรู้ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความรักแล้วก็ตาม


จากความสำเร็จตลอด 1ปีเต็มของ“ช็อคโกแลต”สู่กระแสความนิยมของ “จีจ้าฟีเวอร์”

 

7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 “ช็อคโกแลต” ภาพยนตร์แอ็คชั่นไทยระดับโลกเรื่องที่ 3 จากผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” (องค์บาก,ต้มยำกุ้ง) ถูกเปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมทั้งนำมาซึ่งความสำเร็จอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นอีกครั้งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แอ็คชั่นของไทย เมื่อภาพยนตร์เรื่องช็อคโกแลตสามารถกวาดรายได้อย่างถล่มทลายกว่า 80 ล้านบาท (เฉพาะโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ) และยังเป็นการแนะนำให้โลกได้รู้จักกับ “จีจ้า ญาณิน” แอ็คชั่นฮีโร่หญิงคนใหม่ของเมืองไทย

หลังจากบ่มเพาะความสามารถ และฝึกฝนการต่อสู้อย่างยาวนานมากว่า 4 ปี ทันทีที่แอ็คชั่นฮีโร่หญิงเจ้าของสโลแกน “เล่นจริง เจ็บจริง” เปิดตัวออกสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ไม่เพียงได้รับผลตอบ ก่อให้เกิดความชื่นชอบ และชื่นชมในตัวนักบู๊หญิงหน้าหวานจนเกิดเป็นกระแส “จีจ้าฟีเวอร์” ลุกลามไปทั่วประเทศ และไม่เพียงแต่ในเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังขยายผลต่อเนื่องไปยังประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง,สิงคโปร์,มาเลเซียเมื่อภาพยนตร์เรื่องช็อคโกแลตเปิดตัวเข้าฉายในประเทศต่างๆ พร้อมความสำเร็จในอันดับภาพยนตร์ทำเงินของแต่ละประเทศ รวมไปถึงการที่ตัวภาพยนตร์ถูกเลือกให้เข้าร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติต่างๆจากทั่วโลกในช่วง1ปีที่ผ่านมา อาทิ TORONTO FILM FESTIVAL ประจำปี2008 ในสาย MIDNIGHT MADNESS ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับที่ภาพยนตร์แอ็คชั่นระดับโลกของไทยอย่างเรื่ององค์บากเคยสร้างความฮือฮามาแล้ว เทศกาลภาพยนตร์ Mar Del Plata International Film Festival 2008 ที่ประเทศอาร์เจนติน่า ,ภาพยนตร์เรื่องช็อคโกแล็ต ยังได้รับการคัดเลือกได้รับเกียรติให้เป็นภาพยนตร์ฉายเปิดเทศกาล Asia Flim Festival ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างวันที่13 – 22 มี.ค 52 ที่ผ่านมา รวมทั้งยังได้รับเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Udine Asian Film Festival 2009 ที่ประเทศอิตาลี ในเดือนเมษายนโดยมีปรัชญา ปิ่นแก้วและพันนา ฤทธิไกรเดินทางร่วมเทศกาลโดยผู้ชม และสื่อมวลชนที่ได้รับชมต่างชื่นชอบและยกย่องในความสามารถของจีจ้า นอกจากนี้จีจ้า ญาณินยังมีโอกาสได้เดินทางไปร่วมโปรโมทภาพยนตร์เรื่องช็อคโกแลตที่เข้าฉายในเดือนพ.ค. โดยได้รับการต้อนรับจากสื่อมวลชนและผู้ชมชาวญี่ปุ่นอย่างล้นหลามเมื่อเดินทางไปร่วมโปรโมทภาพยนตร์เรื่องช็อคโกแลต ซึ่งเข้าฉายอย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่นในเดือนพ.ค.2009ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกือบ30สำนักพิมพ์ โชว์แอ็คชั่นในรายการของสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างฟูจิทีวีล่าสุด และในงานจัดฉายภาพยนตร์รอบสื่อมวลชน

 

 

ณ วินาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ชื่อของแอ็คชั่นหญิงหน้าหวาน “จีจ้า ญาณิน” ไม่เพียงเป็นที่รู้จัก แต่ยังได้รับการชื่นชมยกย่องให้กลายเป็นขวัญใจของเหล่าแฟนๆภาพยนตร์จากหลายๆพื้นที่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นการที่นิตยสารทีวีพูลมอบรางวัล TOP AWARD ซึ่งตัดสินมาจากการรวบรวมผลโหวตจากมหาชนในสาขานักแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมให้กับจีจ้า รวมทั้งตัวภาพยนตร์เรื่องช็อคโกแลตได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงถึง 3รางวัล รวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ผู้กำกับยอดเยี่ยมและดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อจีจ้า ญาณินได้รับเกียรติให้เป็นนักแสดงชาวไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ASIAN FILM AWARDS ครั้งที่3ในสาขา นักแสดงดาวรุ่งยอดเยี่ยม(BEST NEWCOMER) (ซึ่งปีที่แล้วหนุ่มฮอตมาริโอ้ เมาเร่อถูกเสนอชื่อเข้าชิงในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องรักแห่งสยาม) ซึ่งถูกจัดขึ้นโดย Hong Kong International Film Festival Society ในเทศกาล The 33rd Hong Kong International Film Festival ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22 มี.ค.-13 เม.ย. นี้ ที่ประเทศฮ่องกง

 

สู่ย่างก้าวที่ 2 ของ “จีจ้า ญาณิน” กับโจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่า


หลังจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศของ “ช็อคโกแลต”  ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนต่างให้ความสนใจและจับตามองถึงความเคลื่อนไหว และเฝ้ารอคอยการมาถึงของย่างก้าวที่2 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกภาพยนตร์ของแอ็คชั่นฮีโร่หญิงอย่าง“จีจ้า ญาณิน”  ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบของแอ็คชั่นดีไซน์ใหม่ พล็อตเรื่องราวของภาพยนตร์ รายละเอียดงานสร้าง ตลอดจนบทบาท คาแรคเตอร์ รูปลักษณ์ และพัฒนาการทางด้านการแสดงที่เปลี่ยนไป สู่วิถีแห่งปรากฎการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในโลกของภาพยนตร์  ภายใต้การผสมผสานความมันส์แบบเต็มพิกัดของแอ็คชั่นรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฎมาก่อนหลอมรวม เข้ากับเรื่องราวความโรแมนติคสุดเข้มข้น แต่ยังคงตอกย้ำความเป็นแอ็คชั่นไอคอนหญิง เล่นจริง เจ็บจริง ที่คอหนังแอ็คชั่นทั้งโลกต้องจับตา โดยกลั่นจากคอนเซ็ปท์ ไอเดีย และมุมมองของผู้กำกับ ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล ที่ต้องการนำเสนออีกทิศทางของภาพยนตร์แอ็คชั่นไทยระดับโลกโดยหยิบเอาแง่มุมเรื่องราวของความรักมาเป็นหัวใจสำคัญภายใต้ไอเดียที่ว่า “ในทุกความรักล้วนต้องมีการต่อสู้ และในทุกการต่อสู้ต่างมีความรักเป็นแรงผลักดัน”

ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหนังแอ็คชั่นของไทยเอง หรือต่างประเทศ หนังของเฉินหลง หรือบรูซ ลี เราแทบไม่เคยเห็นหนังแอ็คชั่นแบบMARTIAL ART ที่เน้นเรื่องศิลปะการต่อสู้เรื่องไหนที่หยิบเอาประเด็นเรื่องความรักมาเป็นแกนเรื่องในการนำเสนอ พูดได้ว่าไม่มีหนังแอ็คชั่นศิลปะการต่อสู้เรื่องไหนเลยที่พูดเรื่องความรัก โดยเฉพาะประเด็นความรักระหว่างหนุ่มสาว ก็ปรึกษาพี่ปรัช พี่พันนาว่าความตั้งใจของผมคือต้องการสร้างแนวทางของหนังแอ็คชั่นในรูปแบบใหม่ขึ้นมา สิ่งที่เราต้องการนำเสนอในจีจ้าดื้อสวยดุคืออยากเห็นเรื่องราวความรักที่เข้มข้นผสมผสานในรูปแบบของหนังแอ็คชั่นในแบบ MARTIAL ART หรือโชว์ศิลปะการต่อสู้จริงๆ และเมื่อนึกถึงว่านี่คือหนังแอ็คชั่นที่มีจีจ้าเป็นนักแสดงนำด้วยแล้ว ไม่มีข้อกังขาอื่นใดเลย เพราะพูดได้ว่าจีจ้ามีคุณสมบัติเพียบพร้อมเพียงพอที่จะเล่นหนังรักได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก รูปร่าง หน้าตา หรือแม้แต่วัยของจ้าเองที่จะพูดเรื่องความรัก โดยมีเป้าหมายคือเพื่อที่จะคงเสน่ห์ในความเป็นหนังศิลปะการต่อสู้ MARTIAL  ARTที่กระชับ ฉับไว กระฉับกระเฉง เล่นจริง เจ็บจริงในแบบจีจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกเสน่ห์ในความเป็นหนังแบบดราม่าโรแมนติคที่มีจังหวะของอารมณ์และการเล่าเรื่องที่พูดได้ว่าแตกต่างจากหนัง MARTIAL ARTโดยสิ้นเชิง และไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการหาเหตุผลและสร้างแรงจูงใจให้ตัวละครลุกขึ้นมาต่อสู้ ในภาพยนตร์แอ็คชั่นที่บอกเล่าเรื่องราวในโลกสมัยใหม่ที่มีตัวละครเอกเป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่น ในขณะเดียวกันก็ต้องกำหนดทิศทางและสร้างเรื่องราวให้คนดูได้สัมผัส และเห็นถึงพัฒนาการความรู้สึกของตัวละครที่ต้องเติบโตไปโดยมีความรักเป็นแรงผลักดันและต้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับพาร์ทการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในฐานะภาพยนตร์แอ็คชั่นด้วย โดยใช้เวลาเขียนบทอยู่ประมาณปีกว่าๆ ความยากอยู่ที่ว่าเราจะจับเสน่ห์ของทั้ง2ส่วนมาประกอบกันอย่างไรให้กลมกลืน ให้เสน่ห์ความเป็นหนังศิลปะการต่อสู้ที่มันกระฉับกระเฉงยังคงอยู่ เราไม่ได้ไปเปลี่ยนให้มันช้าลง เพื่อจะผสมกับดราม่าโรแมนติคได้ แต่เราต้องเปลี่ยนดราม่าโรแมนติคให้กระชับฉับไว เข้าได้กับหนังแอ็คชั่น”


 

จึงเป็นที่มาของการปรับลุคแปลงโฉมใหม่หมดตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้าของแอ็คชั่นไอคอนหญิงอย่าง “จีจ้า ญาณิน” ทั้งในส่วนของเสื้อผ้า หน้าตา ทรงผม ตลอดจนบุคลิกคาแรคเตอร์ที่โตขึ้น มีความเป็นสาวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของพัฒนาการทางด้านการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครซึ่งถูกนำเสนอผ่านแง่มุมความรักของตัวละคร “ดื้อ” เด็กสาวที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ขี้โมโห เอาแต่ใจตัวเอง โหยหามิตรภาพ ตลอดชีวิตไม่เคยสัมผัสและรู้ซึ้งความหมายของคำว่า “รัก”ที่แท้จริง ตามความตั้งใจของผกก.ราเชนทร์ ตัวละครที่ต้องค้นหาตัวเองไปพร้อมๆกับเรียนรู้ที่จะต่อสู้เพื่อความรัก จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้โดยมีความรักเป็นแรงผลักดัน โดยหยิบจับเอาไลฟ์สไตล์ และวิถีของความเป็นวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการแต่งตัว แฟชั่น ดนตรี มาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสีสันและนำเสนอในภาพยนตร์

“เมื่อเทียบกับช็อคโกแลตแล้ว คาแรคเตอร์ของ ดื้อ ใน “จีจ้าดื้อสวยดุ” จะใกล้เคียงอายุจริงของตัวเองมากๆ ดื้อจะเป็นสาวซ่า สาวพังค์ สาวร็อค ที่มีความเป็นตัวเองสูง เป็นวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง โหยหาเพื่อน อยากได้มิตรภาพ ต้องการความรัก ความเข้าใจจากคนรอบข้าง แต่ดื้อไม่เคยสมหวังในความรัก ไม่เคยรู้จักรักแท้ จนกระทั่งเขาได้เจอสนิม ผู้ชายคนหนึ่งที่สอนให้ดื้อได้รู้จักโลก รู้จักมิตรภาพ เพื่อนแท้ เป็นคนสอนให้รู้จักการต่อสู้ และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ดื้อเข้าใจความหมายของคำว่า “รักแท้” และลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความรัก เป็นตัวละครที่มีเรื่องราวของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะ แต่ในขณะเดียวกันในพาร์ทของแอ็คชั่นก็ไม่ได้ลดลง เป็นแอ็คชั่นที่มีเรื่องราวของความรักโรแมนติคเข้ามามีส่วนสำคัญกับตัวละคร ไม่เพียงแค่ตัวดื้อที่จ้าเล่นเท่านั้น แต่พูดได้ว่าทุกตัวละครในภาพยนตร์จะมีแง่มุมหรือปมที่เกี่ยวกับความรักร้อยเรียงแต่ละตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องกันนำไปสู่พาร์ทที่เป็นแอ็คชั่นการต่อสู้ ครั้งนี้จ้าไม่ได้บู๊หรือลุยคนเดียวแล้ว เพราะจ้ามีพระเอกของจ้าซึ่งก็คือคาซูที่รับบทเป็นสนิม เป็นตัวละครที่มีส่วนสำคัญให้ดื้อเข้าใจความรักและเรียนรู้เรื่องการต่อสู้ รวมทั้งยังมีกลุ่มเพื่อนที่ร่วมเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆร่วมกัน”

และนี่เป็นที่มาของการเข้าคอร์สเวิร์คช็อพทางด้านแอ็คติ้งการแสดงเพิ่มเติมเป็นเวลาถึง4เดือนก่อนที่จะเปิดกล้องถ่ายทำ “จีจ้าดื้อสวยดุ” ของแอ็คชั่นไอคอนหญิงอย่างจีจ้า พร้อมกับแชมป์ MARTIAL ART TRICKZสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง KAZU (คาซู แพททริค แทงค์) พระเอกคนแรกในชีวิตของจีจ้าที่ยอมทิ้งสัญญา 3 ปีที่จะได้ร่วมเป็น 1 ใน CIRQUE DU SOLEIL  โชว์ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคัดเฉพาะคนที่เก่งที่สุดของแต่ละประเทศมาร่วมงาน เพื่อเลือกที่จะเดินทางมาร่วมงานกับปรัชญา ปิ่นแก้วและทีมงานที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์แอ็คชั่นระดับโลกของไทยอย่างองค์บาก ตามคำชวนของปรัชญา ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 2005 หลังจากที่ใช้เวลากว่า4ปีในการเรียนรู้ ฝึกฝน ความสามารถและศิลปะการต่อสู้ และศาสตร์ในการแสดงภาพยนตร์แอ็คชั่นร่วมกับทีมมวยไทยสตันท์ของไทยที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์แอ็คชั่นระดับโลกอย่าง องค์บาก,ต้มยำกุ้ง,ช็อคโกแลต,เกิดมาลุย ฯลฯ ในที่สุดความสามารถทางด้านศิลปะการต่อสู้ที่เยี่ยมยอดอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น MARTIAL ART  TRICKZ ที่ผสมผสานระหว่างยิมนาสติก,เทควันโด้,คาโปเอล่า,FREE RUNNING,บีบอย ฯลฯ ของพระเอกแอ็คชั่นสัญชาติฝรั่งเศสอย่างคาซูก็เข้าตาผู้กำกับ ราเชนทร์ ถูกเลือกให้มารับบท สนิม ชายหนุ่มนัยน์ตาเศร้าที่ทำให้ดื้อเข้าใจความหมายของ “รักแท้” และเป็นผู้ที่ถ่ายทอด “เมรัยยุทธ”ศาสตร์แห่งการต่อสู้ที่ทรงอานุภาพ และยากในการคาดเดาให้กับ “ดื้อ”


 

“โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่เท่ห์มาก เขามีความมั่นใจในตัวเองสูง เป็นตัวละครที่มีบางอย่างอยู่ในจิตใจที่เกี่ยวกับความรัก โดยเฉพาะเหตุผลที่ทำให้เขาต้องต่อสู้ มีเป้าหมาย และแรงผลักดันสำคัญ ความน่าสนใจของตัวละครตัวนี้ไม่ได้นำเสนอแต่พาร์ทของความเป็นแอ็คชั่น-แอ็คชั่น อย่างเดียว แต่ยังมีแง่มุมความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ของตัวละครในพาร์ทของความเป็นโรแมนติค-ดราม่าด้วย นั่นคือเป็นตัวละครที่ต่อสู้ด้วยใจ และต่อสู้เพื่อความรัก

เป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นท่วงท่าการต่อสู้ที่เป็นการผสมผสานระหว่าง “B-BOY” “MARTIAL ART” “เมรัยยุทธ” และ “TRICKZ”

ภายใต้การผนึกกำลังครั้งสำคัญจากการออกแบบคิดค้นและกำกับฉากแอ็คชั่นการต่อสู้โดย วีระพล ภูมาตย์ฝน และควบคุมทุกฉากการต่อสู้โดย พันนา ฤทธิไกร ปรมาจารย์แอ็คชั่นมือ1 ผู้ปั้นโทนี่ จา ผ่านมุมมองของราเชนทร์ ลิ้มตระกูล สู่การถือกำเนิดใหม่แห่งสายพันธุ์การต่อสู้ที่ไร้ขีดจำกัด ทำให้แอ็คชั่นดีไซน์ของฉากแอ็คชั่นการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นใน “จีจ้าดื้อสวยดุ” ไม่เพียงหลากหลาย แต่เต็มไปด้วยแปลกใหม่ ที่แหวก และแตกต่างจากขนบและรูปแบบของคิวบู๊แอ็คชั่นที่เคยปรากฎขึ้นในภาพยนตร์แอ็คชั่นทุกเรื่องก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง อย่างในช็อคโกแลต เราอาจจะเห็นการต่อสู้ระหว่างจีจ้ากับผู้ร้ายในลักษณะ1ต่อ1 หรือกับคู่ต่อสู้ที่มีมากกว่า1คน แต่ใน “จีจ้าดื้อสวยดุ” เป็นครั้งแรกที่รูปแบบของแอ็คชั่นดีไซน์ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการต่อสู้ในลักษณะคู่(DUO) โดยเป็นการผสมผสานคิวแอ็คชั่นการต่อสู้ที่สอดผสานกันอย่างลงตัวระหว่าง จีจ้า และคาซู ที่นำเอาท่วงท่าของการเต้นบีบอย,ลีลาของการเต้นรำคู่แบบซัลซ่าเข้ากับท่วงท่าในรูปแบบของไอซ์สเก็ตมาผสมผสานกับการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วฉับไวในแบบฉบับของ FREE RUNNING  รวมตัวเข้ากับศิลปะการต่อสู้ในขั้นที่เหนือกว่าอย่าง MARTIAL ART TRICKZและยิมนาสติกเพื่อต่อสู้กับผู้ร้าย ภายใต้คอนเซ็ปท์ “เต้นไป-สู้ไป” ไปจนถึงการต่อสู้แบบยกทีมของเหล่านักสู้บีบอยกับกลุ่มผู้ร้ายทั้งในแบบ 2 ต่อ2 และ 3ต่อ3 รวมไปถึงการปะทะกันระหว่างศิลปะการต่อสู้ที่แตกต่างกันในฉากเดียวกัน อาทิ MARTIAL ART TRICKZ กับ ยูโด,ศิลปะการต่อสู้แบบบีบอยปะทะหมัดเมา,ไปจนถึงการต่อสู้กันระหว่างหมัดเมาแบบจีนและเมรัยยุทธซึ่งเป็นมวยเมาแบบไทยที่จีจ้าต้องนำเอาศิลปะการออกอาวุธเข่าศอกแบบไทยนำมาผสมผสานในการออกลีลาที่เต็มไปด้วยความหนักหน่วงรุนแรงมากกว่า โดยอาศัยข้อได้เปรียบทางสรีระร่างกายในความเป็นผู้หญิงของจีจ้าที่มีความยืดหยุ่นสามารถอ่อนตัวพลิกหมุนพริ้วไหวไปตามความยืดหยุ่นของท่วงท่าแอ็คชั่นต่างๆ และที่สำคัญยังไม่เคยถูกถ่ายทอดโดยแอ็คชั่นไอคอนหญิงคนไหนมาก่อน นำไปสู่รูปแบบใหม่ของศิลปะการต่อสู้ในทิศทางใหม่ๆที่ถูกพัฒนาคิดค้นขึ้นมาใน “จีจ้าดื้อสวยดุ”โดยเฉพาะ ตามความตั้งใจของผกก.ที่สร้างชื่อจากภาพยนตร์แอ็คชั่นโรแมนติคที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดจาก “โลกทั้งใบให้นายคนเดียว” อย่างราเชนทร์ ลิ้มตระกูล

 


 

ในโปรเจ็คต์ภาพยนตร์เรื่องที่2ของจีจ้า ความตั้งใจของเราคือ การสร้างMARTIAL ARTที่เกิดจากการผสมผสานกันจากศิลปะอันหลากหลายที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันให้มารวมอยู่ด้วยกันได้ทั้งพี่พันนา(ผู้ควบคุมฉากแอ็คชั่น) ทั้งท็อป(วีระพล ภูมาตย์ฝนผู้ออกแบบและกำกับฉากแอ็คชั่น)ทั้งพี่ปรัช(ปรัชญา ปิ่นแก้วผู้ควบคุมงานสร้าง) มานั่งประชุมคุยกัน ตั้งโจทย์เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำคือ MARTIAL ART ในรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อนจากหนังเรื่องไหน เรื่องนี้เรามีการพัฒนาการเล่นแอ็คชั่นแบบยากขึ้นไปในอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่มีแค่คิวแอ็คชั่นที่จีจ้าเล่นคนเดียว แต่จีจ้ายังต้องเล่น MARTIAL  ART คู่กันกับพระเอกคือคาซู เรียกว่าต้องมีการสอดผสานลีลากันเพื่อที่จะต้องต่อสู้กับฝั่งตรงข้าม โดยการนำเอาเรื่องของการเต้นรำเข้ามาพัฒนา ศิลปะการต่อสู้ซึ่งหลายคนที่ได้ดูจะรู้สึกว่ามันสวยงาม แล้วมันพริ้วไหว ในขณะที่พอถึงจังหวะของการกระทำแอ็คชั่น ปึ้ง ไปที่ก้านคอของคนที่ถูกเตะ ก็จะรู้สึกได้ถึงความหนักหน่วงแบบเล่นจริงเจ็บจริงอยู่ ซึ่งสิ่งที่ท็อปสร้างสรรค์ขึ้นมามหัศจรรย์มาก ที่ผมพูดได้เลยว่ามันเป็นครั้งแรกที่มีการนำเอาศิลปะการต่อสู้และการเต้นรำมาผสมผสานกันเป็นแอ็คชั่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ลองนึกภาพว่าทุกท่วงท่าจังหวะการเคลื่อนไหวในการออกสเต็ปการเต้นบีบอย ,เบรกแดนซ์ ฯลฯ ถูกนำมาผสมผสานกันกลายเป็นท่าแอ็คชั่นที่เต็มไปด้วยความหนักหน่วงรุนแรง หรือการนำเอาMARTIAL ART TRICKZการแสดงลีลาการต่อสู้ที่เป็นลูกเล่นในขั้นพิเศษที่เหนือกว่าปกติ ผสมผสานกับพื้นฐานของการตีลังกา ,ยิมนาสติก รวมไปถึงอานุภาพอันหนักหน่วงของเข่าศอกที่เป็นพื้นฐานของมวยไทยซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกพัฒนาหล่อหลอมขึ้นมาเป็นรูปแบบของศิลปะการต่อสู้ที่ผสมผสานถ่ายทอดผ่านตัวจีจ้า คาซู นักบู๊MARTIAL ART TRICKZ สัญชาติฝรั่งเศส ,หนุ่ย แสนแดง แชมป์อันดับ3 การแข่งขันการเต้นบีบอยระดับประเทศแบทเทิลออฟเดอะเยียร์5ปีซ้อน และ เฮส สมพงษ์ เลิศวิมลเกษม แชมป์บีบอยภาคเหนือ3สมัยและที่5ของประเทศ4สมัย , โอมาน บุญประเสริฐ ศาลางาม คร่ำหวอดในการเต้นบีบอยนับ10ปี อาจารย์สอนเต้นและกรรมการการแข่งขันระดับประเทศ 3 หนุ่มบีบอย ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ,รุ้งตะวัน จินดาซิงห์แชมป์เพาะกายหญิงเอเชียที่มีความสามารถทางด้านยูโด แล้วแต่ละรูปแบบของศิลปะการต่อสู้ที่เกิดจากการผสมผสานต้องมาต่อสู้กัน จะเป็นอะไรที่แปลกใหม่ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราจะได้เห็นฉากแอ็คชั่นที่หลากหลาย และเป็นฉากแอ็คชั่นที่เรียกว่าเป็นแบบ MIX  เป็นแบบลูกผสมที่งัดเอาความสามารถที่แต่ละคนถนัดงัดออกมาใช้อย่างเต็มที่”

สู่การปฏิวัติโฉมหน้าของการผสมผสานรูปแบบของศิลปะการต่อสู้ในแนวทางใหม่ให้ปรากฎขึ้นในโลกภาพยนตร์ โดยงานนี้ทั้งพระเอกอย่างคาซูและนางเอกนักบู๊อย่างจีจ้า จึงถูกส่งตัวไปฝึกซ้อมและเรียนรู้การเต้นบีบอยล่วงหน้าก่อนการถ่ายทำเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับแอ็คชั่นรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องที่ 2นี้

“พอรู้แล้วว่าตัวหนังของเราอยู่ภายใต้คอนเซ็ปท์ของการเต้นและต่อสู้ด้วย พี่เชนทร์ก็เลยส่งให้จ้าและคาซูไปปูพื้นฐานด้วยการเรียนเต้นบีบอยก่อนประมาณเดือนสองเดือน เพื่อให้รู้พื้นฐานของท่าให้ถูกต้องของบีบอยว่าเขาเป็นอย่างไร เขาเต้นอย่างไร ท่าทางการขยับบอดี้เป็นอย่างไร ครูที่มาสอนมีชื่อว่าครูชิน  แล้วครูชินเขาก็แยกให้ดูว่าอันนี้คืออะไร อันไหนคือครัมปิ้ง  อันไหนคือป๊อปปิ๊น อันไหนคือบีบอย อันไหนคือเบรกแดนซ์ เอาวิดีโอมาเปิดให้ดูเลยว่าอะไรคืออะไร แล้วที่เหลือก็เป็นการซ้อมอย่างหนัก พอมาถึงเรื่องของแอ็คชั่น ก็คือจะมีการจับทาง เหมือนกันว่า พอเริ่มเต้นท่านี้ได้ เต้นเบสิกนี้ได้ ลองเอาท่าหมุนอันนี้มาผสมกับท่านี้ดูดีไหม ท่านั้นมาผสมกับท่านี้ไหม ลองคิดดีไซน์เลย อย่างเช่น สมมติถ้าเราเตะปุ๊บ เราลงไปแล้วหมุนท่าซิกส์สเต็ปหรือหมุนทรีสเต็ปหรือไม่ว่าจะเป็นจังหวะใดๆของบีบอยก็ตาม ลองเอามามิกซ์ๆกันดูเหมือนกับว่าถ้าเราผสมผสานกันดีๆ ทุกจังหวะของการเต้นมาผสมผสานกับการต่อสู้มันจะกลายมาเป็นท่าของการต่อสู้ได้หลายๆท่าเลยค่ะ อย่างบางท่าเราก็จะมีลักษณะของคล้ายๆการเต้นลีลาศ หรือเหมือนเป็นการเล่นไอซ์สเก็ตน้ำแข็งที่จ้าต้องเล่นคู่กับคาซู ให้กลายมาเป็นท่าต่อสู้ที่เน้นความรุนแรงและความสวยงาม แต่มีประสิทธิภาพ ที่ใช้ได้จริง ต้องเป็นท่าต่อสู้ได้จริง เราคิดกันเยะอถึงขั้นที่ว่า แม้แต่กระทั่งพี่ท็อปที่เป็นผกก.คิวบู๊ ดูวีซีดีกายกรรม และก็จับท่า ดึงท่าออกมาว่าท่านี้เราน่าจะเล่นได้นะ โดยพี่ท็อปผกก.คิวบู๊ต้องทำออกมา ต้องดีไซน์ออกมาให้ได้ประสิทธิภาพที่สุด และดีที่สุด เพื่อที่นักแสดงจะต้องซ้อมและทำออกมาให้ได้ดีที่สุด ซึ่งในเรื่องนี้พูดได้ว่าตัวพี่ท็อปเองทำงานหนักมาก”

แม้แต่พันนา ฤทธิไกร ผู้ควบคุมฉากแอ็คชั่น และผู้ควบคุมงานสร้างปรมาจารย์แอ็คชั่นมือ1 ของเมืองไทยยังอดการันตีไม่ได้ว่า นี่คือความแปลกใหม่ ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่ท่วงท่าตามจังหวะการเต้นบีบอย ถูกพัฒนามาเป็นท่าการต่อสู้ในแบบฉบับของ MARTIAL ART จริงๆ

 


“ไม่เคยมีหนังแอ็คชั่นเรื่องใดในโลกที่นำเสนอ B-BOY ในรูปแบบMARTIAL ART มาก่อน สิ่งที่คอหนังแอ็คชั่นจะได้สัมผัสในดื้อสวยดุ ทุกฉากทุกซีนแอ็คชั่นคือความใหม่ เหมือนกับครั้งแรกที่เราเคยได้ดูโทนี่ จาแสดงในองค์บาก ลองหลับตานึกภาพทุกจังหวะของท่วงท่าในการออกสเต็ปจากการเต้นบีบอยถูกพัฒนากลายมาเป็นท่วงท่าของการต่อสู้ในแบบจริงจัง หนักแน่น ดุดัน ในแบบMARTIAL ART รวมทั้งการพัฒนารูปแบบของเมรัยยุทธหรือมวยเมาแบบไทยในแบบฉบับที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกถ่ายทอดออกมาโดยนักแสดงแอ็คชั่นหญิงอย่างจีจ้าที่มีความหนักแน่นในการออกอาวุธที่คมมาก เล่นแอ็คชั่นได้อย่างชัดเจนมากๆ ขณะเดียวกันเวลาเคลื่อนไหวก็จะพริ้ว สวยงาม เพราะสรีระร่างกายของผู้หญิงจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า แต่เวลาเล่นแอ็คชั่นจะดุ หนักหน่วงมากๆ”


 

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.