สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
ATM เออรัก ..เออเร่อ
รัก
รักสุดท้ายป้ายหน้า
ปัญญา - เรณู 2
 
รักเลี้ยวเฟี้ยว (อ่ะ) ไม่ได้ส่งข้อมูล
โปรแกรมหน้า

วาเลนไทน์ สวีทตี้

เดอะเมโลดี้ รักทำนองนี้
It gets better ไม่ได้ขอให้มารัก
แก๊งค์ตบผี
ตำนานแม่รัก 3 D
รงษ์ วงศ์สวรรค์
เธอ
   
บทสัมภาษณ์  ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล ผู้กำกับหลวงพี่กับผีขนุน
   
 

Director’s Note


ฤดูร้อน หลังสงกรานต์, ผมได้ข่าวว่า“จุ๊บ” เพื่อนสนิทที่เป็นผู้กำกับหนังจะบวชที่วัดเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาแห่งหนึ่งในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่, ผมกับ“โป๋ย” เพื่อนที่เป็นผู้กำกับหนังอีกคนตัดสินใจเดินทางไปร่วมงาน แต่ด้วยความเละเทะของเรางานเลี้ยงเมื่อคืนทำให้เราตื่นกันสายโด่ง เลยต้องตาลีตาเหลือกรีบเดินทางออกจากตัวเมือง ก่อนจะพบว่าเราหลงทางอยู่ในสวนส้มตรงไหนซักแห่งระหว่างทางแม่ริม-แม่แตง และทำให้กว่าที่เราจะถึงวัดพิธีกรรมทุกอย่างก็สิ้นสุดไปแล้ว

ผมยังจำภาพวันนั้นได้ดี เมื่อก้าวเข้าไปในวัด สิ่งที่สัมผัสได้อย่างแรกนอกจากความความเงียบสงบแล้ว สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือเพื่อนของเรา กลายเป็นพระไปแล้ว เหลือบไปข้างๆ พระก็เห็นหมาวัดกับเด็กตัวคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ บนพื้นบันไดหน้าโบสถ์ รอบตัวมีเณรตัวเล็กที่บวชพร้อมกัน กับเพื่อนเณรตัวเล็กตัวน้อยอีกโขยงหนึ่งวิ่งไล่เตะกันอยู่รอบๆ วัด ณ จังหวะนั้นว่า ผมรู้สึกเลยว่า นั่นคือ Inspiration ของผม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไปงานบวชของเพื่อน ความรู้สึกที่เคยสนิท เคยคุยมุขตลกโปกฮา เขกหัว หรือไล่เตะกัน อยู่ๆ ก็รู้สึกว่า มันทำไม่ได้แล้ว คำพูดหลายคำที่เคยเรียก เคยพูดกันง่ายๆ ต้องเปลี่ยนไปหมด สรรพนามแทนตัวก็เปลี่ยนไป ทั้งเราและเพื่อนพระคงรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะผมซึ่งไม่เคยคิดมาก่อน และไม่ได้เตรียมตัวมารับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันนี้

ณ เวลานั้น เราทั้งคู่ เหมือนอยู่คนละโลกแม้จะกระท่อนกระแท่นหน่อย แต่เราก็ยังนั่งคุยกันได้ เมื่อถามถึงพระองค์อื่นๆ เพื่อนพระบอกว่าตอนนี้วัดมีพระองค์เดียว คือเจ้าอาวาส ซึ่งตอนนี้ก็ไม่อยู่แล้ว น่าจะติดรถพระลำดับเมื่อเช้าไปธุระ คืนนี้คงจำวัดอยู่วัดอื่น ผมแปลกใจมาก ไม่รู้จะขำหรือจะยังไงดี นึกภาพไม่ออกเลยว่า พรุ่งนี้พระใหม่กับเณรใหม่จะเดินไปบิณฑบาตกันยังไง แล้วอยู่ๆ หัวโจกตัวกระเปี๊ยกของพวกเด็กวัดก็เงยหน้าจากวงเป่าหนังยางแถวนั้น บอกเราว่า ไม่ต้องกังวล เขาผ่านพระใหม่มาเยอะ  ก่อนจะอธิบายให้เราฟังถึงภารกิจของพระใหม่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทำเอาผมกับพระใหม่ค่อยๆ หันมามองหน้ากันเหวอๆ โดยไม่ได้นัดหมาย

ผมเลยเปรยขึ้นมาลอยๆ ว่า “เออ เรื่องนี้น่าเอาไปทำเป็นหนังว่ะ” เพื่อนพระชะงักไปนิดก่อนจะยิ้มละไม แล้วผสมโรงด้วย สุดท้ายคือ ผมกับเพื่อนพระเริ่มต้นนั่งคุยพล็อคหนังใหม่กัน ณ บันไดหน้าโบสถ์แห่งนั้น……..

ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล
มกราคม 2552

 

 

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์หลวงพี่กับผีขนุน
คือที่มาอาจจะดูธรรมะธัมโมไปหน่อย คือเราได้มีโอกาสไปงานบวชเพื่อนที่ตำบลเล็กๆ ในเชียงใหม่ ปรากฏว่าเพื่อนของเราต้องกลายเป็นพระเพียงองค์เดียวอยู่กับเจ้าอาวาส ที่เหลือก็เป็นเด็กวัดไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว เพื่อนเราก็เลยกลายเป็นพระที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องหลักธรรมมะ แต่ต้องเป็นที่พึ่งของชาวบ้านแบบเต็มๆ ก็เลยปิ๊งเลย คือคนเมืองกรุงที่อยู่ๆ ต้องกลายเป็นพระ เราคิดว่าตรงจุดนี้เอามาต่อยอดเป็นพล็อตที่สนุกสนานได้

หลังจากผลงานเรื่องที่แล้วอย่าง “ศพ” เป็นแนวสยองขวัญ มาเรื่องนี้ทำไมถึงเปลี่ยนมาทำแนวนี้ล่ะ
คือจริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะยึดติดว่าจะต้องทำหนังแนวไหนนะ แต่จริงๆ ก็คุยกับทีมว่าตอนที่ทำเรื่องศพเนี่ยบรรยากาศจะดูเครียดมาก ก็เลยตั้งใจว่าเรื่องต่อไปขอเปลี่ยนบบรรยากาศบ้าง ก็ลองเปลี่ยนมาทำหนังในแนวสนุกสนานดู

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของไอเดีย แล้วเอามาต่อยอดเป็น “หลวงพี่กับผีขนุน” ได้อย่างไร
คือพอได้พล็อตมาแล้ว เราก็อยากทำให้หนังเป็นอารมณ์สนุกๆ ก็เลยนึกถึงว่าถ้าเป็นพระจะต้องเจอกับอะไรแล้วดูมีสีสัน มีกิมมิคอะไรที่จะทำให้คนดูได้หัวเราะได้ ก็เลยนึกถึงเรื่องผีเลย เรื่องผีสำหรับคนไทยก็เป็นเรื่องคุ้นเคยกันอยู่แล้ว พอได้บทมาก็ศึกษาถึงตัวผีว่าตายยังไง เกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งผีในเรื่องนี้ตอนที่ยังมีชีวิต เป็นคนที่ชาวบ้านชาวช่องเกลียดไปทั่ว ทั้งขี้งก ปากจัด ขาวีน พระก็ยังไม่เว้น ต้องมาตายเพราะถูกขนุนทับตาย ก็เลยคิดว่าให้เป็นชื่อผีขนุนซะเลย ก็เห็นเขามีผีกันเยอะแยะแทบทุกอย่าง แล้วทำไมจะมีผีขนุนไม่ได้ล่ะ

พูดถึงเรื่องราวของ “หลวงพี่กับผีขนุน” 
คือหนังเรื่องนี้ก็จะมีพาร์ทของความหรรษาของเรื่องราวการประชันกันระหว่าง “หลวงพี่กับผีขนุน” แล้วก็มีแง่คิดดีๆ สอดแทรกอยู่ในตัวหนังด้วย คือเป็นเรื่องของเสือ (รับบทโดย ทศพล ศิริรุวัฒน์) เซลล์แมนจอมต้มตุ๋น ที่หลอกลวงชาวบ้านมามากมาย จนถูกจ่าคงเดช (รับบทโดย หม่ำ จ๊กมก) สายสืบมือฉมังตามล่าตัวจนชีวิตมาถึงทางตัน ก็เลยเลือกที่จะไปบวชแบบกะทันหันตามความต้องการของแม่ ทีนี้จากเสือจอมลวงโลกก็เลยต้องกลายเป็นพระเสือแบบไม่ทันตั้งตัว ที่นี้หมู่บ้านที่มาบวช ดันมีเรื่องวุ่นวายเมื่อยายปริกตัวแสบประจำหมู่บ้าน ดันโดนขนุนยักษ์หล่นทับตาย เลยกลายเป็นผีขนุนออกอาละวาดจนชาวบ้านเดือดร้อน พระเสือก็เลยต้องเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในการปราบผีขนุน ก็เลยเป็นที่มาของความสนุกสานเฮฮาในเรื่องนี้

 

พูดถึงตัวละครพระเสือ ซึ่งถือเป็นตัวละครเอกของเรื่อง ทำไมถึงเลือก “ทศ 108 มงกุฏ” มารับบทนี้      
สำหรับบทเสือหรือพระเสือ ถือเป็นตัวละครสำคัญของหนังเรื่องนี้ ซึ่งทศเนี่ยตรงกับที่อยากได้ไว้เลย คือตั้งแต่เริ่มเขียนบทเราคุยกับพี่ปรัช (ปรัชญา ปิ่นแก้ว) ซึ่งเป็นโปรดิวเชอร์ ใครที่จะมารับบทนี้ได้  ซึ่งต้องเป็นตัวแทนของคนที่ทำงานอยู่ในเมือง หลังจากได้คุยกับทศแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่า ทศ  เหมาะกับบทนี้มาก คือยังไม่เคยบวชมาก่อน ก็เหมาะกับบทพระใหม่พอดี background ของทศเองก็มาจากทีม 108 มงกุฎ ดูใกล้ๆ กับ 18 มงกุฏนะ (หัวเราะ) คือคาแร็กเตอร์ของทศ คือดูเป็นคนกะล่อน พอที่จะหลอกลวงชาวบ้านอะไรอย่างนี้ได้ ทศก็เหมาะที่สุดแล้ว  ทำให้เราไม่สนใจมาริโอ้เลย (หัวเราะ)    

 

ตอนที่ติดต่อคุณทศมารับบทนี้ เขาไม่ประหลาดใจที่เลือกเขามาเป็นพระเอกหรอ
ตอนแรกเขาก็ยังไม่เชื่อนะ พอช่วงเตรียมงานไปสักพักเขาก็ถามว่าเอาจริงหรอพี่ (หัวเราะ) คือพระเอกเราไม่จำเป็นต้องหล่อหรือว่าดังอะไรมากมาย คือแค่มีคาแรกเตอร์ที่ตรงกับตัวละครตัวนี้ ซึ่งทศก็ใช่เลย เขาก็สวมบทบาทได้เป็นธรรมชาติมาก ที่สำคัญคือทศโชว์สปิริตยอมโกนจริงๆ เขาเต็มที่มากสำหรับเรื่องนี้

แล้วพี่หม่ำล่ะ เรื่องนี้มาสร้างสีสันอะไรให้ได้ฮากันบ้าง
ตอนแรกที่ชวนพี่หม่ำมาก็แอบลุ้นว่า แกจะมาร่วมโปรเจกต์นี้ด้วยคนหรือเปล่า พอแกตอบตกลงก็เลยสร้างตัวละครตัวนี้มาเพื่อเขาโดยเฉพาะเลย คือในเรื่องนี้ต้องมีต้องมีตัวละครตัวหนึ่งที่คอยตามล้างตามเช็ด 18 มงกุฐตัวฉกาจนี้ ซึ่งต้องได้คู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อกัน ซึ่งมองอีกมุมก็เหมือนกับได้ตลกในสไตล์มีชั้นเชิงอย่างทศมาเจอกับตลกชั้นเซียนอย่างพี่หม่ำ ซึ่งอารมณ์ที่ออกมาคงให้การันตีถึงความฮาแน่นอน

มาถึงตัวผีขนุนกันบ้าง ทำไมถึงต้องเป็นผีขนุน แล้วมันจะมีเสน่ห์เฉพาะตัวตรงไหน
ประเทศอื่นคงไม่มีขนุนมั้ง (หัวเราะ) คือที่มาของผีขนุนเนี้ยด้วยความ mood and tone มันเป็นหนังตลก มันก็ต้องพิเศษหน่อย มันจะไปตกบันไดตายก็หรืออะไรตายมันก็อาจจะดูdrama ไปหน่อย เราก็ให้การตายดีไซด์ออกไปในทาง comedy ก็คือถูกขนุนหล่นทับตาย ซึ่งพอมาเล่าให้ทุกคนฟังมันก็กลายเป็นเรื่องแปลก  เป็น ของแปลก แต่ว่าจะแตกต่างและมีฤทธิ์เดชแค่ไหนต้องไปดูในหนัง

อย่างบางฉากในเรื่องนี้ ไปถ่ายทำกันที่ป่าช้ากันจริงๆ เลย บรรยากาศการถ่ายทำเป็นอย่างบ้าง
คือภาพรวมเราก็พยายามให้ความสำคัญกับความสมจริงเรื่องโปรดักส์ชั่นนะ คือบรรยากาศของเรื่องราวในฉากนั้นมันต้องดูให้อารมณ์และความรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ฉากที่เป็นพาร์ทผีขนุนออกอาละวาดนะ อย่างฉากตอนที่เสือบวชเราก็เซ็ตให้เหมือนงานบวชทุกองค์ประกอบเลย คือต้องมีการหาข้อมูล อะไรทุกอย่าง เพื่อให้ภาพดูสมจริง อย่างที่ไปถ่ายกันป่าช้าเราก็อยากให้ได้บรรยากาศตรงนั้นจริงๆ คือตอนนั้นเราไปถ่ายในช่วงหลังสงกรานต์   มันจะมีพวกสายสินมาพัน มันก็จะโยงยางกันไปหมดอ่ะครับ ก็เป็นที่หวาดกลัวกัน และต้องตามธรรมเนียม เราต้องไปไหว้ ขออนุญาติพระขออนุญาตหลายๆคน  เพื่อให้เราถ่ายทำได้ คือในหนังดูตลกแต่ตอนไปถ่ายเนี่ยทีมงานก็หวั่นๆ เหมือนกัน         

พูดถึงฉากไล่ล่าระหว่าง จ่าคงเดช กับ เสือ ฉากนั้นพี่หม่ำกับทศ 108 มงกุฏ ทุ่มกันสุดชีวิตเลย เบื้องหลังเป็นอย่างไรบ้าง
ก็ไปถ่ายฉากนี้แถวปากคลองตลาดซึ่งคนเยอะมาก แล้วยิ่งมีพี่หม่ำเข้าฉากด้วย คนยิ่งมาดูเยอะเข้าไปใหญ่ แต่สิ่งที่เราได้มามันคือความวุ่นวายที่ตัวละครวิ่งเข้าไปท่ามกลางพ่อค้าแม่ค้าที่หาไม่ได้ง่ายๆ คือมันดูโกลาหลแบบที่เราตั้งใจจริงๆ ฉากนี้โชคดีมากที่นักแสดงทุ่มกันเต็มที่ เพราะต้องวิ่ง  ต้องเสี่ยงกับของที่มันเกะกะ แล้วก็ต้องข้ามถนน และมันเยอะแยะไปหมดเลย ผมรู้สึกว่าโชคดีมากที่นักแสดง 2 คนของเราคือพี่หม่ำกับทศให้ความร่วมมือเต็มที่เลย อย่างพี่หม่ำเนี่ยจะกี่เทคก็ไหวตลอด ต้องชื่นชมในสปิริตของทั้งคู่ครับฉากนี้

 

 

แล้วมีฉากไหนที่ได้ฮากันบ้าง ระหว่างการปะทะกันระหว่าง “หลวงพี่ VS ผีขนุน”      
ยกตัวอย่างฉากนี้ละกัน คือฉากนี้เป็นฉากที่พระเสือต้องโดนผีขนุนเล่นงาน คือพระเสือต้องเดินไปเข้าห้องน้ำกับมัคทายกอีกคน แล้วดันมาเจอผีขนุนมาลอบหลอกอยู่ คือฉากนี้หลอกกันซะห้องน้ำแตก แล้วก็ไปถ่ายกันกลางป่าช้าเลยนะ คนดูน่าจะได้ฮากันฉากนี้

ลองบอกถึงความสนุกของการที่พระใหม่ป้ายแดงต้องมาเจอกับผีขนุนสุดเฮี้ยน
คือพระเสือเป็นพระที่ยังคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในเมือง และการเป็น 18 มงกุฏมาก่อน แล้วต้องมาเจอกับภารกิจและหน้าที่สุดป่วน ที่เกินกว่าพระใหม่อย่างเขาจะตั้งรับทัน แล้วต้องมาเจอกับผีขนุนสุดเฮี้ยนที่ไม่ธรรมดาเข้า ตรงนี้จึงเกิดเป็นเรื่องราวสนุกสนานไปกับการเชือดเฉือนของหลวงพี่กับผีขนุน

นอกจากจะได้ฮากันขากรรไกรค้างแล้ว ข้อคิดที่ผู้กำกับต้องการสอดแทรกไปในหนังเรื่องนี้คืออะไร
ถ้าดูจากเนื้อเรื่องหรือแก่นเรื่องจริงๆ แล้ว เราก็พูดถึงเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอยู่กับการหลอกลวง จนวันหนึ่งชีวิตพลิกผันต้องมาห่มผ้าเหลืองแบบไม่ทันตั้งตัว แล้วต้องตกเป็นที่พึ่งเดียวของชาวบ้านในการปราบผีขนุนสุดเฮี้ยน คือคนที่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองตลอด กำลังจะได้เรียนรู้ว่าถ้าวันหนึ่งจะต้องทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้างจะเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันคนที่ยังไม่ได้บวชพอดูเรื่องนี้แล้วอาจจะทำให้รู้เลยว่าการบวชจะทำให้เราได้อะไรกลับไป คือหนังเรื่องนี้จะมีทั้งพาร์ทของความฮาจากเรื่องราวระหว่างปะทะกันของหลวงพี่กับผีขนุน แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีแง่คิดดีๆ ในเรื่องของการบวชให้ได้อิ่มเอมใจกันด้วย

การันตีถึงความเป็นหนังอารมณ์ดีของ “หลวงพี่กับผีขนุน” ที่จะทำให้ทุกคนได้รับความสุขกลับไป
ในส่วนของ story ที่จะทำให้คนดูสนุกเนี้ยมั่นใจว่าไม่ผิดหวัง คือหนังมีความเป็น feelgood ที่ชัดเจน แล้วก็ในส่วนของประเด็นของหนังเราจะเล่าจะพูดอะไรเพื่อให้คนดูเอาไปคิดก็เป็นสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้กลับไป และเชื่อว่าคนดูจะได้ทั้ง 2  แบบ คือดูหนังสนุกเฮฮาด้วย  และมีประเด็นให้กลับไปคิดด้วยอย่างแน่นอน

ชื่อ ดุลยสิทธิ์ นิยมกุล
เกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2509
การศึกษา : จบด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร
ผลงานทางด้านภาพยนตร์ที่ผ่านมา :
- เริ่มต้นจากงานผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ “ฝากฝันไว้เดี๋ยว จะเลี้ยวมาเอา” (พ.ศ.2535)
- ก่อนจะมารับเขียนบทภาพยนตร์ให้ อาร์เอสฟิล์ม อย่าง “เกิดอีกทีต้องมีเธอ” “เด็กระเบิด ยืดแล้วยึด”
ได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สุพรรณหงส์ทองคำ จาก ”โลกทั้งใบให้นายคนเดียว”
- ปี 2538 เขียนบทและร่วมกำกับ “เจนนี่ กลางวันครับ กลางคืนค่ะ” ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Cinemag Spirit Award ปี 2539
- ปี 2543 ผลงานเขียนบทอื่นๆ ได้แก่ โกลด์คลับ-เกมส์ล้มโต๊ะ และแม่เบี้ย
- ปี 2544 ร่วมกำกับภาพยนตร์ “ขวัญ-เรียม” 
- ปี 2548 กำกับภาพยนตร์ “ก็เคยสัญญา”
- ปี 2549 กำกับภาพยนตร์ “ศพ”
- ปี 2552 กำกับภาพยนตร์ “หลวงพี่กับผีขนุน”

   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.