สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ประวัติหนังไทย
ประวัติหนังไทย
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
ตุ๊กกี้เจ้าหญิงขายกบ
8E88 แฟนลั้ลลา
ลุงบุญมีระลึกชาติ
โปรแกรมหน้า
บุญชูจะอยู่ในใจเสมอ
เจ้านกกระจอก
น้ำตาลแดง
กวน มึน โฮ
สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก
หลวงพี่เท่ง 3
สมานฉัน
Color's Love
ไม่มีคำตอบจากปากเซ
POPULAR
10 หนังที่เปลี่ยนประวัติ
ศาสตร์หนังไทยในต่างแดน
   
Coming Soon   โปรแกรมหน้า ...วิญญาณอาฆาต
  โปสเตอร์ เรื่องย่อ เทรลเลอร์ สัมภาษณ์ผู้กำกับ
   
 

เต๋อ - ฉันทวิชช์  ธนะเสวี รับบท เชน

จากหนุ่มผิวขาว หน้าตาคมเข้ม คณะนิเทศศาสตร์ รั้วจามจุรี ที่มีโอกาสได้ฝึกปรือวิชาด้านการแสดงในละครเวทีของคณะมาหลายต่อหลายเรื่อง จะว่าไปก็มีภาษีดีกว่าคนอื่นเพราะเหมือนได้ลองฝึกงานและทดลองงานก่อนออกสนามรบของจริง

จากภาพหนุ่มขำๆ อารมณ์ดี กับคำฮิตติดปาก “ห้าวันเอง ขำๆ” ในโฆษณาทางทีวีของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ วันทูคอล ชุด “แบบขำๆ” ที่ส่งผลให้คนได้เริ่มรู้จัก และจำเค้าได้(บ้าง)เป็นครั้งแรก

จากการทำหน้าที่เบื้องหลัง และเป็นตัวประกอบที่ออกเพียงเสี้ยววินาที ในหนังต่างๆของจีทีเอชมากถึง 7 เรื่อง ไม่ว่าจะ เป็นเรื่อง “วัยอลวน” (ที่แสดงเป็นพระราชาในละครเวทีในหนังอีกที), “เก๋า เก๋า” (เล่นเป็นแก็งค์วัยรุ่นในยุคนั้น), Seasons Change” (กับบทนักศึกษาที่ยืนรอรับ “ดาว” หน้าห้องเรียน), เด็กหอ ( เล่นอยู่ในหนังผีดิบที่ฉายเป็นหนังกลางแปลง), แก็งชะนีกับอีแอบ (เล่นเป็นคนเต้นแอโรบิคในห้อง), แฝด (คนที่นั่งข้าง “มาช่า” บนรถไฟฟ้า) และเรื่อง “สายลับจับบ้านเล็ก” (เล่นเป็นคนส่งพิซซ่า) พอจะนึกกันออกได้บ้างหรือยัง !?

จากบท “เหิร” ที่ทำเอาผู้ชายทั้งประเทศรุมอิจฉา กับบทบาทพระเอกที่มาครั้งนี้เรียกว่ากึ่งๆเต็มตัวแล้ว กับตอนหนึ่งในหนังเรื่อง “ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น” นับแต่นั้นชื่อของ “เต๋อ” ก็ได้แจ้งเกิดในวงการเข้าแล้ว

สู่บท “เชน” ในหนังผีเรื่องแรกของเขา “โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต” ที่ครั้งนี้ได้ชื่อว่าเป็นพระเอกเต็มตัวซักที ซึ่งกว่าจะมาถึงขนาดนี้ได้ ก็ถือว่าเป็นพระเอกที่ขึ้นจากการเต้าไต่ เอ้ย ไต่เต้ามาจากเอ็กซ์ตร้าของแท้จริงๆ

แต่ก็ไม่คิดฝันว่าจากการที่เคยดูหนังผีจนถึงขั้นกลัวมากขนาดว่าดูหนังเสร็จเล่นเอาทำอะไรไม่ได้เลยไป 3-4 วัน เพราะเกิดอาการอยู่คนเดียวไม่ได้ ใครไปไหนต้องตามติดไปด้วยตลอด และเรื่องที่ติดตา กลัว และหลอนมากที่สุดคงเป็นเรื่อง “Event Horizon” ที่ดูเมื่อตอน 12-13 ขวบ ซึ่งยังจำถึงความรู้สึกกลัวในตอนนั้นได้อย่างดี และก็ไม่คิดเลยว่าชีวิตจะต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องผีๆอีก แต่ก็ไม่น่าเชื่อเลยว่าเมื่อเวลาผ่านมาอีก 12 ปีจะได้มาเล่นหนังแนวผีๆ หนังที่เคยทำให้ “เต๋อ” ต้องกลัวจนแทบบ้ามาแล้ว !

สาเหตุที่ “เต๋อ” รับเล่นเรื่องนี้เป็นเพราะตัวบทที่น่าเล่นมาก และอีกเหตุผลคือต้องการเล่นบทที่แปลกแตกต่างไปเรื่อยๆด้วย และพอมีบทเรื่องนี้มา ซึ่งเป็นบทที่ฉีกจากเรื่องเดิมคือเรื่อง “ปิดเทอมใหญ่ฯ” อย่างมาก ก็เลยทำให้มีความอยากเล่น อยากลอง หากแต่จะมีความไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้ดีหรือเปล่าเท่านั้น แต่ก็พร่ำบอกกับตัวเองว่าจะต้องตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุด

 

 

กับบท “เชน” พนักงานในห้องฉายหนังในโรงหนัง ซึ่งคาแร็คเตอร์ ของตัวละครนี้จะมีความเก็บกด เวลารู้สึกอะไรจะไม่ค่อยแสดงออกมา จะเก็บไว้คนเดียว ซึ่งก็จะไม่ค่อยมีใครได้รู้ความรู้สึกจริงๆเท่าไหร่ เป็นคนต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเอง เลยรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ดีที่สุด เลยไม่คิดที่จะไปพึ่งใคร และด้วยสภาพสังคมที่อยู่ค่อนข้างแย่ เลยต้องทำเรื่องไม่ดีเพื่อความอยู่รอด แต่ลึกๆแล้วก็เป็นคนดี

แต่ความหนักใจของ “เต๋อ” เมื่ออ่านบทเสร็จคือจะเล่นบทนี้อย่างไร เพราะมันต่างกับตัวตนของ “เต๋อ”มาก และแล้วเทค นิคของพ่อหนุ่มคนนี้ก็คือ การหัดเปลี่ยนบุคลิกตัวเองก่อนหน้าที่จะต้องมาถ่ายหนังนานประมาณ 1 เดือน คือจะพยายามเก็บอารมณ์เวลาอยู่บ้าน ถ้าเกิดความรู้สึกอะไรก็จะไม่พูด และก็พยายามไม่ตลก เพราะปกติเป็นคนที่รู้สึกอะไรจะพูดและแสดงออกหมด จะเป็นคนขำและเป็นคนมีมุขตลก คือต้องลองเปลี่ยนและลองปรับดู เวลาไปเล่นหนังจะได้ชิน เป้าหมายหลักของ “เต๋อ”ก็คือพยายามให้เป็นตัว “เชน” ให้มากที่สุด ซึ่งแรกๆจะอึดอัดมาก แต่พอเริ่มชินพักหลังก็ดีขึ้น

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ “เต๋อ” ยังต้องทำการบ้านเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจในตัว “เชน”มากขึ้นไปอีก นั่นก็คือการพยายามลดน้ำหนักตัวเอง เพราะคนที่เคยเกเร ไม่รักตัวเองอย่าง“เชน” ก็น่าที่จะดู ซูบๆ โทรมๆ มีอาการเหนื่อยและรู้สึกโหยๆ ซึ่งน่าจะมีความรู้สึกและมีอาการเดียวกับคนที่ลดน้ำหนัก แล้วนอกจากนี้ก็ยังไปฝึกต่อยมวยกระสอบอีก เพราะด้วยความที่ “เชน” เป็นคนสู้ชีวิตน่าจะเคยผ่านการชกต่อยมาแล้ว และก็เป็นคนที่มีอะไรในใจเยอะมากแต่ไม่เคยพูดหรือแสดงอะไรออกมา การได้ต่อยมวยกระสอบน่าจะเป็นการระบายความรู้สึกได้ดี ซึ่งพอได้ทำแล้ว “เต๋อ” บอกเลยว่ามันเหมือนได้ปลดปล่อยอารมณ์จริงๆ  เรียกว่า “เต๋อ” ได้เข้าไปลองทำทุกอย่างที่ “เชน” ได้เคยทำมาและเคยรู้สึกมาแล้ว

แต่ของแถมที่ได้ติดไม้ติดมือกลับมาก็คือ หนุ่ม“เต๋อ” ติดความเป็น “เชน”มาโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นคนคิดมาก มีอะไรก็ไม่ปรึกษาใคร จะพยายามคิดอยู่กับตัวเอง แก้ปัญหาด้วยตัวเอง มีอะไรก็จะคิดวนเวียนไปมาอยู่อย่างนั้น จนคนรอบข้างหลายต่อหลายคนทักขึ้นมาว่าดูเปลี่ยนไปเป็นคนเงียบขึ้น ดูเครียด และสีหน้าก็จะดูราบเรียบเคร่งขรึมตลอดเว


 

และพอมาได้เริ่มถ่ายได้แสดงจริงๆบท“เชน” ก็ยากอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด และที่ยากที่สุดก็คือ เพราะคาแร็คเตอร์ของ “เชน” ต้องเล่นเป็นคนที่เก็บอารมณ์ แต่ “เต๋อ” ก็ต้องเล่นให้คนดูรู้ว่ารู้สึกอะไรด้วย ดังนั้นสิ่งที่เล่นได้มากที่สุดคือตา และต้องเล่นอารมณ์ความกลัวที่ไต่ระดับเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ที่ยากกว่านั้นก็คือเวลาถ่ายมันจะไม่ได้ถ่ายเรียงตามลำดับความกลัวจากน้อยไปมาก แต่จะถ่ายแบบสลับกันไปมาจึงทำให้ยากที่ต้องทำอารมณ์ให้ต่อเนื่องกันให้มากที่สุด

และฉากที่เรียกว่าต้องใช้เวลานานสำหรับ “เต๋อ” ก็คือฉากอารมณ์ต่างๆ เพราะจะต้องใช้เวลาบิวท์ตัวเองหรือทำอารมณ์ก่อนเข้าฉากประมาณ 5 นาที คือจะพยายามคิดอย่างที่ “เชน”คิด พยายามใส่ความคิดของ “เชน”เข้าไปในหัวเยอะๆเรื่อยๆจนรู้สึกอึดอัด พอเริ่มแน่นมากเข้าจนไม่ไหวแล้ว ก็จะให้สัญญาณเริ่มเล่นเลย เพราะระหว่างนั้นกล้องก็จะพร้อมรออยู่แล้ว เพียงแค่ “เต๋อ”พยักหน้าให้สัญญาณทุกอย่างก็พร้อมถ่ายกันเลย

สำหรับฉากที่ “เต๋อ” ชอบมาก เป็นฉากหนีผีที่ต้องเล่นในลิฟท์ เป็นฉากที่ต้องใช้พลังเยอะมาก เรียกว่าทุกสัดส่วนของร่างกายได้ทำงานในฉากนี้อย่างเต็มที่ แล้วก็ต้องใช้จินตนาการสูงมาก เพราะต้องเล่นคนเดียว แต่ต้องคิดเอาเองว่ามีผีอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องบิ้วท์อารมณ์เอง คือต้องแสดงอารมณ์กลัวออกมาโดยที่ค่อยๆไล่ระดับไป จนคนดูรู้สึกได้ว่าตัวละครตัวนี้ค่อยๆมีความกลัวมากขึ้นจนถึงมากที่สุด จนสุดท้ายทำให้ถึงขั้นเกิดอาการชักได้ ฉากนี้เจ้าตัวถึงกับออกปากยืนยัน นั่งยันว่าเป็นฉากสุดยอดแห่งทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ของ “เต๋อ”จริงๆ

แต่แล้วปัญหาที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น จะเรียกว่าเป็นปัญหาที่น่าขำที่สุดก็ได้ นั่นก็คือเวลาที่ “เต๋อ” แสดงสีหน้าอารมณ์ที่กลัวมากๆ แต่หน้าตากลับดูตลกไปซะอย่างนั้น ซึ่งเป็นสิ่ง “เต๋อ”เองก็ไม่เคยรู้มาก่อนในชีวิต และเป็นสิ่งที่แก้ไขยากมากเพราะมันเป็นธรรมชาติของแต่ละคนที่เมื่อเกิดอาการกลัวแล้วหน้าก็จะเป็นอย่างนั้นเอง แต่พอได้มาดูมอนิเตอร์แล้ว ได้ดูตัวเองก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นเพราะรูปปาก”เต๋อ”เวลากลัวจะมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ คือมันจะเหมือนยิ้มตลอดเวลา ดังนั้นเวลาถ่ายซีนที่ต้องแสดงอารมณ์กลัวซึ่งเรียกว่ามีแทบจะทั้งเรื่อง ทำให้ในหัวของ”เต๋อ”มีเรื่องให้ต้องคิดเยอะเกินกว่าที่จะเล่น เพราะต้องคอยบังคับไม่ให้อ้าปากเยอะเกินไป ปากบนต้องไม่ขึ้นมากเกินไปเพราะจะทำให้ดูเป็นการยิ้มได้ ซึ่งรายละเอียดต่างๆเหล่านี้กลายเป็นทำให้ “เต๋อ”ต้องประสบกับความเครียดและทำให้ต้องเทคบ่อยๆ ก็เพราะเจ้าปากตัวดีแสดงไม่ได้อารมณ์นั่นเอง

นอกเสียจากปัญหารูปปากของ “เต๋อ”แล้ว ในหนังเรื่องนี้ก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ ทุกอย่างราบรื่น รวมถึงการได้ร่วมงานกับ “พั้นช์” ซึ่งถือว่าเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง คนรู้จักกันทั้งประเทศ แต่”เต๋อ”คอนเฟิร์มชัดว่า“พั้นช์”กลับเป็นคนง่ายๆ สบายๆ ไม่มีความเรื่องมากเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นแนวขาลุย ให้ทำอะไรก็ทำ อะไรก็ได้ เข้ากับคนง่าย แถมยังเป็นคนสนุกสนาน และออกแนวกวนๆอีกต่างหาก ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศในกองเป็นกันเอง ครึกครื้นและไม่เครียด

และสำหรับผู้กำกับฯนั้น“เต๋อ”เคยได้ร่วมงานกันมาแล้วตอนทำหนังสั้น รู้สึกเลยว่าถ้าเป็นเรื่องผีจะถนัดและเก่งมาก และก็รู้ว่าผู้กำกับเป็นคนกลัวผีมากด้วย ซึ่ง”เต๋อ”เชื่อเหลือเกินว่าคนที่กลัวผีมากๆนี่แหละ ถึงจะเข้าใจความกลัวของคนได้ดีที่สุด แล้วก็รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงกลัวด้วย บวกกับเป็นคนที่ทำการบ้านมาดีมาก เป๊ะมาก เลยเชื่อว่าหนังจะออกมาดีแน่ๆ และที่สำคัญคนที่คาดหวังว่าจะได้ไปดูหนังผีธรรมดาๆเรื่องหนึ่ง อาจจะต้องผิดหวัง เพราะคุณจะได้เจออะไรที่มากกว่านั้นแน่ !

พั้นช์ – วรกาญจน์ โรจนวัชร รับบท ส้ม

 

จากครอบครัวคนดนตรี ที่มีใจรักในเสียงเพลง เรียกว่ามีดนตรีอยู่ในสายเลือด เริ่มต้นเส้นทางวงการจากการเข้าไปประกวดวงดนตรีในรายการหนึ่งจนเข้ารอบ 1 ใน10 วงสุดท้าย แล้วก็ตามสูตร คือมีแมวมองจากแกรมมี่มาทาบทามให้เธอไปเทสต์เสียง

จากนั้นไม่นาน หลังจากได้บ่มเพาะวิชาความรู้ทั้งทางการร้องและทางดนตรีแล้ว ความฝันการเป็นนักร้องของเธอก็เป็นจริงจนได้ กับการคลอดอัลบั้มชุดแรกในชีวิต และเพลง ”เราคงต้องเป็นแฟนกัน” ก็ดังเป็นพลุแตก ไม่มีใครไม่รู้จักเธอ “พั้นช์” กับมาดนักร้องผู้หญิงเสียงดี ตัวเล็กๆตาดำๆ

จาก 4 ปีกว่า กับ 4 อัลบั้ม ที่ทุกเวลาหายใจเข้าออกของเธอเป็นการร้อง ร้อง และร้องเพียงอย่างเดียว การเริ่มอยากหาอะไรแปลกๆใหม่ๆให้กับตัวเอง และแฟนเพลงของเธอก็มาถึง

สู่หนังเรื่องแรกในชีวิต ที่เรียกว่าเป็นเซอร์ไพรส์สุดๆสำหรับเธอ  แต่ใครจะนึกว่าทั้งๆที่รับเล่นหนังผี แต่ก็กลับกลัวผีมากที่สุดเหมือนกัน เรียกว่าถ้าได้ดูหนังผีหรือได้ฟังเรื่องผีๆมาเมื่อไหร่ จะชอบจินตนาการไปต่างๆนาๆ ทำให้ไม่กล้าเข้าห้องน้ำ ส่องกระจก หรือขนาดเดินไปไหนคนเดียวก็ยังไม่กล้า ถึงขั้นต้องทำให้เธอต้องนอนแบบเปิดไฟนอนกันเลยทีเดียว

แต่ที่ “พั้นช์” ตัดสินใจเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะต้องการทำอะไรที่แปลกใหม่ไปกว่าการร้องเพลงบ้าง เธอไม่ได้เบื่อการร้องเพลง แต่เป็นเพราะอยากให้เป็นของขวัญแฟนๆ เพราะจะได้เห็นเธอในแบบที่ต่างออกไป และอีกเหตุผลหนึ่งก็มีแฟนเพลงเรียกร้องกันมาเหลือเกินว่าอยากดู “พั้นช์”เล่นหนัง ประกอบกับเป็นคอหนังผีอยู่แล้ว ซึ่งถึงแม้จะกลัวผีแต่ก็ชอบดูหนังผีเป็นชีวิตจิตใจ เลยเกิดอาการอยากรู้ว่า ถ้าได้มาเล่นหนังแนวนี้จริงๆจะเป็นอย่างไร

“พั้นช์” ต้องรับบทเป็น “ส้ม” พนักงานเดินตั๋วในโรงหนัง เป็นคนรักความยุติธรรม ไม่ชอบความไม่ถูกต้อง เชื่อมั่นในตัวเอง และจะเชื่อในสิ่งที่เจอด้วยตัวเองและสัมผัสเองเท่านั้น และก็เป็นผู้หญิงที่ใจแข็งเอามากๆด้วย ซึ่งบุคลิก คาแร็คเตอร์ หรือวิธีพูดต่างๆส่วนใหญ่จะเป็นตัว “พั้นช์”มาก จึงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรซักเท่าไหร่ แต่ที่ต้องทำการบ้านหนักๆก็คือต้องอ่านบทให้เข้าใจและจำบทให้ได้ ซึ่งก็จะมีการเวิร์คช็อพก่อนถ่ายทำเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อฝึกทักษะการคิดและฝึกจินตนาการ เตรียมความพร้อมก่อนถ่ายจริงเพราะเนื่องจากเธอยังใหม่กับเวทีการแสดงอยู่

 

 

และสิ่งที่ยากจนกลายเป็นความกังวลที่สุดของเธอก็คือ ฉากที่ต้องมีบทพูดยาวๆ เพราะด้วยความที่ “พั้นช์” เป็นคนพูดเร็ว จนบางครั้งเร็วจนฟังไม่รู้เรื่อง เพราะอย่างงานร้องเพลงที่ต้องมีถ่ายเอ็มวี จะไม่ต้องพูดอะไรเลย ใช้แค่สีหน้า อาการ แววตา เป็นการแสดงอารมณ์อย่างเดียวเลยไม่มีปัญหา ทำให้เรื่องนี้ก่อนถ่ายทำทุกครั้งถ้าต้องมีบทพูดยาวๆ ต้องไปฝึกพูดบทกับแอ็คติ้งโค้ชก่อน ให้เค้าช่วยดูให้ว่าเร็วไปหรือเปล่า หรือควรเว้นวรรคตรงไหนดี  และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การเล่นเอ็มวี “พั้นช์”จะแสดงอารมณ์ร้องไห้ซะส่วนใหญ่ แต่หนังเรื่องนี้มันไม่ใช่เลย มันต้องเล่นถึงความกลัว ความตื่นเต้น เป็นความวิตกกังวลมากกว่า เลยทำให้ยากพอสมควร แต่เมื่อถึงฉากร้องไห้เมื่อไหร่ เธอก็จะทำได้ง่ายเหมือนสั่งได้เลยทีเดียว

แต่ทุกครั้งที่ “พั้นช์” เล่นเสร็จเธอจะไม่กล้ามาดูที่มอนิเตอร์เลย เพราะเธอเอายและเขินตัวเอง และเพราะเชื่อในการตัดสิน ใจของผู้กำกับอยู่แล้วด้วยว่าคงเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหนัง และสำหรับการเล่นเรื่องนี้คู่กับ “เต๋อ” นั้น เธอบอกว่าจริงๆเคยเจอกันมาก่อนโดยบังเอิญเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้น”เต๋อ”ไปถ่ายเอ็มวีของพี่พลพล ส่วน”พั้นช์”ก็ไปเที่ยวเล่นในกอง แต่มาครั้งนี้ถือว่าเป็นการร่วมงานกันครั้งแรก “พั้นช์” ถึงกับออกปากยอมรับว่า แม้“เต๋อ”จะดูเป็นคนเพี้ยนๆ กวนๆ และตลก แต่พอถึงเวลาทำงานจะตั้งใจทำงานมาก และที่ทึ่งก็คือถึงช่วงก่อนถ่ายจะเล่นหรือเฮฮากันแค่ไหน แต่พอจะเริ่มถ่ายทำ “เต๋อ”ก็สามารถกดสวิตช์กลับไปเครียดเป็นบท “เชน” ได้ทันที

และกับหนังเรื่องนี้เธอก็อยากอ้อนให้แฟนเพลงมาดูกันเยอะๆ มาดูในอีกบทบาทหนึ่งของเธอ และช่วยกันติชมกับผลงานการแสดงครั้งแรกของเธอ กับหนังผีที่เธอบอกว่ามันใกล้กับตัวเรามาก ใครที่ดูแล้วจะรู้สึกหลอนถึงมันได้อย่างเต็มที่ และเป็นหนังที่ไม่สามารถเดาทางออกได้ง่ายๆเลยอีกด้วย

   
 

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.