สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   
“สี่แพร่ง”
  LINK : เปิดกล้อง ผู้กำกับเปิดใจ
 
เหงา (ยงยุทธ ทองกองทุน)
ยันต์สั่งตาย (ปวีณ ภูริจิตปัญญา)
คนกลาง (บรรจง)
Last Fright (ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ)
 
 
 

แพร่งที่ 3 เรื่อง “คนกลาง” โดย “บรรจง ปิสัญธนะกูล”นำแสดงโดย “ณัฏฐพงศ์ ชาติพงศ์” “กันตพัฒน์ เพิ่มพูนพัชรสุข”

 
วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งออกไปตั้งเต๊นท์กลางป่าลึก พวกเขาล้อมวงเล่าเรื่องผี ทำกิจกรรมห่ามๆไร้สาระ
ตามขนบหนังสยองขวัญทุนต่ำทุกประการ แต่ไฉนผีที่พวกเขาประสบพบเจอ
กลับเป็นผีที่แหกธรรมเนียมปฏิบัติผีในหนังทุกเรื่องที่พวกเขาเคยดูมา

ระดับความตื่นเต้น ความสนุก ความมันส์ และความเสียวสยอง เปรียบเทียบได้กับการได้อยู่บนเครื่องเล่น “ล่องแก่งมรณะ” หรือ “Deathly Rafting“  ที่มักจะทำให้ผู้เล่นได้รู้สึกถึงความสนุก เร้าใจและเสียววาบได้ในทุกจังหวะที่เคลื่อนที่ไปตามความคดโค้งของเกาะแก่งอย่างรวดเร็ว และยังได้ความมันส์พร้อมความสะใจที่โดนน้ำถาโถมเข้ามาใส่ตัวทุกครั้งที่เล่นเสมอ เพราะ “คนกลาง” ถึงแม้เป็นหนังสยองขวัญที่จะกระตุ้นเร้าให้น่ากลัวแล้ว แต่ยังจะมีอารมณ์หัวเราะฮา อารมณ์ขันแบบเสียดสีผสมเข้าไป และมีการล้อขนบของหนังผี ประมาณว่าแอบกัดๆอยู่กรายๆ หนังเรื่องนี้เลยเป็นเหมือนรสชาติใหม่ๆของหนังผี

ความสนุกของ “คนกลาง” อยู่ที่ตัวละครเพื่อนที่เกิดอุบัติเหตุตกน้ำหายไปตอนล่องแก่ง แล้วอยู่ๆก็กลับมา ความสนุกมันอยู่ตรงที่เราไม่รู้ว่าเพื่อนที่กลับมาตายไปแล้วหรือเปล่า เป็นผีหรือเป็นคน หรือเป็นอะไรก็ไม่รู้ เพื่อนๆก็จะมานั่งคุยกันว่ามันคืออะไร มันกลายเป็นช่วงที่ระทึกขวัญในป่า มีทั้งการวิ่งหนี หวาดระแวง หลอน และอารมณ์ขัน มันมีความน่ากลัวปนอารมณ์ขันเล็กน้อย เป็นอารมณ์และรสชาติที่ใหม่และมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

“คนกลาง” เป็นเรื่องที่ผู้กำกับ “โต้ง” ออกโรงกำกับเดี่ยวเป็นครั้งแรก หลังจากกำกับกับคู่ซี้ดูโอ้ “โอ๋ ” ในเรื่อง “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” และ “แฝด”มาตลอด แต่การทำงานเดี่ยวครั้งนี้ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดเพราะด้วยตัวเรื่องที่เลือกสรรมาทำเป็นหนังสยองขวัญปนอารมณ์เสียดสีหน่อยๆนี้ เป็นสไตล์และเป็นตัวตนของผู้กำกับมากๆ แต่ที่ค่อนข้างกังวลก็คือต้องทำงานด้วยเวลาที่จำกัดแต่ผลลัพธ์ต้องออกมาดีที่สุด เพราะแม้จะทำงานคนเดียวหรือสองคนก็ต้องทำการบ้านหนักอย่างเต็มที่เหมือนเดิม

ไอเดียของเรื่องนี้ เกิดมาจากเรื่องจริงเรื่องเล็กๆของผู้กำกับที่ว่า เมื่อตอนผู้กำกับไปเขียนบทเรื่องแฝดกับทีมงานกัน พอตกดึกทุกคนก็เกิดกลัวกันขึ้นมา เลยมาแย่งกันนอนตรงกลางกันหมดเลย ด้วยความรำคาญ “โต้ง” เลยพูดขึ้นมาว่า “ถ้าตายไปจะมาหลอกคนที่นอนตรงกลางก่อนเลย” พอพูดเสร็จก็รู้สึกสะกิดใจ เลยเอาประเด็นนี้มาคิดต่อว่ามันน่าจะเป็นเงื่อนไขที่น่าสนใจ สามารถมาทำเป็นหนังได้ เลยเป็นที่มาของเรื่อง “คนกลาง” นั่นเอง

นั่นเลยเป็นที่มาของเรื่องนี้ ที่ว่าด้วยเรื่องของกลุ่มเพื่อน 4 คนที่ไปเที่ยวป่าด้วยกันและทำในสิ่งที่ถ้าใครได้ดูหนังผีจะไม่ทำกัน คือเด็กกลุ่มนี้ไปเล่าเรื่องผีกันในป่าว่าเวลามาเที่ยวป่าต้องไม่นอนริมสุด เพราะจะโดนผีเล่นงาน แล้วพอตอนนอนจริงๆทุกคนก็ต่างแย่งกันนอนตรงกลางกันหมด แต่แล้วจะทำอย่างไรเมื่อคนที่นอนตรงกลางกลับเป็นคนที่โดนผีหลอกคนแรก!

พูดถึงนักแสดง โจทย์เรื่อง “คนกลาง” จริงๆแล้วผู้กำกับอยากได้เป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เราเห็นได้ทั่วไป เหมือนกลุ่มคนที่มาดูหนังของเราประมาณนั้นเลย ไม่จำเป็นต้องนำดาราดังหรือซุปเปอร์สตาร์มาเล่น เพราะอยากนำเสนอเรื่องราวของคนทั้งกลุ่มที่รู้สึกว่าเป็นเพื่อนกันจริงๆ ทำให้สามารถนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนออกมาได้อย่างกลมกลืนและมีน้ำหนักเท่าๆกัน

อย่าง “ฟรอยด์” ที่เลือกมาเพราะมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก มีความตลก ขี้เล่นตรงคาแร็คเตอร์ที่ต้องการ และก็เป็นดาราที่ไม่ใหญ่เกินไปจนกลบความเนียนของกลุ่มเพื่อนๆคนอื่น “ฟรอยด์” รับบท “เต๋อ” เป็นคนที่ชอบพูดเล่น ขี้เล่น เรียกว่าพลิกคาแร็คเตอร์เหมือนกัน เพราะคนจะชินกับการเห็นคาแร็คเตอร์ของ “ฟรอยด์” ในแบบที่ชอบโวยวาย พูดเยอะๆ ชอบกรี๊ด ซึ่งครั้งนี้ถึงแม้จะพลิกบทบาทออกไป แต่ “ฟรอยด์” ก็ทำได้ดีมาก มีทั้งความกวนและในขณะเดียวกันก็มีความซีเรียส มีความน่าสนใจอยู่ในตัวละครตัวนี้

 

 

อีกคนคือ “บอมบ์”AF4 รับบท “เอ” จะเป็นคนจริงจังมากที่สุดในกลุ่ม เป็นคนคอยปรามเพื่อนๆ ที่เลือก “บอมบ์”เพราะอยากได้คนที่ดูนิ่งๆ และพอไม่พูดอะไรจะคาดเดาไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ ซึ่ง “บอมบ์”เค้าตีโจทย์นี้ได้แตกเลยส่วนเพื่อนอีกคนคือ “เผือก” รับบทเป็น “เผือก”  จะออกแนวกวนๆ ปากดี ห้าวและกร่าง ชอบทำอะไรแผลงๆตลอดเวลา หลายๆคนน่าจะคงคุ้นหน้าคุ้นตาจากโฆษณาต่างๆมาบ้าง “เผือก” เป็นคนที่มีทักษะในการรับส่งบทได้ดีมาก และเป็นธรรมชาติมาก มีความตลกอยู่ในตัวสูงมาก และเป็นคนที่มีพลังเยอะ เวลาเข้าฉากจะมีการเล่นสดเพิ่มให้ คือจะมีการเพิ่มท่าทาง และหน้าตาเข้าไปทำให้ตัวละครตัวนี้มีสีสันขึ้นมาก ส่วนคนสุดท้ายคือ “ชิน” รับบทโดย “เชน” จะเป็นคนแหยๆ มักจะโดนเพื่อนในกลุ่มแกล้งตลอด “เชน” ก็เล่นโฆษณามาเยอะเหมือนกัน คิดว่าคนดูน่าจะชอบตัวละครตัวนี้ คือถ้าคนนี้อยู่ในกลุ่มของเราก็จะต้องเป็นคนที่โดนแกล้งมากที่สุดเช่นกัน

มาถึงด้านโลเกชั่น เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่า 2 คืน แล้วก็ต้องมีฉากการล่องแก่งเท่านั้น ดังนั้นโลเกชั่นที่ถ่ายจึงต้องหาให้สามารถตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง คือต้องไปหาสถานที่ที่เกิดขึ้นในป่า และต้องอยู่ริมน้ำ หาอยู่นานมากจนได้ที่จังหวัดสระบุรี เป็นที่ที่สวยมาก ตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง และเป็นจุดที่สอดคล้องกับสถานที่ที่เราเลือกใช้ถ่ายทำการล่องแก่งที่แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

 

 

เมื่อมีการล่องแก่ง นักแสดงก็ต้องไปล่องแก่งกันจริงๆ มีการฝึกการล่องแก่ง หัดฝึกพายเรือกันจริงๆ โดยเฉพาะ “บอมบ์” ที่ต้องฝึกหนักเป็นพิเศษ เพราะต้องเล่นเป็นคนที่เคยพาคนไปล่องแก่งมาก่อน ดังนั้นจึงต้องฝึกให้ท่าทางดูเหมือนคนคัดท้ายเรือที่เหมือนจริง ให้ดูมีความคล่องแคล่วและมีความชำนาญ และทุกอย่างด้านโปรดักชั่นก็ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า ต้องมีการไปดูโลเกชั่นเพื่อบล็อคตำแหน่งภาพไว้ก่อนทุกครั้ง ทำการซ้อมทุกอย่างไว้ก่อน ทั้งกล้อง นักแสดงและอารมณ์ของนักแสดง เพื่อจะได้ถ่ายทำได้ราบรื่นมากที่สุด เพราะเวลาถ่ายการล่องแก่งแต่ละครั้งจะต้องเสียเวลาในการนำเรือย้อนขึ้นมาที่ต้นน้ำเพื่อเล่นใหม่ ถ้าเกิดผิดพลาดแล้วต้องถ่ายหลายเทค ก็แสดงว่าเราต้องเสียเวลาไปเป็นวัน ดังนั้นจึงต้องเซ็ตกันเป็นอย่างดี

อีกฉากที่โหดมากๆ คือฉากที่นักแสดงต้องจมน้ำจากการเล่นล่องแก่ง คือต้องลงน้ำทั้งว่ายน้ำ ทั้งจมน้ำ และเพราะสถานที่ถ่ายคือที่เชียงใหม่อากาศหนาวมากๆ และยังต้องถ่ายกลางคืนด้วย ขนาดคนที่ไม่ได้ลงน้ำยังต้องใส่ทั้งเสื้อกันหนาวหลายชั้นและพ้าพันคอเพิ่มด้วย ตอนถ่ายเลยต้องมีถุงน้ำร้อนไว้ประคบ แล้วก็จะมีเสื้อคลุมไว้ตลอด ต้องผิงไฟตลอดเวลา ทั้งหนาวมาก และทรมานมาก แถมบริเวณที่ใช้ถ่ายทำน้ำค่อนข้างแรง อันตรายมาก ซึ่งก็ต้องเซฟตี้กันสุดๆ ต้องมีสลิงคอยดึงตัวนักแสดงไว้ตลอดเหมือนกัน แต่นักแสดงทุกคนก็มีสปิริตมากๆ

 

 

และฉากนี้ต้องมีการใช้เชือกดึงให้เรือคว่ำด้วย เพราะต้องการภาพที่ดูแรงและน่าเชื่อว่าอุบัติเหตุนี้เกิดขึ้นจริงๆ ต้องใช้กล้องหลายตัว หลายมุมมาก และต้องวางตำแหน่งกล้องแต่ละตัวให้เป๊ะมากที่สุดอีกด้วย แล้วที่ยากอีกอย่างสำหรับนักแสดงก็คือนักแสดงส่วนใหญ่ว่ายน้ำกันได้ แต่ต้องทำเป็นจมน้ำ เพราะสำหรับคนที่ว่ายน้ำเป็นแล้วมันจะรู้ว่าควรทรงตัวอย่างไร มันเหมือนเป็นสัญชาติญาณ พอเล่นจมน้ำมันก็จะดูฝืนๆ แต่ทุกคนก็ต้องทำให้เป็นคนจมน้ำให้ดีที่สุด แล้วก็ออกมาได้ดีจริงๆ เรียกว่าเรื่องนี้ทั้งเรื่องต้องอยู่ในป่า อยู่ในน้ำ เดินเขา และก็ตกน้ำ เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดการถ่ายทำ  สุดท้ายเลยทำเอานักแสดงป่วยเป็นโรคปอดอักเสบ ปอดติดเชื้อกันไปเลย เรียกว่าโหดได้ใจมากๆ

จากความหฤโหด ความอดทนของนักแสดงรวมทั้งทีมงานในเรื่องนี้ทั้งหมด และจากผลงานเรื่องก่อนๆของผู้กำกับ “โต้ง” ไม่ว่าจะเป็น ”ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” และ “แฝด” กับรางวัลที่ได้รับในเทศกาลหนังต่างประเทศกว่า 10 รางวัล ! น่าจะเป็นผลงานการันตีได้อย่างดีว่า “คนกลาง” จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนดูไม่ผิดหวัง…

แพร่งที่ 4 เรื่อง “Last Fright” โดย “ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ” นำแสดงโดย “เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์”  รวมมิตรสุดยอดของอาการ Phobia ทุกรูปแบบ

นี่คือเที่ยวบินที่ไม่เหมาะสำหรับคนกลัวที่แคบ เสียงดัง แรงสั่นสะเทือน
ความกดอากาศ ความมืด และ ศพ
ทั้งหมดนี้รอต้อนรับแอร์โฮสเตสสาวคนหนึ่ง ในไฟลท์ที่เธอต้องเผชิญมันเพียงลำพัง

ระดับความสะพรึงกลัว    ความหลอน   และความเสียว   เหมือนการได้เดินเข้าไปใน   “โคตรบ้านผี(สิง)”    หรือ
“House of The Damn” ที่แค่ทันทีที่คุณเยื้องกายเข้าไปภายใน และได้เห็นบรรยากาศอันวังเวงของบ้าน ก็แทบทำให้คุณใจสั่นสะท้าน ขาแข็งจนก้าวเท้าแทบไม่ออกแล้ว และยิ่งมีโคตรผีทั้งตัวพ่อ ตัวแม่คอยตามหลอนหลอกทำให้คุณตกใจแทบบ้าอย่างชนิดคาดเดาไม่ได้อีกมากมาย และที่น่าทรมานก็คือถ้าตัดสินใจเข้าไปข้างในแล้ว ก็ไม่สามารถย้อนกลับออกมาได้ ต้องเดินหน้าประสบกับความหลอนต่อไปจนจบนั่นเอง!

“Last Fright” เป็นหนังเกี่ยวกับที่แคบ สถานการณ์ที่ตัวละครติดกับที่แคบไม่สามารถหนีไปไหนได้ เพราะจะให้เครื่องบินหยุดหรือจอดก็ไม่ได้ คือต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ตัวเองหวาดกลัวต่อไปเรื่อยๆ จะต้องเจอกับอาการขวัญผวา จนกระตุกเป็นบางระยะ โดยที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางตัวเองจะไปเจอกับอะไรบ้าง  เป็นความน่ากลัวบนความต่างที่ไม่เคยเจอ  และไม่น่าจะยังมีหนังสยองขวัญเรื่องไหนที่มีเรื่องราวเกิดบนเครื่องบินเลยอีกด้วย 

ไอเดียเรื่องนี้มาจากความรู้สึกส่วนตัวของผู้กำกับ ที่มีความกลัวผีมากเป็นทุนเดิม รวมทั้งความที่กลัวเครื่องบินจนขึ้นสมอง เลยได้ออกมาเป็นพล็อตที่ได้ฟิลความกลัวแบบแท้ๆ คือแค่อยู่ที่แคบก็กลัวมากอยู่แล้ว และถ้าต้องอยู่ที่แคบกับสิ่งที่เราไม่พึงประสงค์มันจะยิ่งน่ากลัวขนาดไหน และด้วยหนังที่มีเวลาแค่ 30 นาที ทำให้รู้สึกไคลแม็กซ์และสนุกได้ตลอดเวลาอีกด้วย

 

 

จากความกลัวของผู้กำกับ จึงเกิดเป็นเรื่องราวของแอร์โฮสเตสคนหนึ่งที่ต้องเดินทางไปกับผู้โดยสารวีไอพีที่เป็นเจ้าหญิงจากต่างประเทศ ที่เมื่อได้ขึ้นไปรับใช้บนเครื่องแล้วรู้สึกว่าเจ้าหญิงเอาแต่ใจและค่อนข้างโหดร้ายกับเธอตลอดทั้งไฟลท์ แต่เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหญิงเกิดสิ้นพระชนม์ เลยต้องขนศพเจ้าหญิงกับประเทศ แอร์โฮสเตสคนนี้เลยต้องเดินทางไปกับศพด้วย แล้วเรื่องสยองและน่ากลัวต่างๆก็เกิดขึ้นบนเครื่องตลอดการเดินทาง !

เนื่องจากเป็นเรื่องราวบนเครื่องบินและเกี่ยวกับวิชาชีพของแอร์โฮสเตส ผู้กำกับเลยต้องศึกษาเก็บข้อมูล เรียกว่าทำรีเสิรชกับแอร์โฮสเตสหลายๆคน หลายๆสายการบินเพื่อให้เล่าสถานการณ์ต่างๆที่เจอบนเครื่องบิน ลักษณะการทำงาน บทลงโทษ ความกดดันในการทำงาน วิธีตอบโต้บางอย่าง ซึ่งบางคนก็ให้ข้อมูลที่น่าสนใจจนเอามาใช้ในบทหนังจริงๆ

และอีกเรื่องที่ต้องอาศัยการค้นคว้ากันอย่างดีก็คือ การพันผ้าห่อศพ เพราะคนที่ตายเป็นถึงเจ้าหญิง มีบรรดาศักดิ์  เลยต้องไปศึกษากันว่ามีวิธีการพันศพแบบไหนบ้างที่เป็นแบบราชวงศ์จริงๆ และยังต้องเป็นวิธีที่ดูแล้วน่ากลัวที่สุด และเมื่อปรากฏในหนังแล้วดูน่าสนใจที่สุด ดูดีที่สุดด้วย ซึ่งสุดท้ายวิธีที่เลือกมาก็สามารถทำให้รู้สึกหลอนจนน่าสัมผัสได้ดีจริงๆ !

สำหรับฉากบนเครื่องบินถือเป็นฉากสำคัญของเรื่องมาก เพราะส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้ต้องถ่ายทำกันภายในเครื่องบิน เลยต้องสร้าง ต้องเซ็ตภายในเครื่องบินขึ้นมาใหม่ ทำเอาผู้กำกับ “โอ๋” เครียดอยู่นานเพราะทุกสิ่งต้องมีความละเอียดสูงจริงๆ เลยต้องไปสำรวจบนเครื่องบินจริงๆ และก็มีให้ทั้งแอร์ฯและสจ๊วตที่รู้จักช่วยถ่ายภาพภายในมาให้เพื่อเป็นข้อมูลในการสร้างด้วย เพราะต้องการทำออกมาให้สมจริงมากที่สุด แต่พอได้เห็นเครื่องบินที่จำลองขึ้นมาแล้วผู้กำกับพอใจมาก เพราะมันละเอียดและสมบูรณ์มาก มันเหมือนเราขึ้นไปอยู่บนเครื่องบินจริงๆ ทีมงานสร้างเก็บรายละเอียดได้ดีมาก อุปกรณ์เล็กๆน้อยๆก็เก็บรายละเอียดไว้ได้หมดจริงๆ

และโลเกชั่นที่ใช้ถ่ายอีกส่วนก็คือสนามบิน เราก็ไปถ่ายทั้งที่สุวรรณภูมิ และที่ดอนเมือง อย่างที่สุวรรณภูมิก็ต้องไปถ่ายกับคนที่สนามบินจริงๆ ซึ่งบริเวณที่เราได้ถ่ายก็เป็นที่ที่ไม่เคยมีใครขอถ่ายได้มาก่อนในหนังเรื่องอื่นๆเลย ทำให้ในหลายๆส่วนที่ถ่ายมา สร้างความน่าเชื่อถือให้กับหนังได้อย่างดี ส่วนอีกที่คือสนามบินดอนเมือง ที่นี่เราถ่ายได้อยู่แล้ว เลยเป็นอีกที่ที่เปรียบเสมือนสตูดิโอถ่ายหนังของเรื่องนี้ไปเลย ที่ทุกที่ที่เห็นในดอนเมืองสามารถใช้ถ่ายได้หมด รวมถึงรันเวย์ด้วย เลยยิ่งทำให้หนังดูสมจริงมากสุดๆ

 


ส่วนของนักแสดงผู้กำกับ “โอ๋” ตัดสินใจเลือก “พลอย” ตั้งแต่เขียนบทหนังเรื่องนี้ได้ 3 หน้า คือต้องเป็น “พลอย”เท่านั้น นึกถึงภาพ “พลอย” ตลอดเวลา เพราะเธอมีทั้งความแข็งและความอ่อนโยนอยู่ในตัวเอง ตรงกับบทของ “พิมพ์” แอร์โฮสเตสที่เราต้องการ ที่ต้องรับบทที่ค่อนข้างเข้มแข็ง และมีความกดดันตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความอ่อนไหวบางอย่างอยู่ด้วย คือต้องเล่นอารมณ์ที่ทั้งกดดัน ผวา และหวาดกลัวอยู่ตลอด และก็พร้อมที่จะระ เบิดออกมาทุกเมื่อด้วย

เนื่องจากบทนี้เป็นบทที่ต้องใช้อารมณ์มากและหลากหลาย ทำให้ “พลอย” ต้องอ่านบทถึง 4-5 รอบ และทำการบ้านค่อนข้างหนัก มีการซ้อมพูดภาษาอังกฤษ เพราะในเรื่องต้องมีการใช้ภาษาอังกฤษพูดสื่อสารกับเจ้าหญิง และที่ยากกว่านั้นคือเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้กับราชวงศ์ เป็นศัพท์ที่ค่อนข้างสูงเลยต้องทำการบ้านหนักเป็นพิเศษ และอีกอย่างเวลาขึ้นเครื่องจริงๆ ก็จะคอยสังเกตุพฤติกรรมของแอร์โฮสเตสว่าทำงานกันอย่างไร ท่าทางการเดิน วิธีการเสิร์ฟอาหารเป็นอย่างไร คือใช้วิธีเลียนแบบเอา แต่สุดท้ายก็ต้องมาเรียนมาเวิร์คช็อปการเป็นแอร์โฮสเตสด้วย ได้มารู้มารยาท และความรู้สึกของแอร์ฯจริงๆเพื่อให้เข้าใจความรู้สึกลึกๆมากยิ่งขึ้น

เรียกว่า “พลอย” ต้องงัดวิชา และท่าไม้ตายทั้งหมดที่เคยร่ำเรียนมาเพื่อมาใช้ในการแสดงเรื่องนี้เลย  คือต้องใช้
แอ็คติ้งขั้นแอ็ดว้านซ์ มีพลังในร่างกายเท่าไหร่ต้องควักออกมาใช้ให้หมดจนกว่าจะหมดแรงกันไปข้างหนึ่ง คือเรียกว่าเต็มที่มากๆ เพราะต้องเล่นคนเดียว ต้องจินตนาการอยู่คนเดียว ทั้งกรี๊ด ทั้งกลัว ทั้งร้องไห้ ทุกเหตุการณ์ต่างเกิดขึ้นภายในวันเดียว มันค่อนข้างใหม่และท้าทายมากสำหรับเธอเพราะตั้งแต่เข้าวงการมายังไม่เคยเล่นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย

วันแรกที่ถ่ายทำก็โหดมาก เพราะเป็นการถ่ายที่เป็นฉากไคลแม็กซ์ของเรื่องเลย ต้องแสดงอารมณ์ที่กดดันมาก และก็ต้องหวาดกลัวมากด้วย เพราะปกติฉากพวกนี้จะไปอยู่วันท้ายๆของการแสดง แต่พอเปิดมาวันแรกต้องจัมพ์อารมณ์ของตัวละครไปขนาดนี้ ตอนถ่าย “พลอย” จึงต้องอาศัยการทำสมาธิโดยการไปนั่งเงียบๆคนเดียว คือพยายามรวบรวมสมาธิให้มากที่สุด และพอถึงเวลาถ่าย “พลอย”ก็สามารถแสดงอารมณ์กลัวนั้นออกมาได้แบบเข้มข้นและเต็มที่มากๆ และต้องแสดงอารมณ์กลัวอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมงมาก ซึ่งเป็นภาพที่ผู้กำกับพอใจสุดๆ เพราะ “พลอย”เล่นอารมณ์ตกใจ และหวาดกลัวผ่านสีหน้าและแววตาเป็นไปอย่างที่ผู้กำกับคิดไว้ทุกอย่างจริงๆ



อีกฉากที่สร้างความสาหัสให้กับ “พลอย” ก็คือฉากที่ต้องกรี๊ดเพราะความกลัวที่เจอมาถึงขีดสุดแล้ว คือฉากนี้เรียกว่า “พลอย” กรี๊ดแตกด้วยความกลัวอย่างไม่ห่วงสวยเลย หน้าตาจะเต็มที่มาก เรียกว่าต้องกรี๊ดกันจนเจ็บคอเลย แต่ทุกครั้งที่กรี๊ดเสียงจะคงที่มาก คงระดับทุกเทคจนผู้กำกับทึ่งในตัว “พลอย”มาก เพราะไม่ว่าจะกรี๊ดอย่างไรเสียงก็ไม่หมด คือ “พลอย” เล่นใส่อารมณ์จริงๆ กรี๊ดจริง ทำให้รู้สึกได้เลยว่าตัวละครตัวนี้เผชิญความกดดันมาเต็มที่แล้วและพร้อมที่จะระเบิดออกมา คือ “พลอย”สามารถระบายอารมณ์ออกมาทางเสียง สีหน้า และท่าทางได้อย่างเต็มที่ สุดยอดจริงๆ

เรียกว่างานนี้ “พลอย” เต็มที่และทุ่มเทมากที่สุดในชีวิตการแสด

   
   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: ancha999 at gmail.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.