สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

ไทย / English
หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
หนังกำลังฉาย
กรรไกร – ไข่ – ผ้าไหม สองบาทห้าสิบ
โปรแกรมหน้า
My House บ้านขังวิญญาณ
ไพรดิบ
เชาวเรศน์ : เพชฌฆาตคนสุดท้าย

   

แฮปปี้เบิร์ธเดย์

   
 

 


เรื่องย่อ

“ของขวัญที่สำคัญที่สุดของคุณคืออะไร? สำหรับเขา คือ...เธอ”
เรื่องราวความรักของชายหนุ่ม “เต็น” และหญิงสาว “เภา” ที่บุพเพฯ นำพาให้ทั้งสองได้พบรักกัน โดยมีหนังสือท่องเที่ยวเป็นสื่อกลาง  หนังสือเล่มที่เต็มไปด้วยข้อความที่ถูกเขียนส่งต่อให้กันและกัน  โดยที่ทั้งสองยังไม่เคยพบหน้ากัน...จนเมื่อได้พบกันโดยบังเอิญแล้ว ความคุ้นเคยและความสนิทสนมที่เคยผ่านตัวหนังสือมาแล้ว ก่อเกิดขึ้นกลายเป็นความรัก พร้อมถ้อยคำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะไม่ทอดทิ้งกัน
ตราบนิรันดร์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

เรื่องราวความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวที่บุพเพสันนิวาส ชักนำให้พวกเขาได้มารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ  ในหนังสือท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยข้อความที่ถูกเขียนส่งต่อให้กันและกัน  โดยที่พวกเขาไม่เคยพบหน้ากัน …แต่มันได้กลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้ความรู้สึกผูกพันเกิดขึ้นในใจของทั้ง 2 คน  …และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คนมือบอน 2 คนมารู้จักกัน

เต็น ช่างภาพหนุ่มภาคสนามของนิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง  เป็นผู้เต็มไปด้วยอุดมการณ์  ได้มารู้จักกับ เภา  ไกด์สาวผู้เดินทางท่องเที่ยวมาแล้วทั่วประเทศ  ผ่านทางตัวหนังสือที่เภา  มักจะแอบเขียนข้อความฝากไว้ใต้ภาพในนิตยสารท่องเที่ยวในร้านขายหนังสือแห่งหนึ่งทุกครั้ง  หลังจากกลับจากเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่า

เต็น ไม่พอใจที่เห็นคนมือบอนเขียนลงในหนังสือท่องเที่ยวเล่มนั้น  เขาจึงเขียนข้อความฝากไปถึงคนมือบอนคนนั้น  จนกระทั่งได้พบกับ เภา ที่ปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน ….จุดเริ่มต้นของการสานสัมพันธ์คนทั้งสอง

พวกเขานัดเจอกันครั้งแล้วครั้งเล่า  เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ด้วยกัน  ทั้งคู่ตกลงสัญญาว่าจะดูแลกันและกันตลอดไป

เรื่องราวระหว่างพวกเขาดูเหมือนจะไปได้ดี  กระทั่งมาถึงวันครบรอบวันเกิดของเต็น  เภาซึ่งเตรียมหาของขวัญมาให้  แต่มีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ของขวัญชิ้นนั้นไม่ถึงมือเขา  แต่คำสัญญาที่ทั้งคู่เคยให้ไว้ต่อกัน  เป็นดั่งคำมั่นที่ เต็น ยังคงเก็บไว้และรอคอยว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป

 

 

ผู้กำกับเปิดใจ

 

 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของคนทั้งโลก เป็นเรื่องจริงที่เกิดในซอกหลืบเล็ก ๆ ในสังคมบ้านเรา ซึ่งถ้าเราเจาะลึกลงไปจริง ๆ แล้วเรื่องราวเหล่านี้ในสังคมมันมีเยอะมาก แต่เราไม่ได้สนใจกันเท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องของพลังงานความรักที่มันมหาศาล อย่างคน ๆ หนึ่ง ที่ไม่มีสภาพที่จะดูแลตัวเองได้ เค้ามีชีวิตอยู่ได้ด้วยอะไร อะไรหล่อเลี้ยงเค้า มันก็คือความรักของคน ๆ หนึ่ง ถ้าไม่มีความรักหล่อเลี้ยงเค้าคงตายไปแล้ว คน ๆ นี้อยู่ได้ด้วยพลังงานความรักของอีกคน    อย่างคนในวงการบันเทิง สิ่งที่เราพบเห็นอยู่ และยังพูดถึงอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ความรักของคุณแม่ ที่มีให้กับคุณอโนเชาว์ ยอดบุตร ความรักของคุณพ่อ ที่มีต่อ บิ๊ก ดีทูบี หรือความรักของบุคคลทั่วไปอย่าง ป้าศรีกับลุงแม้น ป้าต้อยกับยายติ่ง อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ซึ่งมันต้องเป็นความรักที่มากกว่าหนุ่มสาวทั่ว ๆ ไป ถ้าคุณไม่มีพลังงานของความรักเยอะขนาดนั้นเนี่ยคุณก็อยู่ไม่ได้  ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับความรักในสังคมปัจจุบัน เมื่อหมดรักแล้วเค้าก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่กันได้ แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ตรงนั้น เมื่อหมดรักแล้วคน ๆ หนึ่งมันอยู่ไม่ได้ ซึ่งผมมองว่าพลังงานความรักของคนพวกนี้เยอะมาก และพวกเค้าก็โคตรรักกันเลย จากนั้นก็เลยจับมาปรับเป็นความรักของหนุ่มสาว ซึ่งแค่เป็นแฟนกัน  ไม่ใช่สามีภรรยา  เอาให้สุดโต่งเลย ซึ่งจะเห็นความรักของชายคนหนึ่งในรูปแบบนี้    อย่าถามว่ามีมั้ย แต่อยากให้คิดว่าคุณอยากได้ผู้ชายแบบนี้มั้ย?????”


 

พูดถึงนักแสดง

“สาเหตุที่เลือก ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพเพราะเรื่องนี้นักแสดงหญิงจะต้องโกนผม โดยแอม-ฉายนันทน์ รับปากที่จะเล่นบทนี้ทันทีโดยไม่คิดมาก ถือได้ว่าแอมเป็นคนที่เสียสละให้กับหนังเรื่องนี้มาก ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องลุกขึ้นมาโกนหัว เป็นอะไรที่สุดยอด ส่วนอนันดา เป็นคนแรกที่อ่านบทเรื่องนี้แล้วสนใจ แต่ก็บอกว่าเพิ่งผ่านภาพยนตร์มาด้วยกันหนึ่งเรื่อง เขาชอบและอยากเล่น แต่ก็ขอเป็นตัวเลือกสุดท้ายถ้าหาใครเล่นไม่ได้ สุดท้ายเราก็หาไม่ได้จริง  ๆ  เพราะพอนำบทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้นักแสดงหลายคนอ่าน บางคนก็บอกว่ามีธุระ ติดคิวบ้าง ก็มีบางคนที่ไม่กล้าเล่น เพราะอ่านบทแล้วตัวบทค่อนข้างจะเน้นความสำคัญไปอยู่ที่ตัวผู้ชาย ซึ่งเป็นซีน (Scene) ที่ต้องแสดงอารมณ์ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งหลายคนดูแล้วก็ต้องขอตัว”

“พูดถึงนักแสดงทั้งสองคน โตขึ้นเยอะมาก อนันดาไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าความเป็นมืออาชีพ ความเป็นนักแสดงของทั้งสองคนนี้ ณ วันนี้ ผมถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ดีมาก ๆ สำหรับคนที่เรียกตัวเองว่าผู้กำกับ คุณอยากให้เค้าเป็นอะไร คุณก็ปั้นเลย คุณเป็นช่างปั้น สองคนนี้เป็นวัตถุดิบที่ดีที่คุณจะปั้นให้เค้าเป็นอะไรก็ได้ ผมได้ทำงานกับทั้งสองคนนี้ สองเรื่องนี่ผมรู้แล้ว ในวงการนี้ทั้งสองคนสามารถเป็นอะไรได้ทุกอย่าง มันอยู่ที่ผู้กำกับ ผมกล้ารับประกัน ได้ทำงานกับเค้า 2 คน มันอยู่ที่ตัวคุณเลย คุณคนที่กำกับเค้าว่า อยากให้เค้าเป็นอะไร”

   
เปิดกล้อง “แฮปปี้เบิร์ดเดย์” บวงสรวงแบบเล็กๆ
ผู้กำกับพงษ์พัฒน์ทำพิธีแทนพราหมณ์ – ส่วนนางเอกต้องเตรียมโกนผม
   24 มกราคม 2551 / ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล รายงาน
 



หลังจากมีข่าวเตรียมงานออกมาไม่นาน  ผลงานกำกับเรื่องที่ 2 ของพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ก็เปิดกล้องอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำพิธีกันช่วงบ่ายที่ตึกจัสมิน ทาวเวอร์  ที่ตั้งฐานทัพของโมโนฟิล์ม  โดยพงษ์พัฒน์เป็นผู้ทำพิธีแทนพราหมณ์เองในรูปแบบเล็กๆ ที่คนธรรมดาสามารถทำได้  เขาเลือกเช่นนี้เพราะเห็นว่าเป็นหนังฟอร์มเล็กๆ และเป็นการประหยัดเวลา โดยทีมงานและนักแสดงมาร่วมกันครบ ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องแรกของพงษ์พัฒน์  จะรู้ดีว่าเขาสามารถทำหนังรักได้โรแมนติกมากขนาดไหน แถมละครเรื่องก่อนหน้าของเขา “เมื่อดอกรักบาน” ก็ยังเป็นเรื่องรักซาบซึ้งด้วยอีก และด้วยความชอบที่เขามีต่อหนังรักนี่เอง ทำให้ผลงานเรื่องใหม่เรื่องนี้ของเขาก็เป็นโรแมนติก ดราม่าเช่นเดิม โดยในเรื่องนี้เขาตั้งใจจะถ่ายทอดความรักในแง่มุมของการเอาใจใส่กันและกันของคนสองคน“แฮปปี้เบิร์ดเดย์” เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่างผู้กำกับและคู่พระนางจาก “Me,myself ขอให้รักเราจงเจริญ” อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม กับแอม- ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ  แต่ในตอนแรกพงษ์พัฒน์ไม่ได้วางบทไว้ให้กับทั้งคู่  เขาอธิบายเหตุผลว่า “ช่วยไม่ได้เพราะหาใครไม่ได้ สำหรับพระเอก จริงๆ นักแสดงเลือกไว้หลายคน ไม่ว่าจะฮิวโก้(จุลจักร จักรพงษ์)แต่เขาก็ติดงานต่างประเทศ ส่วนชาคริต แย้มนามก็คิวไม่ว่างเลย เพราะเราต้องเปิดกล้องแล้ว  อันที่จริงอนันดาเป็นคนแรกที่อ่านบทเรื่องนี้นะ ตั้งแต่ตอนทำ “Me,myself” เขาบอกว่าถ้าหาใครไม่ได้ ให้เลือกเขา สุดท้ายก็หาใครไม่ได้จริงๆ”

 


ส่วนอนันดา ดาราหนุ่มที่มีงานชุกมากสุดๆ คนหนึ่ง เรื่องนี้เขาจะมารับบทเป็นช่างภาพที่ชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ  หลายคนอาจจะคิดว่าตัวอนันดาเป็นพระเอกขาประจำของพงษ์พัฒน์  แต่สำหรับอนันดามันก็ไม่ได้ถึงขั้นนั้น “เราเคยบอกพี่อ็อฟ(พงษ์พัฒน์) ว่าผมชอบเรื่องนี้   ขอให้พี่เขียนเสร็จก่อนแล้วค่อยมาคุยกันว่าจะเป็นผมหรือเปล่า  แล้วก็เป็นเรื่องบังเอิญที่เป็นผมกับแอมนะ ตอนแรกไม่ใช่เลย  แต่ได้ยินว่าเป็นแอมกับคนอื่น แล้วได้ยินว่าจะต้องมีการโกนผมและแอมอาจจะยอม ผมก็เลยโทรไปหาแอม แอมก็บอกว่าไม่รู้เรื่องเลย ผมเลยโทรไปหาทางกองถ่าย พอดีโปรดิวเซอร์เขากำลังจะคุยกับพี่อ็อฟเรื่องนักแสดง ยังหาคนไม่ได้ เราโทรไปพอดีตอนนั้น คือตอนนั้นเราแค่อยากรู้ว่าใครเล่น และใครจะต้องโกนผม เพราะเรางงเรื่องนี้  เขาก็บอกว่ายังหาคนไม่ได้ แล้วก็ถามเราว่าเราว่างไหม? ก็กลายเป็นว่างพอดี  ก็เลยมาเป็นผม” ความหนักใจในเรื่องเตรียมตัวเพื่อแสดง สำหรับเรื่องนี้ อนันดาบอกว่าไม่ต่างจากเรื่องอื่น เพียงแต่ว่าเวลาเตรียมตัวมีน้อย แล้วบทค่อนข้างจะหนัก เขามีเวลาไม่ถึงอาทิตย์เพื่อจะเตรียมงาน “ก็หวาดเสียวอยู่เหมือนกัน พยายามจะเจอและคุยกับพี่อ็อฟอยู่บ่อยๆ จะได้คุยถึงตัวละครเพื่อทำความเข้าใจ”

สำหรับคำถามที่ว่า การที่อนันดาแสดงหนังหลายเรื่องจะเป็นผลให้คนดูเบื่อหน้าเขาหรือเปล่า พงษ์พัฒน์ไม่กังวลต่อเรื่องนี้ “สมัยก่อนก็มี อาแอ๊ด สมบัติ เมทะนีนะ ที่เล่นเป็นร้อยเรื่อง..ถ้าถามผมว่า ผมคิดอะไรกับตรงนี้ไหม ผมว่าก็ดีครับ ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทาย  หน้าที่ของเราคือทำไงก็ได้ให้เขาดูแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เขาเล่น  แล้วก็ทำให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นอีกคนในภาพวาดภาพเขียนของเราน่ะครับ” สำหรับนางเอก โดยข้อบังคับจากบทที่ต้องโกนหัว จึงต้องเป็นคนที่พร้อมเล่น และได้มีการเปิดรับสมัครนักแสดง แต่ก็ไม่สามารถหาผู้ที่จะมารับบทได้  จนต้องกลายเป็นแอม พงษ์พัฒน์ได้อธิบายเรื่องนี้เพิ่มว่า “ปัญหาคือเราติดต่อนักแสดงทั่วไป มีฉากที่จะต้องตัดผม มันจะเป็นปัญหาใหญ่ของเขา” ตอนแรกแอมก็ติดละครทีวี แต่เธอก็ถอนตัวจากเรื่องนั้นเพื่อมาร่วมงานกับเรื่องนี้แทน แอมกล่าวว่าเสียดายที่ไม่ได้ลองเล่นละครทีวี “แต่ว่าอยากเล่นหนัง โชคดีที่เรื่องนั้นยังไม่ได้ถ่าย”  แอมบอกว่าเธอได้ยินพงษ์พัฒน์จะทำหนังเรื่องนี้มานาน ระหว่างที่เขาเตรียมงานพัฒนาบทไป เธอก็ได้ยินข่าวอยู่เรื่อยๆ ได้ยินว่าเขาหานางเอก สุดท้ายก็มาเป็นเรา ก็ดีใจค่ะ...คือเรื่องนี้ได้ยินว่าอิงมาจากเรื่องจริง ไม่ใช่ทั้งหมดนะค่ะ เป็นเรื่องที่เศร้ามาก 

ผู้หญิงป่วย และผู้ชายคอยดูแล  ถ้าถามว่าเรื่องนี้ยากไหม ก็ไม่ยาก มีฉากต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงครึ่งเรื่อง  แต่จะมีบางทีพระเอกจินตนาการว่านางเอกลุกขึ้นมาคุยด้วย...ตอนนี้ก็เรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ได้เรียนเยอะเลย ก็ดีค่ะได้เตรียมตัวก่อน”แอมกล่าวถึงตัวละครในเรื่องนี้ของเธอว่า “เป็นไกด์ค่ะ ชอบธรรมชาติ เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ลุยๆ หน่อย ไม่แฟชั่น ก็ต้องปรับจากเรื่องก่อน ยิ่งพระเอกเป็นคนเดิม เราจะต้องให้ความสำคัญเรื่องการเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งเลย เรื่องนี้จะไม่มีภาพของอุ้ม (ตัวละครของเธอใน Me,myself) เลย มันคนล่ะคนกัน” พงษ์พัฒน์กล่าวว่า  สำหรับเรื่องนี้เขาต้องทำการบ้านพอสมควร เพื่อหาวิธีการนำเสนอที่เหมาะสมมาใส่ในหนัง หนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังเรื่องก่อน  “ภาพยนตร์คนล่ะเรื่องกัน วิธีเล่าเรื่องก็ต้องปรับตามตัวภาพยนตร์ที่เราอยากจะนำเสนอ มันก็น่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนพอสมควร”

พงษ์พัฒน์ไม่อยากให้คนดูให้ความคาดหวังว่าหนังเรื่องนี้จะดีกว่าหรือเทียบเท่ากับเรื่องก่อน “ไม่อยากให้คาดหวังอะไรเพราะว่า คำว่าประสบความสำเร็จของภาพยนตร์ไทยมันก็วัดกันยาก เอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้ผมและทีมงานรวมทั้งนักแสดงด้วย ตั้งใจทำขึ้นมา เพื่อให้ชมกันสนุกๆ อยากให้คิดเสียว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกของผม จริงๆ แล้วศิลปะภาพยนตร์ก็ทำเรื่องแรกตลอด เหมือนที่ธนิตย์ จิตนุกูลก็ไม่เคยทำ “รักสยามเท่าฟ้า” มาก่อน  ก็ทำ“รักสยามเท่าฟ้า” เรื่องแรก ผมก็ทำ “แฮปปี้เบิร์ดเดย์”เรื่องแรกนะ”นอกจากอนันดาแล้ว นักแสดงสมบทหลายคนก็เป็นหน้าใหม่สำหรับหนัง แต่เคยผ่านโฆษณาและมิวสิควีดีโอมาก่อน  ยกเว้น อิซเบล เลเต้ ที่เคยแสดงให้ “เก้าพระคุ้มครอง” และห่างหายจากภาพยนตร์ไทยไปนานถึง 8 ปี  ในส่วนของตากล้องก็คือสยุมภู มุกดีพร้อม ที่เคยถ่าย “สยิว” และ “สุดเสน่หา” มาแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง “แฮปปี้เบิร์ดเดย์” มีกำหนดฉาย 3 กรกฎาคม 2551 ครับ ตอนนี้อ่านเรื่องย่อไปก่อนครับ

   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.