สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   

ดรีมทีม

  (การนำข่าวไปตีพิมพ์ต่อ) 15 มกราคม 2551 (อัพเดท 8 มีนาคม)
  trailer          แคแร็คเตอร์นักแสดง                 บทวิจารณ์ : ดูไปบ่นไป
 
 

ซ้าย : โปสเตอร์อินเตอร์

 

 


อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร          เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์, สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์
ควบคุมงานสร้าง                  จันทิมา เลียวศิริกุล, กิตติกร เลียวศิริกุล
ผู้ช่วยควบคุมงานสร้าง          ปานเทพ พันธ์เชย
ผู้จัดการกองถ่าย                  ธีระศักดิ์ เกตุแก้ว
บทภาพยนตร์                                เรียว  กิตติกร, สุทธิพร ทับทิม
กำกับภาพยนตร์/เรื่อง/ลำดับภาพ      เรียว  กิตติกร
ถ่ายภาพ                          จิระเดช สำเนียงเสนาะ
ถ่ายภาพสเตดี้แคม               สมศักดิ์ ศรีสวัสดิ์
ลำดับภาพ                         เรียว กิตติกร, วรวัฒน์ ณ กาฬสินธุ์
ผู้ช่วยผู้กำกับ                     ชาญศักดิ์ ลีลาเกษมสันต์, จักรพันธุ์ วัฒนพงษ์
สอนการแสดง                     ดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์, สาธิกา โภคทรัพย์, ณัฐกานต์ ภู่เจริญศิลป์
ออกแบบเครื่องแต่งกาย         วรธน  กฤษณะกลิน
แต่งหน้า                            อดิช  เยี่ยมฉวี, วรพันธ์ นราภิรมย์ขวัญ
ทำผม                               ชุติกาญจน์ ทิสานนท์
ควบคุมความต่อเนื่อง            วรวัฒน์ ณ กาฬสินธุ์
ผู้ช่วยจัดทำเครื่องแต่งกาย         ชนิกานต์  สมัครไร่, นุชนาฏ มากสวาสดิ์
VIDEO MAN                     สุพจน์ กองแก้ว
ศิลปกรรม                          จตุชัย บุญสินธ์, ประมุข อิ่มรัตนะ, ยุทธนา โพธิโชติ, ทรงวุฒน์ ไตรวิลาศ
อุปกรณ์กล้อง                     บริษัท อาร์ เอส จำกัด (มหาชน) สายงาน สตูดิโอโปรดักชั่น
อุปกรณ์ไฟ                        บริษัท มูนบีม อีควิปเม้นท์ จำกัด
บันทึกเสียง                         สิรภพ ตุงคะเศณี
ดนตรีประกอบ                     บริษัท ไจแอ็นท เวฟ จำกัด
ที่ปรึกษาส่วน โพสท์โพรดักชั่น                 ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์
เทคนิคฟิล์มแลป และผสมเสียง                  กันตนา ฟิล์มแลป
ผสมเสียง                           วชิระ วงศาโรจน์, สมศักดิ์ พิมพาลัย
เทคนิคพิเศษด้านภาพ            พรรณพันธ์ ทรงขำ
TELECINE/DIGITAL OUTPUT               บริษัท เดอะ โพสต์ บางกอก จำกัด
ภาพนิ่ง                              สุพัฒน์ ลาวัณจรัสโยธิน
เบื้องหลัง                            จิรณัฐ ลวนะพิพัฒน์
สร้างสรรค์งานโฆษณา           ด็อกเตอร์เฮด

 

 

เรื่องย่อ (Synopsis)

เป็นโค้ชทีมฟุตบอล กีฬาสุดเท่ห์อยู่แท้ๆ “โค้ชเบิร์ด” (กิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ) กลับถูก “ครูหนูเล็ก” (โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร) ชักชวน แกม (แม่) บังคับ ให้ช่วยมาเป็นโค้ชชักเย่อเด็กอนุบาล ลงแข่ง“กีฬาอนุบาลแห่งชาติ”ครั้งที่ 18 

“หัวแก้ว” (ด.ช. กฤษฎา ชนะภัยเจริญสุข - คาร์บิว) รวมเพื่อน ๆ ตั้งทีม “ดรีมทีม” เพื่อแข่งชักเย่อ คุณพ่อของหัวแก้ว (อ่ำ-อัมรินทร์ นิติพน) คุณพ่อรุ่นใหม่ งานต้องทำ แต่อยากให้ลูกชายแข็งแรง จึงผลักดันให้เล่นกีฬาเต็มที่ 
     
“เป๊ะ” (ด.ช. ธนทัต ขวัญไสวธรรม - น้องเป๊ะ) กับคุณแม่ยุคใหม่ (เมย์ ภัทรวรินทร์) ทำงานเลี้ยงลูกลำพัง แม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับเป๊ะมากนัก ความหวังของเป๊ะคือ อยากให้แม่มาดูตัวเองแข่งชักเย่อ
    
“เซน 1” (ด.ช. สรรภวัต สุระเกรียงศักดิ์ - น้องเซน) ร่างตุ้ยนุ้ย หน้าตาน่าหยิก มีหม่าม้า (จิ๊ก-เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์) ผลักดันสุดฤทธิ์ ให้เซน 1 เป็นหัวหน้าทีม จ้ำม่ำแรงดีแบบนี้ ทำไม๊ ทำไม ไม่ได้เป็นหัวหน้าทีม
    
“เซน2” (ด.ช. ธนกร เมธาวุฒิกีรติ – น้องเซนต์) คุณพ่อเป็นด็อกเตอร์ความรู้เยอะ (คมสัน นันทจิต) นักวิทยาศาสตร์ไอคิวสูง พกเอาความเป็นเลิศทุกด้านมาให้ เซน 2 ไม่เว้นแม้กระทั่งแข่งชักเย่อ ก็ห้ามแพ้
    
“ภูมิ” (ด.ช. ภูริ สรีระศาสตร์ – น้องภูมิ) รูปร่างผอมบาง หน้าตาดูขี้โรค ลูกของคู่ผัว-เมียพูดมาก (ศรีพรรณ บุนนาค / ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์) ภูมิ เป็นเด็ก หัวอ่อน ว่าง่าย ใครบอกให้เป็นอะไรก็เป็น แม่บอกเป็นอีสุกอีใส ภูมิก็เป็น แต่พอเพื่อนบอกเป็นเอดส์ ภูมิก็ว่า ภูมิเป็น !!!
    
“อะตอม” (ด.ช. ธนพล บุญเจริญสุข – น้องตี่ตี๋) หล่อใสหัวหยิก เรี่ยวแรงดี แต่ตื่นเต้นเป็นไม่ได้ ขี้แตกทุกที คุณพ่อของอะตอม (เอกราช เก่งทุกทาง) ต้องเตรียมกางเกงไว้ให้เปลี่ยนเสมอ เสียอย่างเดียว มักเป็นกางเกงสีแดง สะดุดตาตัวเก่ง 
    
แก๊งส์ “ดรีมทีม” กองหลังร่วมด้วยหัวหน้าทีม “ริชชี่” (ด.ช. ศุภโชติ รัชวรพงศ์ – น้องริชชี่) “เจ็ส” (ด.ช. เจษฎาพร บุญสอน – น้องเจ็ส) “จุ้ย” (ด.ช. พชธกร ธนพัฒนากุล - น้องจุ้ย) และ“สตางค์” (ด.ช.อัจฉริยะ อุปการดี – น้องสตางค์)
    
แต่แล้วเส้นบาง ๆ คั่นระหว่าง ฮีโร่ กับ ตัวสำรอง เกิดขึ้น เพราะกติกาแข่งขันกำหนดนักกีฬาไว้เพียง 9 คน หมายถึง 1 ใน 10 ของ ดรีมทีม ต้องนั่งเก้าอี้สำรอง ! พ่อแม่ของเด็ก ๆ ต่างก็ลุ้นสุดโก่ง “โค้ชเบิร์ด” จะตัดสินใจอย่างไร?? “ครูหนูเล็ก” จะตอบคำถามเหล่าผู้ปกครองอย่างไร?
    
ทั้งโค้ช ครู พ่อแม่ กองเชียร์ฝากคาดหวังกันซะเต็มเหนี่ยว เชียร์กันเต็มสตรีม ไว้กับ 2แขนเล็กๆ ของ “ดรีมทีม” อายุ 5 ขวบเนี้ยนะ!
    
ใคร (ฟ่ะ) ว่ากีฬามีแพ้ มีชนะ...

 

ผู้กำกับเปิดใจ

แต่เหตุผลใดเล่า เรียว กิตติกร หยิบโปรเจคหนัง ที่มีนักแสดงนำอายุน้อยแค่ 5 ขวบ มาเป็นทีมถึง 10 คน ใน “ดรีมทีม”ภาพยนตร์ใหม่ล่าสุด งานนี้จึงไม่ธรรมดา...

“ส่วนตัวอยากดูหนังเรื่องนี้มากเลย พอดี ไม่มีคนทำ งั้นตูทำเอง เพราะจะได้ดู (หัวเราะ) เคยไปดู งานกีฬาอนุบาล กทม. มา เรานึกในใจ เป็นหนังมันต้องสนุก แล้วเรารู้สึกว่า มันมีเรื่องเล่าเยอะเลยในการแข่งขันเกมส์ๆ หนึ่ง เราเคยเล่นกีฬาระบบทีมมา ก็สะดุดประเด็น ว่า 10 คนเอา 9 คน มันจะเป็นยังไง ในความเป็นทีมเวิร์ค แล้วถ้าเป็นเด็กอนุบาลด้วย มันจะเป็นยังไง มันมีเรื่องพ่อแม่ เรื่องครู โค้ช ความคาดหวังเยอะแยะไปหมดพ่วงมาด้วย

ยิ่งสืบค้น กีฬาชักเย่อ สืบ ๆ ประวัติไปก็ยิ่งน่าสนใจว่า เป็นนันทนาการ หรือ กีฬาแข่งขัน แล้วการค้นเรื่อง ฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ กายภาพในการชักเย่อ เป็นเรื่องเป็นราวไว้ด้วย เอ๊ะ... ฟิสิกส์การชักเย่อมีจริงด้วย เราก็มองว่าน่าสนใจ เป็นเหตุผลว่า ทำไม ทีมตัวเล็กกว่าถึงชนะตัวใหญ่ได้ เพราะมันมีหลักวิทยาศาสตร์ เทคนิคกีฬาประกอบด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องใจสู้อย่างเดียวแล้ว ยิ่งศึกษาดูก็น่าสนุก

การทำงาน “ดรีมทีม” ทำให้เราได้ใกล้ชิด ได้เห็น ได้เข้าใจเด็กอย่างที่เด็กเป็น ซึ่งย้ำสิ่งที่เราพูดเสมอๆว่า ความพร้อมของเด็กมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ มันมาตอนไหนก็ไม่รู้ มันขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิต
พยายามจะบอกว่า อย่าไปคาดหวังกับเด็กเลย เด็กทุกคนมีวิถีชีวิตของเขาเอง เด็กเหมือนการแข่งขันกีฬาน่ะ เราก็เตรียมให้ดีที่สุด แต่คาดหวังผลไม่ได้ แต่ลุ้นได้ ลุ้นสนุกด้วย”

ผลงานการกำกับภาพยนตร์                              
2542                       18-80 เพื่อนซี้ ไม่มีซั้ว
2542                       ปาฏิหาริย์ โอม-สมหวัง       
2544                       Goal Club เกมล้มโต๊ะ
2545                       พรางชมพู                             
2548                       เดอะเมีย
2548                       อหิงสา  จิ๊กโก๋มีกรรม          
2550                       เมล์นรก หมวยยกล้อ
2551                       ดรีมทีม 

โปรดักชั่น 4-5 เดือน เสียเวลาไปกับการทำความเข้าใจเด็ก
เรียว กิตติกร เลียวศิริกุล ผู้กำกับฯ ระบายความรักเด็ก (ฮา) ... “ดรีมทีม” ว่า
“ตอนนึกอยากดูหนัง น่าจะสนุก แต่ตอนทำคงไม่สนุก คือ การถ่ายเด็ก 5 ขวบ ไม่ใช่เรื่องง่าย  สภาพเด็ก บวกความซน ต้องพิถีพิถัน ตั้งแต่เลือกทีมงานให้น้อยที่สุด คนที่ทนเด็กได้ ใจเย็น ต้องทำงานกับเด็ก ต้องสนุกได้กับเด็ก ทำงานเรื่องนี้ เหมือนเรามีลูกเพิ่มมา 10 คน เตรียมใจว่า งานจะหนักในการบริหารเด็ก การเอาเด็กมาเข้าหน้าเซต ทำอย่างไรเด็กจะเข้าใจว่า พร้อมถ่ายทำ นี่จึงเป็นเรื่องยากของทีมงาน” 

เป็นความตั้งใจของ ผู้กำกับฯ ที่จะไม่เลือกเด็กจากโมเดลลิ่ง  
“เราไม่เลือกเด็กโมเดลลิ่ง เด็กที่ฝึกการแสดงมา ด้วยเหตุผล 2 - 3 อย่าง คือเพราะมันไม่เป็นธรรมชาติ ถูกปั้นแต่งแล้ว แนวคิดที่จะทำหนังของเราคือ ปล่อยให้เด็กเป็นธรรมชาติมากที่สุด ล้อมกรอบให้น้อยที่สุด เด็กเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น

เราเลือกเด็กหลากหลาย ต่างระดับ ต่างโรงเรียน ต่างพื้นฐาน แต่อยู่ในเกณฑ์อายุ 5-6  ขวบ  เด็ก 5 ขวบเป็นช่วงกำลังซน เริ่มพูด เริ่มรู้เรื่อง หาเด็กเผื่อเป็นหนังกีฬาด้วยนะ นอกจากเด็กที่เล่นหนังได้ ต้องมีเด็กที่เล่นกีฬาได้ด้วย มีทักษะด้านกีฬา ใช้มือ แขน ขาได้พร้อมหรือยัง

หน้าตาก็มีส่วน แต่ไม่ใช่เรื่องหน้าตาดี เป็นเรื่องรัศมีดารา เด็กบางคน ร้องไห้เราเฉยๆ แต่เด็กบางคนแค่แบะ จะร้องไห้ เราก็สงสาร รีบโอ๋ อันนี้ก็มีส่วน

โปรดักชั่น 4-5 เดือน เสียเวลาไปกับการทำความเข้าใจเด็ก เป็นประเด็นหลักเลย ทำอย่างไรเด็กถึงเล่นหนังได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจเด็ก ซึ่งแต่ละวันไม่เหมือนกัน แต่จากประสบการณ์ลูกเราเองด้วยส่วนหนึ่ง เรียนรู้จากเด็ก 10 คนด้วยส่วนหนึ่ง”

ชาญศักดิ์ ลีลาเกษมสันต์ (เอี๋ยม) ผู้ช่วยผู้กำกับฯ และโค้ชแอ็คติ้ง รับหน้าที่ดูแลการแสดงของเหล่าเด็กๆตัวน้อย “ดรีมทีม” สุดแสบซน อธิบายเส้นทางการคัดสรรนักแสดงเด็ก จนถึงกลยุทธ์ในการหลอกล่อเด็กๆ ในกองถ่าย

“คัดเลือกเด็กไม่ได้เริ่มดูจากหน้าตา แต่หาเด็กมีคาแร็คเตอร์ ในบรรดาโรงเรียนอนุบาลที่ทีมงานไปตระเวนดู เด็กเป็นร้อยๆ คน เด็กมีคาแร็คเตอร์นี่ เห็นกันแว่บแรกแว่บเดียวรู้ได้เลย

ทีมงานเราแบ่งสายกันไปตามโรงเรียนอนุบาล แล้วทุกเย็นเอารูปเด็กมารวมกัน คัดเด็กออก ก็เป็นการแคสเด็กที่เยอะมาก มากกว่า 3,000 คน รวมที่เรียกโมเดลลิ่งมาด้วย อีกกว่า 600 คน เพื่อหาให้ได้เพียง 10 คนนี้ ในรอบ 1 เดือนเต็มๆ เพื่อหาเด็ก“ดรีมทีม” ที่ต้องรับบทในภาพยนตร์เรื่องนี้

เราก็มองมุมเด็กแต่ละคน ว่ามีวิธีการพูดอย่างไร มีข้อได้เปรียบ เสียเปรียบแต่ละคนที่ตรงจุดไหนบ้าง วิธีการพูดแต่ละคนอย่างไร ให้เป็นไปโดยธรรมชาติ มันเหมือนเราเลี้ยงเค้า เป็นลูกหลานที่เราต้องดูแลแล้ว ส่วนหนึ่งคือทำงาน แต่อีกส่วนคือ ดูแลให้เขาแข็งแรงขึ้น โตขึ้น เรียนรู้มากขึ้น เด็กแต่ละคน มากันต่างที่ ต่างครอบครัว ต่างโรงเรียน ต่างสภาพแวดล้อม บางคนมารวมกันแล้วเข้ากันไม่ได้ เราก็ต้องพยายามจูนให้เข้าเป็นกลุ่มเป็นทีมเดียวกันให้ได้ 

จุดประสงค์ของเรา ไม่ได้หาเด็กแล้วมาฝึกให้เล่นได้ เราไม่ได้เอาเด็กมาทำให้ได้อย่างที่เราอยากให้เป็น แต่ทีมงานเราจะพร้อมที่จะบิดตัวเองให้เป็นอย่างที่เด็กเป็น 

การกำกับฯ เด็กมันวัดผลไม่ได้ว่า วิธีไหนใช้ได้กับใคร มันต้องลองไปเรื่อยๆ ถ้าลองไปแล้วยังไม่ใช่ก็เปลี่ยนทันที คือ การบ้านเราคือ ค้นหา inner ภายในของเด็ก แต่เราทำการบ้านก่อนล่วงหน้าไม่ได้ อารมณ์เด็กแต่ละวันมันไม่เหมือนกัน 

เด็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่บังคับไม่ได้ สิ่งที่เรากลัวที่สุด คือ กลัวเด็กเบื่อกองถ่าย ไม่ยอมมา เราก็ต้องปล่อยไปก่อน บังคับไม่ได้ ให้เขาสนุกกับกองถ่าย แต่เราโชคดีที่เราได้เด็ก 5 ขวบที่อดทนกับคน อดทนกับบรรยากาศกองถ่ายได้ เราโชคดีได้เด็กทั้ง 10 คนนี้ เด็กที่พ่อแม่เข้าใจ จึงกลายเป็นจุดแข็งของทีมนี้

หนัง “ดรีมทีม” ไม่มีหลอกถ่าย ถ่ายจริงๆหมด เด็กๆ เป็นนักแสดงหมด เพียงแต่ถ่ายแล้วเทคไหนใช้ได้ เทคแรก หรือ ต้องถ่ายใหม่อีกวันหนึ่ง เด็กที่เราเห็นพัฒนาการ เข้าใจการแสดงอย่างเห็นได้ชัดคือ เป๊ะ นี่เข้าใจสุดๆ ส่วนคาร์บิวนี่เข้าใจจังหวะรีแอ็คชั่น”

ส่วนคำถามว่า ถ้าให้เกรดวัด มาตรฐานความซนของเด็ก “ดรีมทีม” แล้ว โค้ชแอ็คติ้ง ผู้ควบคุมเด็กให้คะแนนความซนเด็กๆ เท่าไร

“โอ้โหเลยน่ะ ผมให้ เกรด A+ เลย ยังมีอีกหลายๆ มุมที่ไม่มีใครเจอ ผมเจออยู่คนเดียว สารพัดวิธี เช้าๆ ต้องเช็คแล้วว่า มาจากบ้านอารมณ์ไหน วัดไม่ได้เลยว่า ใครแสบสุด แต่ละวันเราต้องเจอตอนเช้าเลย ถึงจะรู้ดัชนีชี้วัด ตอนเด็กตื่นมาเราก็เริ่มผจญภัยกันเลย”

กว่าจะบันทึก ความบริสุทธิ์ ใสซื่อที่เป็นธรรมชาติของเด็กได้ ทีมงานต้องใช้ทั้งจิตวิทยา ขนมหลอกล่อ รวมถึงบางวัน ต้องอาศัย คุณแม่มากองถ่ายจะช่วยเพิ่มพลังการถ่ายทำ เรียว กิตติกร ย้ำวิธีการให้ได้ความเป็นเด็กจริงๆ ก็ต้องปล่อยให้เด็ก เป็นธรรมชาติที่สุด

“เบื้องหลังหนัง “ดรีมทีม” สนุกมาก 24 ชั่วโมง ดูซิ เด็กอนุบาล พวกนี้ทำอะไร ทำงานกับเด็กเหลี่ยมมันเยอะมาก ทุกวันที่ถ่ายหนังมีเรื่องสนุก เรื่องปวดหัว มีเรื่องมาทุกวัน 

ถ่ายๆ หนังไปเด็กก็ไม่คิดหรอกว่า นี่กำลังถ่ายหนัง เพราะทุกอย่างตรงหน้าเด็กคือเรื่องจริง ช่วงแข่งชักเย่อ เราถ่ายเทคเดียวตลอด เราไม่เคยเทคเด็กนะ เด็กก็สู้ตาย ไม่อยากแพ้ไง ไม่อยากเป็นที่โหล่

ต้องบอกว่า หนังเป็นอย่างที่เด็ก 5 ขวบ “ดรีมทีม” เค้าเป็นนั่นล่ะ เด็กดรีมทีม พวกนี้ล่ะ ที่จะทำให้หนังเป็นไปตามที่พวกเขาเป็น หนังมันจะตลก จะกีฬา จะลุ้นไม่ลุ้น ก็เพราะพวกเด็กดรีมทีมนี่ล่ะ 

ทางเดียวที่จะเห็นเสน่ห์เด็กพวกนี้ คือ ล้อมกรอบให้น้อยที่สุด ไม่จำกัดสิ่งที่จะเกิดขึ้น เรียลลิตี้กันเลย(ฮา)”

นอกจากไม่เลือกใช้เด็กจากโมเดลลิ่ง การถ่ายทำก็ถ่ายเรียงลำดับเหตุการณ์ เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกสับสน เริ่มตั้งแต่ฟอร์มทีม ฝึกซ้อม จนถึงวันแข่งขัน กีฬาอนุบาลแห่งชาติ ที่ยิมเนเซียม 6 สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 

ซึ่งการถ่ายทำฉากใหญ่ ได้รับความอนุเคราะห์จากโรงเรียนอนุบาล 10 แห่งมาร่วมแข่งขันกับทีม  “ดรีมทีม”

 

อ่ำ-อัมรินทร์ นิติพน นักแสดงที่เพิ่งร่วมงานกับ เรียว กิตติกร เป็นครั้งแรก เล่าความรู้สึกของการถ่ายทำฉากแข่งขันกีฬาอนุบาลแห่งชาติ 

“ถ่ายฉากแข่งขันอลังการมาก เด็กอนุบาลจาก 10 โรงเรียน พันกว่าคนมารวมอยู่ในยิมเนเซียม ตอนแรกเคยนึกในใจว่า หนังมันจะยังไงนะ ถ่ายกันในโรงเรียนอนุบาล มีที่บ้านนิดหน่อย แต่พอมาเห็นฉากใหญ่ โอโอ้พี่!! บึ้มมาก ทำให้บรรยากาศและอารมณ์ร่วมของเด็กเกิดขึ้นกันจริงๆ ที่ตรงนั้น เราสัมผัสได้ว่า ถึงอารมณ์จริงๆ เด็กบางคนถึงกับร้องไห้ บางคนถึงกับไม่ยอมกัน เพราะนึกว่าจริง 

เด็กดรีมทีมเวลาแพ้ ก็ปอดกันไปจริงๆ เลย มีเศร้า มีซึมแบบหงอยๆกันไป แต่ก็มีน้องเซน 1 ที่คอยบิ้วท์และปลอบเพื่อนๆ ในทีมให้กำลังใจกัน เป็นความสดที่น่ารัก เราได้เห็นถึงความตั้งใจของผู้กำกับฯ เลยครับ หนังที่เราเห็นว่าเล็กๆ แต่เอาเข้าจริงๆ มันใหญ่มาก”  

ฉากแข่งขัน ตอนที่เด็กๆ แข่งชักเย่อกัน เราก็สนุกไปด้วย ดูทีมโน้น ตัวใหญ่จัง ความแตกต่างของแต่ละทีม กองเชียร์แต่ละทีม บางทีมมาเป็นรุ้งเลย บางทีมมาเป็นศาลพระภูมิเลย ความเป็นเด็ก บริสุทธิ์จริงๆ น่ารักมาก” 

 
   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: ancha999 at gmail.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.