
ผู้กำกับมือฉมัง ยุทธเลิศ สิปปภาค เจ้าของผลงานสร้างชื่อสุดฮิตอย่าง มือปืน / โลก / พระ / จัน, กุมภาพันธ์, บุปผาราตรี, สายล่อฟ้า และ บุปผาราตรี เฟส 2 กลับมาอีกครั้งกับหนังดราม่า-สยองขวัญเรื่องล่าสุด กระสือ วาเลนไทน์ ผลงานการกำกับภาพยนตร์ลำดับที่ 6 ที่จะมากล่อมให้คุณรู้ซึ้งว่า ความรักไม่ใช่เรื่องพรหมลิขิต อีกต่อไป ผสานไปกับเสียงฮาและความสยอง เพื่อรับขวัญเทศกาลวันแห่งความรัก...โดยเฉพาะ
เดือนกุมภาพันธ์ที่เป็นเดือนแห่งความรัก ใคร ๆ ก็พูดถึงเรื่องความรักกัน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว แต่อยู่ ๆ พี่ก็คิดถึงเรื่องกระสือขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะมันคือหนังเรื่องแรกที่ได้ดูในชีวิตตอนเด็ก ๆ ก็เป็นได้ มันเหมือนถูกฝังอยู่ในตัวเรามานานมาก นานจนอยู่ดี ๆ มันก็โผล่ขึ้นมา แล้วมาผนวกกับเรื่องราวความรักเข้า ถ้าเป็นเรื่องความรักของกระสือ มันจะน่าสนใจมั้ย เป็นเรื่องความรักของคนที่ไม่มีร่าง แต่หัวใจยังมีอยู่ เป็นหัวใจปกติของคนทั่วไป มันจะเป็นยังไง เรามองว่ามันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ก็เริ่มจากตรงนี้แหละ
กระสือที่ใคร ๆ ก็มักจะมองว่าเป็นผีที่น่ากลัว น่าขยะแขยง แต่พี่ไม่ได้มองว่ากระสือเนี่ยเป็นผี พี่ว่ากระสือเนี่ยแตกต่างจากผีประเภทอื่น ๆ เพราะว่าผีประเภทอื่น ๆ เนี่ยคนจะกลัว และสามารถทำร้ายคนอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะนางนาค ไม่ว่าจะผีปอบ ไม่ว่าจะจูออน พวกนี้เค้าจะทำร้ายทุกคนได้ตลอด น่ากลัว แต่ส่วนกระสือเนี่ยส่วนใหญ่จะโดนทำร้าย หรือไล่ หรืออะไรก็ตาม กระสือในความรู้สึกพี่มันคือ ตัวประหลาด คนที่ผิดปกติ เป็นคนที่ผิดปกติมากกว่าเป็นวิญญาณของผี หรือเป็นผีจริง ๆ มันมีความเป็นคนอยู่ คือมันอาศัยอยู่บนร่างของคน ไม่ได้เกิดมาเป็นผีเลย มันก็กับเหมือนมนุษย์หมาป่าที่จะออกมาตอนพระจันทร์เต็มดวง แต่กระสือเนี่ยออกตอนกลางคืน หากินตอนกลางคืน แล้วสิ่งที่มันกินเนี่ย มันกินอุจจาระ กินเศษอาหาร กินรกเด็ก มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ทำไมมันต้องมากินอะไรแบบนี้
Do You Believe in Destiny? ...ครั้งหนึ่งผู้กำกับยุทธเลิศ เคยขับกล่อมคำถามนี้ให้ดังกึกก้องจากนิวยอร์คสู่บางกอกมาแล้วเมื่อ 3 ปีที่แล้วแต่กับหนังเรื่องใหม่ของเขาใน พ.ศ. นี้ เขาได้พลิกมุมมองความรักจากเดิมลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยการขีดฆ่าคำว่า พรหมลิขิต ออกจากสารบบของ ความรัก และเปิดทักทายผู้ชมกับแง่มุมใหม่ของความรักที่เข้มข้นและจริงจังมากขึ้น...ไม่มีการล้อเล่นอีกต่อไป ???
อย่างเรื่องอื่น ๆ เค้าอาจจะพูดถึงความรักประมาณว่า ความรักทำให้คนตาบอด, ความรักทำให้เกิดปาฏิหาริย์, ความรักคือพรหมลิขิต แต่กับ กระสือวาเลนไทน์ จะพูดถึงความรักในแง่ที่ว่า ความรักไม่ใช่เรื่องของพรหมลิขิต มันมีบางอย่างลิขิต ซึ่งมีพลังมากกว่าพรหม คือจะพูดในแบบจริงจังเลย ความรักไม่ใช่เรื่องที่จะมาล้อเล่นกันได้ง่าย ๆ
เรื่องนี้มันคงหนักไปในทางดราม่ามากกว่าที่จะเป็นหนังรักเพียว ๆ อารมณ์มันจะเป็นดราม่ามากกว่า คือพระเอกนางเอกจะไม่มีเวลาของความโรแมนติก แต่จะเป็นการเกี่ยวพันกันในเรื่องของชีวิต เป็นดราม่า เป็นหนังชีวิตมากกว่า เป็นชีวิตหนัก ๆ เลย แล้วก็จะมีความสยองขวัญกับตลกเข้ามาแทรกอยู่บ้าง
หนังจะมาพร้อมนักแสดงคู่สยองขวัญวันวาเลนไทน์อย่าง พลอย จินดาโชติ นักแสดงหญิงรุ่นใหม่ที่จะมาหว่านเสน่ห์บนจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรกคู่กับ เต้ ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ นักแสดงชายเจ้าบทบาท (ไอ้ฟัก, ซุ้มมือปืน) ร่วมด้วยนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมืออย่าง โกวิท วัฒนกุล, วิยะดา อุมารินทร์ และนักแสดงรับเชิญมากมายตามสไตล์หนังยุทธเลิศ...เขาล่ะ
นักแสดงทุกคนจะเลือกจากคาแร็คเตอร์และความเหมาะสมของบทเป็นหลัก แน่นอน เต้ (ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์) เนี่ยจะเห็นฝีมือการแสดงของเค้าแล้วไม่ต้องห่วง ส่วนพลอย (จินดาโชติ) ที่รับบทกระสือเนี่ย เป็นผู้หญิงที่สวยแต่ไม่อ่อนหวาน เหมือนนางเอก เหมือนกระสือหนังผีทั่วไป คือจริง ๆ บทนี้ ไม่ได้แพลนจะให้พลอย แต่ว่าตัวจริงของพลอยจะมีคาแร็คเตอร์แข็ง ๆ อยู่ด้วย คาแร็คเตอร์แบบนี้ พี่คิดว่ามันมีเสน่ห์บางอย่างกับตัวกระสือ เพราะกระสือเนี่ยจริง ๆ แล้วมันมีคาแร็คเตอร์ที่บอบบาง แต่ต้องสร้างคาแร็กเตอร์บางอย่างที่ปกปิดความรู้สึกที่บอบบาง ปกปิดความอ่อนแอของเค้าเอาไว้ ซึ่งคาแร็คเตอร์ของพลอยจะเหมาะและน่าสนใจที่จะเอามาทำเป็นกระสือ ส่วนอาโกวิทกับพี่อูมนั้นคือไม่ต้องห่วงล่ะ ทั้งคู่เป็นนักแสดงเจ้าบทบาทอยู่แล้ว ซึ่งถ้ามีโอกาสร่วมงานด้วยก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี และแกเองก็เอ็นจอยที่อยากจะทำงานกับเรากันด้วย
นักแสดงตลกที่มีในเรื่องก็คือ น้าโพธิ์ทอง มาจาก สายล่อฟ้า ลุงโกร่ง มาจาก มือปืน โลก พระ จัน คือแกก็ถาม ๆ มา ว่ามีบทไหนให้เล่นบ้างหรือเปล่า อีกคนก็ตลกเก่าเหมือนกัน น้ายอด นครนายก แล้วที่ไม่ใช่นักแสดงตลกแต่เป็นคนตลกก็คือ พี่อังเคิลกับพี่บุญถิ่น จาก บุปผาราตรี ก็มาเล่นเป็นตำรวจเหมือนเดิม เหมือนที่เคยไปดูผีที่ออสการ์อพาร์ตเมนต์มาก่อน เพราะว่าโรงพยาบาลที่เกิดเรื่องเนี่ยเป็นท้องที่เดียวกันกับออสการ์ อพาร์ตเมนต์ ทั้งคู่ก็เลยต้องมาดูแลแถวโรงพยาบาลนี้ด้วยเหมือนกัน
ในส่วนของโลเกชั่นที่ใช้ถ่ายทำนั้น หนังเลือกใช้สถานที่จริงอย่าง โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ โรงพยาบาลรถไฟ ย่านมักกะสัน เป็นสถานที่ถ่ายทำเกือบตลอดทั้งเรื่อง เพราะมีความพร้อมในทุก ๆ ด้านตามที่หนังต้องการให้เป็นฉากหลัง ดังนั้นจึงง่ายต่อการออกแบบงานสร้างในเรื่องนี้ที่จะอิงกับหลักความจริงให้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
หนังเรื่องนี้ไม่ได้ออกแบบอะไรมากมาย เราเลือกโลเกชั่นที่เหมาะ แล้วโลเกชั่นนี้มันก็มีอยู่แล้วด้วย เราไม่ต้องหาเราใช้สถานที่จริง ทุกอย่างจริงหมด ไม่มีการออกแบบ โรงพยาบาลก็โรงพยาบาลจริง บ้านพักหมอก็ของจริง ทุกอย่างจะจริงหมด
และเมื่อพูดถึงในส่วนของการก่อร่างสร้างกระสือขึ้นมานั้น แน่นอนที่จะต้องมีเรื่องของเทคนิคซีจีเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยที่เข้ามาเสริมเนื้อเรื่อง เติมเต็มความสมบูรณ์ทางด้านอารมณ์เพื่อสร้างสีสันให้กับหนัง โดยไม่เบียดเบียนสาระสำคัญที่ผู้กำกับต้องการบอกเล่าแต่อย่างใด
ซีจีในเรื่องนี้จะอยู่ที่ประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์เองนะ คิดว่าไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะหนังพี่ไม่เน้นตรงส่วนนี้อยู่แล้ว ตัวกระสือจะทำเป็นหุ่น หล่อหัวขึ้นมา หล่อไส้ขึ้นมา ซึ่งพี่คิดว่าซีจีทำได้แต่ไม่ได้ในเรื่องความรู้สึก การหล่อไส้ขึ้นมามันได้ความรู้สึกเหมือนจริงมากกว่าซีจี ซีจีเอามาใช้ตอนลอย ตอนอะไรเท่านั้นเอง พี่ยังเชื่อว่าภาพที่เกิดจากคน มันใกล้ความจริงมากกว่าภาพที่เกิดจากซีจี
ทีมงานที่มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการสร้างกระสือให้กับหนังก็คือ เมคอัพ เอฟเฟ็กต์ ซึ่งในเรื่องนี้ต้องอาศัยมืออาชีพอย่าง กบ-ธนาวุฒิ บู่สามสาย ที่ผ่านงานมาแล้วหลายเรื่อง อาทิเช่น ชุมเสือแดนสิงห์ฯ, บุปผาราตรี, บุปผาราตรี 2 และนรก รวมถึงกวาดมาแล้วหลายรางวัลทางด้านนี้ ล่าสุด ผู้กำกับ-มือแต่งเอฟเฟ็กต์คู่บุญคู่นี้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน กระสือวาเลนไทน์ ที่จะเน้นการสร้างกระสือขึ้นมาด้วยมือมากกว่าอาศัยเทคนิคซีจี ซึ่งทุกเอฟเฟ็กต์ที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดผื่นแพ้ แผลไฟไหม้ ไส้กระสือ หนวดเครา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มาจากฝีมือของผู้ชายคนนี้เพียงคนเดียว
การแต่งกระสือเนี่ย ตั้งแต่เริ่มแรกก็ต้องไปหา reference มาดู พี่ก็ไปหาไปดูมาที่โรงพยาบาลศิริราช ไปดูไส้ ไปดูเครื่องใน ไปดูอะไรต่าง ๆ มา เสร็จแล้วเราก็ใช้มิกซ์เอา โดยที่ใช้เครื่องในหมูมาเป็นแบบ ในวันที่ทำเนี่ย แบบว่าแทบจะเป็นลม เพราะว่าตอนสุดท้ายหล่อไส้ตอนประมาณตี 3 เพราะว่าเราเอาของจริงมาหล่อ แล้วพอแกะออกมามันมีน้ำ ข้างในมันก็จะเน่าแล้วอะไรอย่างงี้ คือตรงนั้นจะยากสุดแล้ว แต่ในเรื่องของการหล่อการฉีดโฟมอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ยาก ที่ยากอีกทีก็คือ การแต่งสีและการจัดเรียงให้มันได้ compose ของไส้คนที่เหมือนจริง

แล้วอีกอย่างที่ยากก็คือ การหล่อหน้าน้องพลอยที่เล่นเป็นกระสือ แต่พอเทแบบออกมาแล้วเนี่ยมันจะไม่ค่อยเหมือนตรงที่สีผิวคน ลักษณะผิวของคน ๆ หนึ่งเม็ดสีนี่มันจะมีหลายสี แต่สีเวลาที่เราแต่งหน้าเนี่ยเราจะลงได้ทีละสี ถ้าลงไปซ้อน ๆ กันเนี่ยมันก็จะไม่เหมือน ลักษณะมุมองศาเวลาเฉดสีเนี่ยมันก็จะไม่เหมือน นี่คือความยาก แล้วก็เรื่องของทรงผม ซึ่งต้องคอนทินิวทั้งเรื่อง และผมเป็นทรงเดียวของกระสือ บางทีแบบว่าหยิกไป บางทีแบบว่ายืดไป ตรงเนี้ยถามว่ายากมั้ย จะว่ายากก็ยาก แต่ถ้าเราใส่ใจกับมันก็โอเค ไม่เหลือบ่ากว่าแรง เราก็ทำให้มันใกล้เคียงที่สุดอะไรอย่างงี้มากกว่า และถ้าพูดถึงการแต่งกระสือเนี่ย เวลาแต่งน้องเค้าจริง ๆ เลยเนี่ย ใช้ไส้ที่ทำไว้แล้วมาคล้องเนี่ยมันเร็ว เพราะทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้ว มันก็จะมีแค่เรื่องเสื้อผ้าสีเขียว กรีนสกรีนแค่นั้น พอใส่เสร็จก็คือคล้องคอได้เลย อาจจะช้านิดนึง เพราะอาจจะทำผมนิดหน่อย ก็คือแบบทำให้ธรรมชาติที่สุด อันนี้น่ะใช้เวลาไม่เท่าไหร่
แต่อันที่ต้องใช้เวลานาน ๆ จริง ๆ คือของอาเมา โกวิท ที่เล่นเป็นคนแพ้ดอกกุหลาบแล้วเม็ดผื่นจะขึ้นทั้งตัวเนี่ย ใช้เวลาแต่งนานอย่างต่ำสุดก็ 2 ชั่วโมงแล้ว เพราะต้องลงสีหลายขั้นตอนมาก ทำครั้งแรกประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าได้ ก็หลายครั้งอยู่กว่า 10 ครั้งได้ ก็ต้องลองผิดลองถูกดู แต่พอทำออกมาแล้วมันใช่ มันก็โอเค อย่างของอาเมาเนี่ยช่วงหลัง ๆ เนี่ยชินแล้วก็จะแต่งเร็วขึ้น ก็ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็เสร็จ เพราะเราได้แนวทางจากตอนแรกแล้ว ว่าเราทำต้องทำแค่ไหนอะไรยังไง
นอกจากนี้ก็มีเรื่องของหนวดเคราเต้ ปิติศักดิ์ หนวดเคราเนี่ยครั้งแรกแต่งช้าและยากมาก เพราะว่าเป็นอะไรที่มันไม่ใช่แต่งสำเร็จ ไม่ใช่หนวดที่ติดเป็นลักษณะแผงเข้าไปแล้วจบ มันเป็นหนวดที่ผู้กำกับต้องการให้เหมือนจริงมากและเป็นธรรมชาติที่สุด คือยุ่ง ๆ แล้วก็มีลักษณะเป็นรูขุมขน แต่ความเหมือนจริงเนี่ยเราจะมานั่งเรียงที่ละเส้นไม่ได้ ให้เค้าไว้ก็ไม่ทัน มันจะต้องใช้ลักษณะที่ว่ายุ่ง ๆ หรือว่าเป็นเลอะๆ แถมยังต้องแต่งให้เป็นหน้าที่หมองกร้าน หน้าที่เป็นแห้ง ๆ ผิวมัน ผิวอะไรอย่างงี้เข้ามาอีก ครั้งแรกเนี่ยตกประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า 4 ชั่วโมง แต่พอถ่ายไปก็จะใช้เวลาน้อยลงประมาณชั่วโมงกว่า ซึ่งเราต้องรู้ว่าเค้าจะใช้แค่ไหน ตรงไหน เราต้องเซฟเวลาให้ทางกองถ่าย แล้วก็เซฟเวลาเรา แล้วงานของเราก็จะได้เต็มที่ด้วย

หลักการทำงานของพี่ส่วนใหญ่ ต้องคุยถึงพล็อตเรื่อง ความต้องการของเรื่อง ความต้องการของผู้กำกับ ระยะเวลาในการทำงานที่เหมาะสม เพราะบางทีผู้กำกับอยากได้ 100 แต่ในพล็อตเรื่องได้แค่ 90 ก็โอเคแล้ว แต่ผู้กำกับอยากได้ 100 เวลาทำงานมีไม่ถึง 50 อะไรอย่างเนี้ยก็ต้องคุยกัน แล้วทุกอย่างเราต้องบวกกันเฉลี่ยให้มันอยู่ตรงกลางที่สุด แต่ทางที่ดีที่สุดคือคุยกับผู้กำกับ เพราะผู้กำกับคือคนสร้างภาพ ทั้งหมดก็ออกมาเป็นภาพรวมที่เราดูแล้วสื่อกันได้รู้เรื่อง แล้วก็ให้ใกล้เคียงกันที่สุด เท่าที่จะทำได้ด้วยระยะเวลาที่กำหนด ด้วยเวลาที่มี ด้วยตัวแสดงที่จะรับได้หรือไม่ได้ เพราะว่าอุปกรณ์เอฟเฟ็คต์บางตัวมันอาจจะเสีย บางตัวมันก็อาจจะแบบธรรมดาไม่มีอะไร การแต่งกระสือเนี่ยมันต้องละเอียดนิดนึง เพราะว่าบางทีเราต้องใช้แค่ช่วงหน้าเฉย ๆ ก็ใส่เสื้อผ้าเป็นกรีนสกรีน เราก็ต้องมีไส้ปลอมมีพวงไส้ทั้งหมดเนี่ยแขวน มีสายไฟมีอะไรเยอะมาก ซึ่งบางทีเนี่ยตัวแสดงอาจไม่ชิน เพราะต้องก้มใช้แต่ช่วงหน้าแล้วแขวนไส้ลงมามันจะหนักนิดหน่อย บางทีก็อาจจะรำคาญ ตรงนี้ก็ค่อนข้างจะมีปัญหานิดนึง บางทีไส้มันก็จะไม่ได้องศาไม่ได้มุม แต่บางทีที่ใส่แล้วอยู่เฉย ๆ เนี่ย น้องเค้าก็ต้องเอามือมาช่วยประคอง ก็คือมันเป็นการร่วมมือของนักแสดง ที่แบบว่าถ้านักแสดงไม่ร่วมมือมันก็ไม่เสร็จ คือแบบว่าทุกคนโอเคร่วมมือกันช่วยเหลือกันดี ก็ชอบตรงนี้ ร่วมงานกันแล้วไม่ค่อยมีปัญหา
เกร็ดกระสือ
จากบันทึกเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับ ผีกระสือ ที่มีอยู่หลายสำนักในประเทศไทย กล่าวไว้ว่า ผีกระสือมีแทบทุกภาคของเมืองไทย แต่ละภาคก็จะมีชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น ผีสือ, ผีกละ หรือ ผีโพง
แม้จะมีชื่อเรียกผีต่างกันออกไป แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็รับรู้ในแบบเดียวกันว่า ผีกระสือไม่ใช่วิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว แต่เป็นผีที่เกิดจากคนซึ่งมีชีวิตอยู่แต่แยกจิตวิญญาณออกไปเป็นผีกระสืออีกร่างหนึ่ง จะว่าคนเดียวมีสองร่างก็พอได้ และที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นผีกระสือจะผูกขาดอยู่เฉพาะเพศหญิงเท่านั้น ไม่เคยมีปรากฏว่าผู้ชายเป็นผีกระสือมาก่อนแต่อย่างใด
สำหรับความเป็นมาหรือมูลเหตุการเกิดเป็นกระสือนั้นไม่เคยมีการแจ้งไว้อย่างชัดเจน แต่ส่วนใหญ่จะเชื่อกันว่า เป็นมรดกตกทอดของอาถรรพณ์วิญญาณเร้นลับซึ่งจะต้องสืบต่อกันมาเป็นรุ่น ๆ หรือเป็นวิบากกรรมซึ่งผู้มีกรรมจะต้องสืบทอดต่อ ๆ กันไป จนกว่าวิบากกรรมนี้จะจบสิ้น การเป็นผีกระสือนั้นจะตายไม่ได้ ถึงจะแก่หง่อมอย่างไร ก็ยังต้องมีชีวิตอยู่
ผีกระสือจะปรากฏตัวในลักษณะเฉพาะแค่หัวกับไส้และดวงไฟเรืองแสงในตอนกลางคืน เพื่อออกหากินพวกอาจมสกปรกที่คนไปถ่ายทิ้งไว้, เลือด, น้ำเหลืองของหญิงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ ๆ รวมถึงตับไตไส้พุง และรกเด็กด้วย
มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อกระสือกินพวกของสกปรกจนอิ่มแปล้แล้ว มักจะใช้ผ้าที่หาได้บริเวณนั้นเช็ดปากและทิ้งไว้ หากอยากรู้ว่าใครเป็นผีกระสือ ก็ให้นำผ้าไปนึ่งหรือต้ม คนที่เป็นผีกระสือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ปากเหมือนถูกน้ำร้อนลวก กระทั่งทนไม่ไหวจนต้องยอมปรากฎตัวออกมาขอร้องให้เลิกต้มผ้านั้นเสีย แต่ผีกระสือบางรายอับอายที่จะให้ใครรู้ว่าตนเป็น จึงยอมทนปวดแสบปวดร้อนจนปากเน่าพุพองอย่างน่าเวทนา
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อกันอีกว่า ผีกระสือจะไม่กล้าเข้ามาใกล้หนามพุทรา เพราะกลัวหนามจะเกี่ยวลำไส้ของมันเอาไว้ และจะกลับคืนสู่ร่างเดิมไม่ได้ ดังนั้น ชาวบ้านจึงมักกองหนามพุทราเอาไว้ใต้ถุนบริเวณบ้าน
ส่วนการสืบทอดเป็นผีกระสือรุ่นต่อ ๆ ไป ก็คือ คนที่เป็นผีกระสือจะใช้น้ำลายป้ายหรือหลอกให้คนอื่นกินน้ำลายของตน และใครที่โดนน้ำลายป้ายหรือกินน้ำลายของคนที่เป็นผีกระสือ ก็จะกลายเป็นผีกระสือรุ่นต่อไปทันที |