สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
คน-โลก-จิต
ชอบ! กด Like...ใช่! กด Love
Home ความรัก ความทรงจำ
โปรแกรมหน้า
Art Idol อยากให้เธอรู้ว่ากูติสท
I Miss You
อันธพาล
สถานี 4 ภาค
ชัมบาลา
   
วิญญาณ โลก คนตาย
  สหมงคลฟิลม์
  LINK : เรื่องย่อ  เบื้องหลังการสร้าง  ผู้กำกับเปิดใจ
  สารบัญหน้านี้ : แคแรกเตอร์นักแสดง
   
 


อนุชิต สพันธุ์พงษ์ (รับบทเป็น  บัติ) - หมอผ่าศพวัย 25 ปี หน้าตาคมสัน ผิวคล้ำ เดินไม่ถนัด (ขามีบาดแผลใหญ่) มีเพื่อนเป็นเหล่าร่างไร้วิญญาณในห้องดับจิต เขามีความสามารถประเมินสาเหตุของการตายได้จากการวินิจฉัยศพ ดูเป็นคนมีหลักการ มีระเบียบ มีความอดทน และเป็นคนชอบวางแผนและมีความรอบคอบเสมอ ลักษณะเหมือนโรคจิตนิด ๆ ชอบการชำแหละศพ โดยปกติหูมักจะได้ยินเสียงแปลก ๆ เสมอ นั่นอาจจะเป็นเสียงวิญญาณที่ตามหลอนเขาอยู่ก็เป็นได้ มีปมในใจในเรื่องการตายของพ่อ ซึ่งทำให้เขาต้องตามหามิ้ง เพื่อให้ช่วยไขความลับในอดีตที่ค้างคาใจมานาน

“เรื่องนี้ผมก็จะรับบทเป็น บัติ แพทย์นิติเวชหรือหมอผ่าศพที่มีอาการทางจิตนะครับ คาแร็คเตอร์เรื่องนี้ก็จะแตกต่างจาก 2 เรื่องแรกไปเลยครับ จาก ‘15 ค่ำ เดือน 11’ ก็จะเป็นเด็กอีสาน ส่วน ‘โหมโรง’ ก็จะเป็นเด็กไทยและก็เป็นหนังพีเรียด แต่ว่าด้วยวัยของ 15 ค่ำฯ กับ โหมโรง ก็จะเป็นวัยรุ่น แต่ว่าเรื่องนี้จะอยู่ในวัยทำงาน เพราะว่าเค้าเป็นแพทย์นิติเวช ก็จะโตขึ้นมาก จะมีความเงียบขรึม แล้วก็มีอาการทางจิตนิด ๆ ด้วยครับ

ฉากในห้องผ่าตัด ก็สนุกดีครับ มันก็จะมีศพที่ถูกผ่าทิ้งไว้ แล้วเราก็จะได้เห็นว่าศพที่เค้าผ่าท้อง เปิดช่องท้อง มันเป็นยังไง ก็จะแหวะ ๆ หน่อย แต่มันก็จะสนุกดี เพราะว่าจะมีซีนที่ต้องก้มหน้าเข้าไปใกล้ ๆ แล้วก็คุยกับศพ ถามว่าเป็นอะไรตาย เหมือนกับทุกครั้งเค้าจะระบาย... คือผมเชื่อว่าตัวละครของบัติ ช่วงเวลาที่เค้าเป็นส่วนตัวที่สุด คือตอนที่เค้าอยู่ในห้องผ่าศพ ระหว่างที่เค้าพิสูจน์ว่าใครเป็นอะไรตาย เป็นการที่เค้าได้ระบายกับศพ

พูดถึงเสน่ห์ของภาพยนตร์ก็คงจะเป็นเรื่องเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งบางทีมันคงจะแปลกใหม่ในการเป็นภาพยนตร์ไทย เพราะพี่อ้นพยายามที่จะนำเสนอหนังผีซึ่งจะไม่ให้เหมือนกับหนังผีหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ที่เคยมีมา ด้วยบทด้วยคาแร็คเตอร์ มันไม่ใช่หนังผีตุ้งแช่อ่ะครับ แต่มันจะเป็นหนังผีแบบลึก ๆ นิ่ง ๆ ประมาณนี้ ก็จะแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ คือคนไหนที่ชอบดูหนังแนว ๆ หนังนิ่ง ๆ ค่อย ๆ ไป มันจะไม่ได้น่ากลัวแบบแฮ่ ๆ แต่มันจะรู้สึกน่ากลัวแบบเย็น ๆ เยียบ ๆ อยู่ข้างในอะไรอย่างงี้ ก็น่าจะชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ และด้วยการแสดงของผมและรัน คือทุกคนก็จะตั้งใจทำงานอย่างดีอ่ะครับ คือถ้าแฟน ๆ ที่ชอบผลงานของผม ก็คงจะได้เห็นผมในอีกแง่มุมหนึ่ง อีกภาพลักษณ์หนึ่ง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมจะชอบภาพลักษณ์นี้มากครับ”




ผู้กำกับเปิดใจ : “อย่างแรกเลยตอนที่ผมคิดถึงนักแสดงอย่างโอ (อนุชิต สพันธุ์พงษ์)ขึ้นมาเนี่ย คือผมดูผลงานเค้าจากเรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 น่ะครับ ผมดูว่าเค้าเป็นคาแร็คเตอร์ที่ดูเป็นวัยรุ่นที่แบบว่ามีสมอง เค้าไม่ได้เป็นวัยรุ่นที่เละเทะ เค้าอยู่ของเค้าโดยให้ความรู้สึกว่าเนี่ย เด็กไทยน่าจะเป็นแบบนี้นะ ค้นหาตัวเอง ค้นหาเรื่องราว แล้วพอมาอีกเรื่องนึงคือ โหมโรง เนี่ย เค้าก็ยังเป็นแบบว่าชักจูงคนในลักษณะเป็น Idol ของเด็กไทยได้เลย ทำให้คนเรารักดนตรีไทยอะไรอย่างนี้ พอผมเห็น 2 เรื่องนี้แล้ว ผมก็เลยอยากเห็นด้านมืดของเค้าบ้าง การแสดงออกทางด้านด้านมืดของเค้า มันน่าจะมี แล้วถ้าเผื่อได้มาเล่นหนังของผมเนี่ย ซึ่งมันต้องแสดงออกทางด้านมืดเยอะ ผมว่ามันทำให้เค้าอยากแสดง มันเหมือนกับว่า เค้าใสสะอาดมาหมดแล้ว เค้าเก็บ ๆ อะไรไว้ เค้าจะได้มาทิ้งในหนังเรื่องนี้ได้เต็มที่ เพราะตัวละครของโอ มันต้องเป็นลักษณะจิต ๆ อย่างนั้นด้วย  

คือ โอเนี่ยเค้าจะเล่นเป็น บัติ เป็นหมอผ่าศพ แต่ว่าจะไม่เหมือนหมอผ่าศพทั่วไป คือเค้าจะเป็นตัวเค้า ชีวิตเค้าเกิดมาอย่างนี้ แล้วเค้าเจอเรื่องอย่างนี้มา แล้วเค้าเก็บงำในเรื่องที่มันเกิดการตายขึ้นมา รอบข้างเค้านี่มีแต่ศพเต็มไปหมดเลย ศพนี้ก็ตาย ๆ ๆ แล้วก็มาหาให้เค้า ให้เค้าชันสูตรว่ามันตายเพราะอะไร เค้าคงหมกมุ่นในความรู้สึกที่ต้องหาคำตอบแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ก็จะเกิดอาการทางจิตขึ้น แล้วก็จะพูดคุยกับศพอยู่ตลอดเวลา ก็คือแบบโอเนี่ย ผมก็จะดีไซน์คาแร็คเตอร์ของเค้าให้ต่างจากที่เคยแสดงในเรื่องอื่นไปเลย เปลี่ยนลุคไปเลยก็ว่าได้ ทั้งในด้านบุคลิกความเป็นหมอ หรือด้านบทบาทของตัวโอเองที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนด้วย


เป็นการกลับมาขึ้นจอภาพยนตร์อีกครั้งของนักแสดงรุ่นใหม่มากฝีมืออย่าง โอ อนุชิต สพันธุ์พงษ์ (15 ค่ำ เดือน 11, โหมโรง) ที่พลิกคาแร็คเตอร์มารับบทหมอหนุ่มลักษณะคล้ายคนโรคจิต, ชอบการชำแหละศพ และมีปมอดีตเกี่ยวกับพ่อของเขาฝังแน่นอยู่ในใจรอวันสะสาง
แน่นอน นี่คือบทที่จะทำให้เห็นพัฒนาการด้านการแสดงที่ลึกขึ้นของนักแสดงหนุ่มผู้นี้
อนุชิต สพันธุ์พงษ์ เกิดเมื่อวันที่  1 พฤษภาคม 2522 จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการชนะเลิศการประกวดเต้น Nescafe Shake Dancing Contest และชนะเลิศการประกวด RVS Born to be Star สาขา Dancing ของคลื่น RVS ก่อนที่จะให้ผู้ชมคุ้นหน้ามากขึ้นจากการแสดงภาพยนตร์โฆษณา COKE ร่วมกับ แคทรียา อิงลิช
แจ้งเกิดแบบเต็มตัวจากการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก “15 ค่ำ เดือน 11" ของผู้กำกับ จิระ มะลิกุล จนได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง สาขานักแสดงนำฝ่ายชาย และเข้าชิงรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง สาขานักแสดงนำฝ่ายชาย เช่นกัน
จากนั้นก็มีผลงานด้านบันเทิงหลากหลายแขนงไม่ว่าจะเป็นมิวสิควิดีโอ (เบิร์ด ธงไชย, ทาทา ยัง, เสือ ธนพล, อัสนี-วสันต์, พลพล), ละคร (เมื่อวันฟ้าเปลี่ยนสี, ยุทธการเข้าบัว, พรุ่งนี้ไม่สาย...ที่จะรักกัน, สุภาพบุรุษเดินดิน, ร.ศ. 112 คนไทยรักแผ่นดิน, เปลวไฟในฝัน, ฟ้า หิน ดิน ทราย, มายาพิศวาส) รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ของผู้กำกับ อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ และมีโอกาสได้โกอินเตอร์ไปแสดงภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “Spring Snow” อีกด้วย

ผลงานภาพยนตร์ : 15 ค่ำ เดือน 11 (2545), โหมโรง (2547), Spring Snow (ภาพยนตร์ญี่ปุ่น-2548), แก๊งชะนีกับอีแอบ (รับเชิญ-2549), วิญญาณโลกคนตาย (2550)

 

ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ (รับบทเป็น มิ้ง)

- หญิงสาวอายุ 20 ปี รูปร่างผอม ผมยาว เป็นโรคหอบหืด มิ้งเป็นคนที่ชอบเก็บตัว ทุกข์ทรมานกับการมองเห็นในแบบที่หลายคนไม่เคยรับรู้ เธอสามารถมองเห็นโลกแห่งความตาย และวิญญาณที่ยังไม่ไปผุดไปเกิด เธอต้องหลีกหนีวิญญาณเร่ร่อนที่คอยตามหลอกหลอน ไปอยู่ตามบ้านผีสิง เพราะเธอเชื่อว่าวิญญาณเฮี้ยนเหล่านั้นจะช่วยคุ้มครองเธอได้จากอะไรบางอย่างที่สยองยิ่งกว่า
“ ในเรื่องนี้รับบทเป็น “มิ้ง” ค่ะ ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะว่าตัวมิ้งเค้าเป็นผู้หญิงที่มีความทรงจำในอดีตซึ่งฝังใจเค้า ทำให้มีผลกระทบในการเจริญเติบโต และนิสัยใจคอด้วย ทำให้มิ้งเป็นคนที่โดยรวม ๆ แล้วสามารถมองเห็นวิญญาณได้ แต่เค้าแปลกจากคนอื่นว่าเค้าไม่กลัว เหมือนเป็นเรื่องปกติ เค้าสามารถเห็นได้ทั้งโลกคนเป็นและโลกคนตาย ก็เลยมีเรื่องมาว่า วิญญาณ โลกคนตาย เพราะว่าตัวมิ้งเนี่ยสามารถเห็นว่าคนนี้ตายยังไง ก่อนตายเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง เหมือนเป็นคนที่สื่อสารได้ โดยนิสัยเค้าแล้วก็เป็นคนที่ซ่อนความเจ็บปวดไว้ข้างใน และเวลาเล่นก็ค่อนข้างยาก เพราะมันจะออกมาทางสายตามากกว่า แล้วพอคัทปุ๊บ พี่ทีมงานต้องปล่อยให้รันอยู่คนเดียวก่อน เพราะว่าพอเล่นปุ๊บแล้วมันพีคสุดไปเลย หนูก็ต้องนิ่งซักพักก่อน เพราะว่ามันเหมือนกับว่า มันเหมือนติดมิ้งเข้าไปข้างในตรงที่เครียดมาก ถ้าได้ดูจะรู้สึกว่าอินกับมิ้งมากนะคะ แล้วพอแต่ละคัท มันก็ต้องใช้เวลาพักนิดนึงอะไรอย่างงี้ค่ะ มันยากค่ะ
จริง ๆ แล้วมันยากมากทุกฉากนะคะ คือถ้าได้ดูจะรู้เลยว่ามันยากมาก แต่ถ้าถามว่าฉากไหนที่มันยากที่สุด ก็คงเป็น...รันว่ามันน่าจะเป็นฉากที่รันต้องเข้ามาในบ้านพี่โอนี่ล่ะค่ะ มันเหมือนว่าจะโดนวิญญาณเข้า และรันต้องเล่นเป็น 2 บุคลิก คือทั้งตัวมิ้ง และก็ตัวที่เข้ามาสิงในตัวมิ้ง ซึ่งมันเล่นยากมาก ๆ เพราะเราโดนอีกตัวเข้ามาอยู่ในตัวเราด้วย และอารมณ์มันต่างกัน จะต้องขัดแย้งกัน แล้วเหมือนเค้าเข้า แล้วเราก็ต้องดึงตัวเองออก เล่นยาก พอเล่นจบปุ๊บ รันน็อคไปเลย เพราะมันยากมากค่ะ
คือรันว่าหนังผีแต่ละเรื่องมันต้องต่างกันอยู่แล้ว แต่ในเรื่อง “วิญญาณฯ” นี้ สิ่งที่รันชอบมากที่สุดก็คือ เรื่องการวางโครงเรื่อง เนื้อเรื่อง ซึ่งพี่อ้นเค้าค่อนข้างพยายามดูมุมมองในหลาย ๆ มุมว่า อยากให้เนื้อเรื่องออกมาแบบไหน เพื่อให้คนดูสนใจ อันนี้มันจะมีทั้งแนวผีเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็เรื่องลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง และที่สำคัญก็จะมีแนวดราม่าด้วย คือคนเข้าไปดูก็จะได้ข้อคิดกลับไปด้วย ไม่ใช่เข้าไปดูเพื่อการกลัวผีเพียงอย่างเดียว แต่เข้าไปดูเพื่อให้เห็นชีวิตของคน ๆ หนึ่ง รันรู้สึกว่ามันก็เป็นหนังที่แตกต่างจากเรื่องอื่น มันจะเป็นการผูกปมแต่ละเรื่อง ที่คนดูจะต้องคิดตามไปด้วยค่ะ”

ผู้กำกับเปิดใจ: ส่วนน้องรัน (ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ)เนี่ย  มันเป็นพรหมลิขิตของหนังนะ ผมบอกอย่างงั้นได้เลย ครั้งแรกที่แคสติ้งมาเนี่ย ผมบอกว่า โอ้โห เราจะหานักแสดงผู้หญิงคนนี้ยังไงดี มันยากมากจริง ๆ เพราะว่านักแสดงผู้หญิงทั่วไปเวลากลัวผี ตาก็จะถลน มันจะแบบว่าอื้อ...อ้า...กรี๊ดกร๊าดอะไรไป บางทีแบบว่ามันน่ารำคาญแล้ว มันไม่ได้อารมณ์แล้ว ก็เลยแบบว่าโจทย์คือ ต้องแคสติ้งนักแสดงที่แบบว่ารู้สึกกลัวผี แม้แต่เวลาเธอพูดในน้ำเสียงที่กลัว อารมณ์ที่เก็บอยู่ตลอดเวลา  ทั้งความกลัวผีในชีวิตประจำวัน กลัวผีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันยากมาก ๆ ทีนี้พอมาเจอน้องรันเนี่ย ปรากฏว่าแสดงได้ดีมาก ใช่ตัวละครตัวนี้เลย และด้วยความที่ผมมองว่า รันกับโอเนี่ย ด้วยหน้าตาและรูปร่างเนี่ย เค้าจะค่อนข้างจะเข้ากันได้ดีด้วย ก็เลยเลือกน้องรันมาเล่น บวกกับความสามารถของเค้าทั้งคู่ ก็เลยหายห่วงได้



คาแร็คเตอร์ของรันเนี่ยก็จะแสดงเป็น มิ้ง เป็นคนที่เห็นผี สื่อสารกับวิญญาณได้ เป็นคนที่แบบว่าลอยอยู่ในโลกของเค้า โลกที่ต้องมองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณอยู่ตลอดเวลา จะเลี่ยงก็ไม่ได้ ผมก็จะดีไซน์ให้เค้าเป็นนางเอกที่ค่อนข้างเก็บกด จะทำให้ไม่สวยเลย  คือแบบว่านางเอกบ้านเราต้องสวยตลอดเวลาเลยใช่มั้ยครับ แต่กับรันเนี่ย ผมจะให้เค้าเมคอัพน้อยที่สุด จะไม่ให้แต่งหน้าจัด ๆ เลย แต่ไม่ว่าจะทำยังไงเค้าก็ยังสวยทุกมุม (หัวเราะ) ทุกมุมกล้องจริง ๆ ไม่ว่าผมจะกด จะเสย หรือว่าผมจะเปลี่ยนมุมกล้องยังไง หรือว่าไม่เมคอัพเลย ผมจะทาแค่ออยที่ตัวเค้าอะไรอย่างนี้ แต่เค้าก็ยังสวยอยู่ดี ไม่ใช่ผมมองว่าสวยคนเดียวนะ คือทีมงานทุกคนก็บอกอย่างนี้ ผมก็เลยปล่อยไปเลย เพราะทำยังไงก็สวยอยู่ดี ทำให้ไม่สวยไม่ได้เลย แต่อย่างที่บอก เรื่องการแสดงเนี่ยหายห่วงได้เลย รันจะทำให้คนดูเชื่อและหลอนตามเธอไปด้วยแน่ ๆ ครับ”

ก้าวขึ้นมารับบทนำบนจอใหญ่อีกครั้ง รัน ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ นักแสดงสาวดาวรุ่งจากเรื่อง “ศพ” กับบทหญิงสาวที่สัมผัสได้ถึงวิญญาณที่อยู่รอบตัวอย่างไม่มีทางเลี่ยง จนทำให้เธอไม่ไว้ใจคนรอบข้างหรือใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอ

บทบาทนี้ถือเป็นบทที่ยากสำหรับนักแสดงหน้าใหม่สักคน แต่ด้วยความตั้งใจและพรสวรรค์ทางการแสดงของรัน ทำให้เธอน่าจะแจ้งเกิดจากหนังเรื่องนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2527 จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เข้าสู่วงการจากการประกวดสาวแฮ็คปี 2000 (ได้อันดับที่ 2) ก่อนที่จะประเดิมงานแสดงครั้งแรกด้วยละครเรื่อง ”พระจันทร์แดง” คู่กับนักแสดงชายเจ้าบทบาท ฉัตรชัย เปล่งพานิช

จากนั้นจึงมีงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกจากเรื่อง “ผีหัวขาด” ซึ่งแสดงร่วมกับนักแสดงตลกจำนวนมาก ตามมาด้วยผลงานละครปิดท้ายอีกสองเรื่อง นั่นคือ “สองผู้ยิ่งใหญ่” และ “มนต์รักอสูร” ก่อนที่จะคร่ำเคร่งทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาเป็นหลัก
และกลับมาเดินบนสายอาชีพนักแสดงภาพยนตร์ โดยเพิ่งมีภาพยนตร์เรื่อง “ศพ” ฉายไปเมื่อปีที่ผ่านมา และ เรื่อง “วิญญาณโลกคนตาย” ที่กำลังจะฉายในวันที่ 8 พ.ย. นี้
ล่าสุด ใกล้จะเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง “ตะเบงมาน” ซึ่งเป็นครั้งแรกของเธอกับภาพยนตร์พีเรียดย้อนยุค...เช่นนี้

ผลงานภาพยนตร์ :  ผีหัวขาด (2547), ศพ (2549), วิญญาณโลกคนตาย (2550), ตะเบงมาน (2551)

   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.