สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ประสบการณ์ท่องหนัง
ประวัติหนังไทย
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
Bitter Sweet หนังสั้นเพลงรัก บอย ป๊อด
ห้าแถว
หัวหลุดแฟมิลี่
The Convert
โปรแกรมหน้า ...วิญญาณอาฆาต
ปืนใหญ่จอมสลัด
โปรแกรมหน้า
องค์บาก 2
Happy Birthday
ฝัน หวาน อาย จูบ
Super แหบ-แสบ-สะบัด
ท้า / ชน
ปาฎิหาริย์รักต่างพันธุ์
POPULAR
   
เท่งโหน่งคนมาหาเฮีย
  LINK: เครดิต  เรื่องย่อ  แนะนำนักแสดง
  สารบัญหน้านี้:  สัมภาษณ์ผู้กำกับ เท่ง โหน่ง คนมาหาเฮีย
   
 

กว่า 30 ปีของ “ พงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณ” และ19 ปีในชีวิตของ “ ชูศักดิ์ เอี่ยมสุข” จาก “ ตลกอัจฉริยะ” และ “ ตลกซุปเปอร์สตาร์” จากแก๊งค์สามช่า สู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “ เท่งโหน่งคนมาหาเฮีย” “ ที่ยังคงยืนหยัดในการมอบความสุขให้กับประชาชน”

Q. ก่อนที่ชีวิตจะประสบความสำเร็จเฉกเช่นทุกวันนี้ พงษ์ศักดิ์ พงษ์สุวรรณและ ชูศักดิ์ เอี่ยมสุขเคยทำอะไรมาบ้างก่อนที่จะกลายมาเป็นเท่ง เถิดเทิงและโหน่ง ชะชะช่า
เท่ง :
ตลอดชีวิตเคยปั่นสามล้อ เคยขายก๊วยเตี๋ยว เคยล้างจาน4 ปี แต่ในระหว่างที่ปั่นสามล้อล้างจานก็มีอาชีพลิเก ล้างจานเสร็จแล้วก็เล่นลิเก เล่นลิเกเสร็จก็มาเล่นตลก แล้วก็เริ่มมาค้าขาย ขายปลาหมึกแล้วก็มาทำลิเก แต่ละอย่างๆล้วนเป็นอาชีพที่สุจริต อาชีพที่ต้องแลกด้วยเหงื่อ บางทีหลายอย่างเลย พอมาถึงทุกวันนี้กำกับหนังก็เป็นงานชิ้นใหม่ของเรา แล้วทุกอาชีพที่ทำมาไม่ใช่เป็นอาชีพสังคมชั้นสูง เราไม่ได้คิดอย่างนั้นงานทุกงานเราทำเต็มที่ พอเหนื่อยเต็มที่ได้เงินได้ทอง แล้วมันจะหายเหนื่อย ทำแล้วปลาหมึกอร่อย เงินทองไม่ได้ คนกินอร่อยเราก็ชื่นใจแล้ว เล่นลิเกไปเหนื่อยไปอะไรแต่สิ่งที่คนดูหัวเราะ คนดูมาดู มันลืมความเหนื่อยมันลืมเรื่องเงินเรื่องทองไปเลย เราไม่ได้เอาเงินตรงลิเกก็ได้ เพราะเราบอกตัวเองว่าเรามาเอาเงินทางทีวีทางรายการก็ได้ แต่สิ่งที่เรามานั่งคิดคือทุกอาชีพที่เราทำมา เราค่อนข้างทำจริงจัง ถ้ามันทำสำเร็จ เราก็จะทำมันไปเรื่อยๆถือว่าเราทำดี

โหน่ง : ก็เยอะแหละ ขายพวงมาลัยมั้ง ออกจากโรงเรียนมาก็ไม่รู้จะทำอะไร ขายพวงมาลัย ไปรับจ้างขูดสีที่บ้านเก่าบ้างตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้เงินนิดๆหน่อยๆ ผมทำทุกอย่าง ทำมาตั้งแต่เด็กๆ อายุ11-12 เริ่มทำงานแล้ว ไม่อยู่กับบ้านแล้ว เริ่มออกเดินสายไปอยู่ลูกทุ่งไปเต้นหางเครื่อง ไม่เคยอยู่กับบ้านเลย 7-8 ปีนะ ไปเดินสายทีวงละ2 ปี 3 ปี เคยขายผ้าสำเพ็งด้วย ไปอยู่กับวงสายัณห์ สัญญาแล้วก็เบื่อ คืออยู่ลูกทุ่งมานาน วงนั้นก็อยู่ วงนี้ก็อยู่ เบื่อๆเซ็งๆลองเปลี่ยนอาชีพ คาบาเรต์ก็เคยเต้น พัฒน์พงศ์ก็เคยมาแล้วไม่ชอบก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เป็นคนที่ชอบเปลี่ยนงาน ถ้างานไหนที่ทำไปแล้วใจเรามันไม่รัก แต่จริงๆแล้วพอเปลี่ยนอาชีพไปปุ๊บ มันก็ไม่ใช่อาชีพของเราอีกนั่นแหละ เพราะเราเป็นลูกพ่อแก่ไง ยังไงมันก็ต้องกลับมาเหมือนที่บอกให้ฟังว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างชีวิตศิลปินหละนะ อยากไปขายผ้าบ้าง สำเพ็งเนี่ยะแหละไปยืนตะโกนขายผ้า ซอยเล็กๆ เอาเก้าอี้ขึ้นไป ขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ตะโกนขาย แต่มันก็ชอบนะ แต่ใจมันไม่รักเท่าไหร่ หมายความว่าอาชีพเรา คนดูเยอะๆ อะไรอย่างเนี่ยะมีเสียงตอบรับ คนชอบ พูดอะไรแล้วคนชอบ ได้ดูเรา ได้ฮา จริงๆไปอยู่สำเพ็งขายผ้า คนก็เยอะนะ เวลาที่ผมไปยืนร้องตะโกนอะไรอย่างเนี่ยะ คนก็ชอบ คนก็ดูเยอะ แต่มันไม่เหมือนกันไง ไปอยู่หน้าเวที กับไปอยู่ตรงนั้นไม่เหมือนกันไง หน้าเวทีอีกอย่างหนึ่งเฮ้ยคนเขาฮา คนเขามาดูเรา เราต้องแสดงอะไรให้เขาดู คือชอบอะไรตรงนั้นมาตั้งแต่เด็กแล้วไง จนกระทั่งเปลี่ยนไปจนดีคือมาทำตรงนี้นั่นแหละ

Q. จนถึงทุกวันนี้เท่ง เถิดเทิงและโหน่งชะชะช่า ทำหน้าที่มอบความสุขให้กับผู้คนมากี่ปี่แล้ว
โหน่ง :19 ปี
เท่ง : 30 ปีคือชีวิตของนักแสดง วัยเด็กก็ยืนอยู่บนเวทีลิเก แล้วก็มาเล่นตลก จนถึงวันนี้ก็ยังอยู่บนเวที ที่มีจะหยุดไปก็ตอนไปล้างจาน 3 ปีทั้งชีวิตอยู่บนเวทีมาตลอด

คนหนึ่งใช้เวลา 19 ปี ในขณะที่อีกคนใช้เวลาเดินอยู่บนเส้นทางชีวิตในการมอบความสุขให้กับประชาชนมา30 ปี แต่ในท้ายที่สุดทั้งคู่เดินทางมาถึงจุดเดียวกันในฐานะผู้กำกับ “ เท่งโหน่งคนมาหาเฮีย” ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตที่ทั้งคู่ช่วยกันคิดแก๊ก บ่มมุก ผูกเรื่อง กำหนดตัวละคร คัดเลือกนักแสดงไปจนถึงทั้งเล่นและกำกับภาพยนตร์ด้วยตัวเอง แต่ก่อนที่จะไปสัมผัสกับอีกแง่มุมในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ เราไปรู้จักกับเขาทั้งคู่กันให้มากยิ่งขึ้นดีกว่า

Q. จากวันแรกจนถึงวันนี้โหน่งเท่งรู้จักกันมากี่ปีแล้ว
โหน่ง : . กับพี่เท่ง 20 ปีแล้ว

Q. เคยคิดไหมว่าจะรู้จักคบหาหรือร่วมงานกันมาจนประสบความสำเร็จถึงทุกวันนี้ กระทั่งมีโอกาสได้กำกับหนังร่วมกัน
โหน่ง : เพราะอะไรเหรอ เราอยู่ด้วยกันมานาน เหมือนรู้ใจกันแล้ว มีทั้งเสียใจดีใจ สุขใจ ภูมิใจ มันมีอะไรหลายๆอย่างที่มันคละเคล้ากันไป , มันก็เลยอยู่ด้วยกันได้ โหน่งว่ามันยอมซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ว่ากูอยากเอาชนะมึง มันไม่ได้มีตรงนั้นไง มันอยู่ที่ว่าเราพึ่งพาอาศัยกันมากกว่า เหมือนอย่างเรื่องมุกอย่างเนี่ยะ บางทีเราก็ต่างพึ่งพาอาศัยกัน อย่างเราไม่รู้อะไรเราก็ถาม เขาไม่รู้อะไรเขาก็ถาม เขาก็ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นตลกรุ่นพี่ เหมือนอย่างพี่หม่ำก็เหมือนกัน คนเราจะหัวเดียวมันก็กระไรอยู่ใช่มั้ย หลายๆ หัวรวมกันมันก็เกิดไอเดียอะไรใหม่ๆขึ้นมา อย่างการทำหนังเรื่องนี้เราก็ได้ไอเดียจากพี่หม่ำ อย่างพี่หม่ำเอาตรงนั้นตรงนี้มาร้อยเป็นหนังเรื่องหนึ่ง แล้วผมกับพี่เท่ง เองเวลาส่วนมากก็ไปงานต่างจังหวัด ก็นั่งรถไปด้วยกันบ่อย ก็คุยกันเยอะ ได้คุยได้เล่นมุกล่อมุกกันในรถ มันก็เลยมีเกิดไอเดียขึ้นมา ก็เล่าตรงโน่น ตรงนี่ ก็เลยมาร้อยเป็นหนังเรื่องนี้

Q. มีหลักหรือแนวทางอะไรที่ยึดถึอกันเป็นพิเศษไหม
โหน่ง : ก็คงมาจากที่ทั้งคู่ต่างยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าเป็นตลกรุ่นพี่ ไม่มี มันไม่ใช่อย่างนั้น หรือมึงเป็นตลกรุ่นน้องมึงต้องฟังกูอย่างเดียว หรืออย่างพี่เท่ง พี่หม่ำ เขาก็ฟังได้ เขาก็ฟังข้อเสนอของเรา เราก็ฟังเขาอยู่แล้วหละ เพราะเราเป็นตลกรุ่นน้องเขา แต่ที่นี้เราก็มีข้อเสนอของเราที่บางทีพี่ๆเขาก็คิดไม่ถึง มันก็สลับกันไป แลกเปลี่ยนความคิดกัน และเขาก็ยอมรับเราได้ อย่างพี่เท่ง กับเราก็ร่วมงานกันมาเยอะ ตั้งแต่สมัยอยู่คณะพี่ชูศรีแล้ว ทีแรกเจอกันใหม่ๆก็ไม่ถูกกันหรอก แล้วพอได้มาอยู่คณะเดียวกัน มันก็เริ่มเป็นเพื่อนกัน เป็นพี่เป็นน้องอย่างตัวผมเนี่ยะพี่เท่ง เขาเคยบอกว่า กูอายุมากกว่ามึงนะมึงเป็นรุ่นน้องกูนะ แต่มึงทำตัวเหมือนไม่เป็นน้องกูหนะ มึงทำตัวเหมือนกับเป็นพี่ เป็นพ่อกู พี่เท่งเขาจะพูดบ่อย ตกลงมึงจะเป็นยังไงแน่เนี่ยะ เดี๋ยวบางทีมึงก็ตบหัวกู มันถึงอยู่กันได้นะ โหน่งว่ามันไม่ใช่ประมาณว่าการที่อายุมากกว่าแล้วต้องมาเคารพนับถือกัน มันไม่ใช่อย่างนั้น อยู่ด้วยกันแล้วถ้าสนุก มันก็อยากอยู่ มันอยากจะเล่นกัน ไม่รู้นะมันทันปากกัน แล้วเวลาเจอกัน มันต้องพูด ต้องแหย่กัน เรารู้อารมณ์กัน อย่างพี่เท่ง ผมรู้อารมณ์เขา บางทีเขาโมโห เขาซีเรียสเนี่ยะ เราก็ดูจังหวะดีๆ ถึงไปแหย่เขา หรือถ้าเขาไม่ซีเรียสมาก เดี๋ยวเขาก็จะหัวเราะ เขาก็จะยิ้มเอง เขาก็จะพูดว่ากูเป็นอย่างนี้มึงจะยังมาแหย่กูอีกเหรอ บางทีอยู่กับเขาอยู่กันสองคนนั่งกินข้าวกันเขาพูดขึ้นมาละ เออ เออเนี่ยะอยู่กันสองคนแล้ว กูอยากจะรู้เหลือเกินว่ามึงเคารพกูแบบไหน (หัวเราะ) อะไรอย่างเนี่ยะ มันมีความสุขตรงนี้ละ ผมว่าบางทีอยู่กันสามคนกับพี่หม่ำด้วย พี่หม่ำเขาก็จะพูดขึ้นมาละ อ้าวเฮ้ยหน้าตาไม่ดีละ ไปแหย่ซิ ไปแหย่ซิ อะไรอย่างเนี่ยะ ผมก็จะบอกว่าพี่ก็ไปแหย่มั้งซิ พี่เขาก็จะบอกว่ามึงลองไปแหย่ดูซิจะได้รู้ว่ามีปัญหาอะไร ประมาณว่าเวลาเจอกันสามคนก็จะเล่นกันตลอดไง มันก็เลยมีความสุข แล้วก็อยู่ด้วยกันได้เหมือนอย่างพี่อย่างน้อง เวลามีอะไรก็พึ่งพาอาศัยกันได้ มันจะพึ่งพาอาศัยด้วยกันได้หมดเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่นะ เกือบทุกเรื่อง

Q. คือร่วมสุขร่วมทุกข์มาด้วยกัน ไม่ใช่แค่ดีอย่างเดียวร้ายด้วย
โหน่ง :. ใช่ ผ่านมาเยอะกับพี่เท่ง ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันเยอะ เราก็อยู่ด้วยกันมา มีมั่ง ไม่มีมั่ง อดมั่ง อิ่มมั่ง เพราะว่าสมัยก่อนเราอยู่คณะเล็กๆ บางทีก็ออกมาทำงาน ไม่ได้ตังค์กลับบ้านมั้ง มันก็สนุกดี มันได้ผ่านอะไรมาเยอะ มันผ่านอุปสรรคมาเยอะ ผมคิดว่าการที่คนเราจะผ่านตรงนี้มาได้ ต้องมีความอดทน คำว่าความอดทน มันยิ่งใหญ่มากๆ อดทนไม่ท้อ แล้วก็สู้ ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะได้ประสบความสำเร็จทุกคน แต่บางคนก็จะท้อ แต่อย่างผมเนี่ยะไม่เคยท้อนะ จะมีจะจนก็คือเดี๋ยวเราก็มีไปเองแหละ ถ้าเราขยันนะ อะไรเล็กๆน้อยๆก็ทำไปเถอะ เดี๋ยวเราก็มี ถ้าเราทำนะ ใช่มั้ย เหมือนอย่างที่ผมชอบเพลงเสก โลโซ(ร้องให้ฟัง) กว่าจะถึงความฝันนั้นมันยากเย็น อย่าเพิ่งเห็นฉันเดินเข้ามาง่ายๆ เพลงเนี่ยะมันเป็นเพลงที่ว่ามันเหมือนกับสะท้อนความรู้สึกที่ว่าบางคนที่เพิ่งมาดูเรา บางคนจะมองว่าเฮ้ยไอ้โหน่งรวย ไอ้เท่งรวย แต่บางครั้ง บางทีมันก็ไม่ใช่ คนภายนอกมองเราแบบนั้น แต่จริงๆแล้วเราก็พอมีพอกิน เราพอเลี้ยงครอบครัวเราได้ เท่านั้นเอง มันไม่ถึงกับรวยมาก ใช่มั้ย แต่ถ้าถามว่าอยากรวยมั้ย มันก็อยากรวยกันทุกคนแหละ แต่ถ้ารวยมากๆ แล้ว อายุมากๆแล้ว ก็ไม่รู้จะไปใช่อะไรอีก รวยไปอะไรกันนักหนา ผมถึงบอกไง

Q. แล้วพี่เท่งหละเคยคิดไหมว่าจะได้มากำกับหนังเรื่องแรกด้วยกัน
เท่ง : เคยคิดไหมว่าจะกำกับหนังร่วมกัน เคย มันมีความคิดอยู่แล้ว เพราะว่ามันอยู่กัน มันก็จะมีการคุยกัน ระหว่าง พี่หม่ำ ผม โหน่ง ก็จะมีการคุยกัน แล้วอย่างพี่หม่ำเองเป็นตลกที่เขาก็กลายไปเป็นผู้กำกับแล้วใช่มั้ย แล้วเราก็มีโอกาสเหมือนกันแหละ เพราะผู้ใหญ่เขาเปิดโอกาส เปิดทางให้ ผมก็เลยคุยกับโหน่ง คิดกับโหน่ง มันเริ่มจากการที่คุยกันธรรมดา เหมือนปกติที่เราเจอกัน ที่ก็มีอำกัน เราก็เออเว้ยคำมันสวย มุกมันสวยนะ ก็เลยจดเอาไว้ ๆ ใช้เวลาเป็นปี

Q. แต่ก็ไม่ใช่ว่าตลกทุกคนที่จะคิดแบบนี้ มองแบบนี้ว่าจะขยับขยายมาทำหนัง กำกับหนังนะ
เท่ง : ช่าย เพราะมันเป็นอะไรที่ว่าไม่น่าจะคิด มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วละกำกับหนัง โลโก้ของการเป็นผกก.คงต้องเรียน ต้องศึกษา ต้องมีความรู้ เมื่อก่อนเราก็คิดอย่างนั้น แต่พอมาสัมผัสจริงๆ มันก็อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว ผมว่าคนธรรมดาก็กำกับได้นะ แต่หนังจะออกมาดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับผู้กำกับ ซึ่งเป็นคนกำกับ อย่างเรื่องเราเราเขียนเอง เรากำกับเอง แล้วเรากำกับก็ไม่ใช่เหมือนผู้กำกับทั่วไป เรากำกับเป็นอย่างที่เราถนัดที่สุด เราจึงได้เปรียบตรงที่ว่าเราได้กำกับในแนวที่เราถนัด ที่เป็นหนังตลก แต่ถ้าเป็นอะไรที่มันไกลตัว อย่างหนังดราม่า ,แอ็คชั่นบู๊ ปีนหน้าผา กระโดดตึก ที่เราไม่ได้มีความสามารถตรงนั้น

โหน่ง : อย่างผี เราไม่ถนัดเนี่ยะเราจะไปกำกับหนังผีเหรอ ไม่

เท่ง : แล้วเราฉลาดหน่อยที่เราเลือกกำกับตรงสิ่งที่เราถนัด คือเป็นอย่างนี้ จำไว้ว่างานทุกอย่างเป็นดาบสองคมทั้งหมด ไม่ใช่ว่าจู่ ๆเห็นโอกาสแล้วโดนคว้าทันที คิดดูถ้าเกิดว่าเราปุ๊บปั๊บทำไปโดยที่เราไม่มีข้อมูล โดยที่แค่ใจอยากทำ เฮ้ยเราอยากทำมากเลย โดยที่เราไม่รู้ข้อมูลว่ามันเป็นอะไรบ้าง เสร็จ มันก็เสร็จ ไม่ใช่ว่าการกระโดดมาเป็นผู้กำกับ เพราะต้องการแค่เป็นผู้กำกับไอ้คำว่าผู้กำกับเราไม่เคยสนเท่ห์กับคำนั้นเลย เพราะเราคิดว่าการเป็นผู้กำกับมันเป็นอะไรทีมันสูง มันต้องมีความรู้มากมาย เราไม่ได้เรียน แต่เราโชคดีตรงที่ว่า เราไอ้มาเสนอไอเดียของเรา มันเป็นมุกของเรานะ มันเป็นคำพูดของเรา 5คำนะ แล้วเอาคำพูดของเราไปตี ไปทำออกมาเป็นภาพอย่างที่เราคิด แล้วมันทำได้ด้วยนะ

Q. แล้วจำเป็นไหมว่าจะต้องเป็นเท่งกับโหน่ง เท่านั้นจะเป็นเท่งกับหม่ำ หรือหม่ำกับโหน่งได้ไหม
เท่ง : . ได้ เป็นใครก็ได้ เป็นคนๆเดียวก็ได้ แต่บังเอิญเรื่องเนี่ยะ ผมกับโหน่งได้คุยกัน ได้จดมุก ได้จดอะไรมาด้วยกัน ได้ร้อยเรียงเรื่องมาด้วยกัน ใช่ว่าพี่หม่ำจะไม่มีส่วน พี่หม่ำมีส่วน จริงๆแล้วพี่หม่ำมีส่วนเยอะด้วย ได้เป็นทั้งที่ปรึกษา แต่การที่พี่หม่ำจะมากำกับร่วมมันไม่ได้แล้ว เพราะพี่หม่ำไปกำกับคนเดียวแล้ว ก็ยอมรับนะว่ากำกับเรื่องแรก อย่างน้อยๆเออเราสองคนมาช่วยกันดีกว่า

Q. แล้วสำหรับ “ เท่งโหน่ง คนมาหาเฮีย” มีความคิดริเริ่มมานานไหม
โหน่ง : . จริงๆก็คุยไม่นานนะ เกี่ยวกับเรื่องหนังที่เราจะกำกับด้วยกัน พอเสี่ยรู้ข่าวว่าเฮ้ยโหน่ง กับพี่เท่ง จะทำหนัง เสี่ยก็บอกมาทำด้วยกัน เสี่ยเขาพูดอย่างนี้

เท่ง : พอได้ยินจากปากเสี่ยหรือตัวพี่ตาเอง เขาก็ไฟเขียวด้วย ผมว่าผู้ใหญ่ของเขาก็อาจจะมีความภูมิใจเล็กๆ (ยิ้ม) กับพวกเราว่าเออพวกนี้ก็มีไอเดียของมัน หม่ำเขาก็เป็นผกก. เออไอ้โหน่ง : ไอ้เท่ง : มันก็น่าจะกำกับได้ ไม่เป็นไรนี่ มันก็เป็นงานชิ้นใหม่ของพวกมัน

Q. เคยคิดไหมว่า ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้ การที่มีเพื่อนร่วมงานดีๆอย่างพี่หม่ำ ได้ทำงานกับทีมงานที่คุ้นเคยอย่างพี่โอ๋ผู้ปั้นแก๊งค์3 ช่า มีผู้ใหญ่ที่เราเคารพอย่างพี่ตาหรือเสี่ยเจียง ทำให้มีโอกาสขยับขยายได้คิดได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้ทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานกำกับภาพยนตร์

เท่ง : มันเป็นรากฐานที่แน่นหนามาก ไม่ว่าเราจะทำอะไรนะหรือทำงานชิ้นไหนก็ช่าง มันมีรากฐานแน่นหนามาก หมายถึงผู้ใหญ่ทั้งหมดที่เป็นกำลังใจ หรือเป็นแบ็คอัพคอยหนุนหลังเรา ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็คต์งานหนังหรืออะไรก็ช่างทุกอย่างที่เราลงมือทำกัน เราว่าผู้ใหญ่เขาคอยเป็นแบ็คหนุนหลังให้เราสู้ ให้เราไม่ต้องกลัวล้ม มันประคับประคองกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพี่ตา เสี่ยเจียง พี่จิก พี่หม่ำ เพื่อนๆทุกคน

โหน่ง : . ที่ๆทำให้เราอยู่ตรงนี้นะ พี่เท่ง พี่หม่ำ โหน่ง พี่ส้ม อะไรที่มันไม่โดดเด่นนะ โหน่งว่าทางผู้ใหญ่เขาคงไม่ต้องการให้เราทำ ที่ทำไปแล้วเนี่ยะ ทำไปทำไมหละ เหนื่อยเปล่านะ ไม่น่าทำเลย พอเราได้ทำ เราได้เสนอไปเนี่ยะแล้วเขาเห็นด้วย เขาชอบ ก็คือว่าไม่น่า มันดีแน่ๆ ถ้าผู้ใหญ่บอกอย่างเนี่ยะ มันต้องดีแน่ๆ

 

Q. แรงใจ แรงเชียร์ล้นหลามขนาดนี้ อันนี้ถือว่าเป็นความกดดันไหม

เท่ง : ไม่กดดันหรอก มีแต่จะได้คำแนะนำมาว่าควรเป็นอย่างนี้ๆมากกว่า อย่างน้อยสิ่งที่ผู้ใหญ่แนะนำมายกตัวอย่างว่าเออเท่ง โหน่ง เรื่องนี้ไม่อยากให้ด่ากันเยอะ หรือมีคำหยาบคายเลยนะ ซึ่งก็เป็นคำแนะนำที่ดีมาก เราก็ไม่ด่ากัน กดดันหรือเรื่องอื่นว่าจะต้องทำให้ทะลุยอด ต้องเท่านี้ๆ ไม่มีหรอก คือไอ้เรามันมีความสุขตั้งแต่อยู่หน้ากองแล้ว มันได้เห็นภาพเห็นอะไรที่เรานึก มันถ่ายทำออกมาเป็นภาพยนตร์แล้ว ได้เห็นมันก็ภูมิใจแล้วหละ จะไปกดดันเรื่องรายได้ ไม่กดดัน ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่เขาคิดอย่างไรนะ แต่คนเราลงทุนนะ ธุรกิจเขาต้องค้ากำไร สิ่งที่เราเลยความกดดันมาแล้ว ปุ๊บหนึ่งเราได้กำกับภาพยนตร์ เพราะฉะนั้นความกดดัน ความหวาดระแวงจะต้องตัดทิ้งให้ให้หมดเลย

โหน่ง : ซึ่งครั้นจะเอาเงินไปซื้อ เออคือว่าผมอยากเป็นผู้กำกับ ไม่ได้ด้วยนะ เอาเงินไปให้เขาเพื่อเราจะได้มากำกับ มันก็ไม่ได้ด้วย

เท่ง : . เพราะฉะนั้นเราไม่มีความกดดัน เราก็เลยทำงานได้เต็มที่ เอาอย่างนี้ไอ้ที่เราจินตนาการเอาไว้ก็พยายามทำให้มันออกมาให้ได้

Q. จนถึงวินาทีนี้ พอเราได้กำกับหนังแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง

เท่ง : ลุ้น อารมณ์ลุ้น ตอนไปถ่ายมันก็เป็นธรรมดา เหมือนกองถ่ายทุกกอง มันต้องมีเหนื่อย ตากดงตากแดด แทรมานมาก แล้วถ้าเรารับแสดงเอง มันก็คงง่ายกว่านี้เยอะ แต่พวกเรากำกับเอง ฉากนี้ไม่มีเราร่วมแสดง แต่เราก็ต้องอยู่ด้วย ไปดูไปกำกับ มันก็จะเหนื่อย เพราะฉะนั้นช่วงนี้จากที่ถ่ายทำมาจนปิดกล้องไปแล้ว ทีนี่ก็มาล้นกันแหละ ลุ้นวันแรกที่จะฉายรอบเพรสว่าสื่อมวลชนว่าจะโอเคไหม เราจะเอาความคิดเราเป็นที่ตั้งไม่ได้ บางครั้งเราก็ต้องมานั่งคิดว่าคนดูตะถูกใจไหม หนังเรามันไม่ใช่มุกคาเฟ่นะ หนังเราเป็นมุกอีกย่าง มุกสากลนะ มันจะถูกใจคนไทยไหม อะไรไหม เพราะฉะนั้นวันแรก รอบเพรสคงจะลุ้นกัน อยากจะได้ยินเสียงฮา ตลกนะสิ่งที่อยากจะได้ยินจากคนดูคือคนดูฮา นั่นแหละ มันคือเป้าหมายของเรา ถ้ามันฮา ฮา ฮา ก็ดีใจแล้วหละ

โหน่ง :.10 ฮาก็โอเคแล้ว เรื่องหนึ่ง แต่ต้องฮาใหญ่ๆ เลยนะ(หัวเราะ)

Q. ในการที่จะต้องมากำกับหนังเรื่องแรก ทั้ง 2 คนมีการเตรียมพร้อม เตรียมตัว เตรียมใจในการที่มากำกับหนังอย่างไรบ้าง

โหน่ง : จริงๆมันก็ไม่ได้ถึงกับเตรียมตัวอะไรมากนะ เพราะว่าเรื่องจะทำมันก็เป็นเรื่องของพวกเราอยู่แล้ว ใช่มั้ย แต่ละฉากแต่ละซีน ทั้งเรื่อง เราก็รู้อยู่แล้ว คือพอถึงเวลาทำงาน มันก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอะไร ดูก็รู้แล้วว่า เพราะฉะนั้น เออฉากนี้ เดี๋ยวโหน่งต้องทำอย่างนี้ ๆนะ อะไรอย่างเนี่ยะ มันรู้เลย

เท่ง : มันเตรียมตัวมานานแล้ว มันเตรียมตัวมาตั้งแต่เริ่มต้นคุยว่าจะมีโปรเจ็คต์นี้แล้ว เอออย่างมุกนี้จดไว้ มุกนี้จดไว้ พอจะร้อยเรียงเป็นเรื่องขึ้นมา มันก็เลย เหมือนมีการเตรียมตัวเตรียมใจไปแล้ว เอ้าเว้ยพรุ่งนี้จะเปิดกล้องแล้วเว้ย เราก็พยายามพักผ่อน พยายามทำให้สมองปลอดโปร่ง พยายามนึกหรือทวนดูว่าพรุ่งนี้จะถ่ายฉากอะไร

โหน่ง : ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เราเล่นเอง หรือฉากที่พี่เท่ง : เข้าฉากกับน้องลูกเกด(วีเจแชนนอลวีไทยแลนด์รับบทนางเอก) พี่เท่ง เขาก็จะรู้แล้วว่าจะต้องทะลึ่งทะเล้นอย่างไร ดึงเอาความน่ารัก หรือการแสดงของน้องลูกเกดที่อยากได้ออกมา หรือฉากที่ลูกเกดต้องเข้าฉากกับแอนดี้ที่เป็นตัวร้ายจับตัวนางเอกมา อันนี้ก่อนหน้าที่จะถ่ายก็เหมือนมีการคุยกันมาแล้ว ผู้ใหญ่เขาสั่งไปนานแล้ว ไม่อยากให้มีคำหยาบ อย่างพี่เท่งบอกห้ามหยาบ อย่าหยาบมาก อันไหนที่ไม่ควรหยาบก็อย่าหยาบ คือเราหลีกเลี่ยงตลอดอยู่แล้วหละ ซึ่งอย่างจริงๆในฉากนี้ที่แอนดี้(ดราก้อนไฟว์)รับบทเฮียสี่ผู้ร้ายจับตัวลูกเกดมัด ติด

สก็อตเทปที่ปาก โดยแอนดี้ลงมือ ทำร้าย ข่มขู่ สารพัด ซึ่งอารมณ์ของนางเอกตอนนี้ต้องสุดๆ ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาเพราะทนแอนดี้ไม่ไหวแล้ว ก็ต้องพูดด่าแอนดี้ขึ้นมาว่าไอ้..... แต่เราก็พยายามเปลี่ยน โดยทำยังไงที่จะรักษาอารมณ์ความรู้สึกตรงนี้ไว้และเลี่ยงคำหยาบด้วย ก็เลยให้นางเอก ถุยน้ำลายใส่ผู้ร้ายแทน ก็ให้ถุยๆจริงๆเลย ให้รู้ว่าไม่ไว้แล้ว ให้คงอารมณ์ตรงนั้นไว้ แต่อย่างบางเหตุการณ์ที่ตัวละครต้องทำก็ต้องทำ

เท่ง : คือต้องบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างที่จะเป็นชีวิตของมนุษย์จริงๆไม่ใช่เป็นตัวละคร ไม่ใช่ละคร มีความรู้สึกนึกคิดที่กลัวตาย อยากรวย มีความรัก ความโกรธ ความโลภ ความหลง อารมณ์บ้านๆนะมีแน่ เพราะไอ้ตัวละคร2ตัวนี้เป็นเด็กรับรถ มันไม่มีความรู้ การที่ตัวละครน่ารักน่าชัง ในแบบเท่งกับโหน่ง 2 ตัวเนี่ยะไปตกอยู่ในแต่ละสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เช่นคนมือเปล่า 2 คนไปเจอจิ๊กโก๋ เจอผู้ร้าย เจอปืน จะเป็นอย่างไร จะเอาตัวรอดอย่างไร แล้วเอาตัวรอดในแบบฉบับเท่งกับโหน่ง แก้ปัญหา แก้สถานการณ์ เอาตัวรอดเหมือนชีวิตมนุษย์จริงๆ แต่ในรูปแบบของหนังตลก

Q. สำหรับทั้งสองคนแล้วมีวิธีคิดมุกต่างๆ หรือมีแรงบันดาลใจในการคิดเรื่องอย่างไร

เท่ง : คือต้องบอกก่อนว่า พื้นฐานอาชีพเราคือ ตลก เพราะฉะนั้นเราเริ่มต้นจากตลก จากมุกก่อน จากมุก มุก มุก เห็นเป็นมุก แล้วเราก็เริ่มมาคิดเป็นเรื่องว่าเออ ไอ้สองตัวเนี่ยะต้องเดินทาง เดินทางด้วยวิธีไหน แล้วควรจะมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง มีตัวละคร มีนางเอก มีผู้ร้าย มีตัวโกง ผิดกฎหมาย มีตำรวจหญิง พอคุยๆกันก็เริ่มเห็นเป็นภาพละ ตำรวจหญิงต้องเก่ง ผู้ร้ายเป็นเจ้าของคาเฟ่จะต้องมีบ่อน มีอะไร เออ เขาจะต้องเป็นผู้มีอิทธิพลมากเลยตัวละครตัวนี้ ต้องมีการเชือด การฆ่าให้ดูแสดงว่าไอ้ตัวละครผู้ร้ายนี่ต้องไม่ธรรมดา ต้องมีออกโรคจิตหน่อย ๆ ซึ่งพอคุยกันเยอะๆเข้า มันก็จะมองเห็นเป็นรูปธรรม เห็นเป็นตัวละครเลย เฮ้ยโหน่งเอาไง ว่าไง ก็จะเติมๆ ช่วยกัน

โหน่ง : พอมองเห็นรูปธรรมของเรื่องราวของตัวละคร มันก็จะแตกแขนงออกมาอย่าง ผู้ร้ายเจ้าของคาเฟ่(ไพโรจน์ ใจสิงห์)จะออกโรคจิตหน่อย ๆ เพราะฉะนั้นลูกน้องของเขาก็น่าจะโรคจิตตามด้วย

เท่ง : มันก็เลยมองเห็น นึกถึงรส(ทศรสแบทแมนนักแสดงมายากล) ซึ่งเวลาเราคุยกัน ผมบอกมา 1 2 โหน่งตอบกับมา 3 4 5 6 มันก็จะไปยาว 7 8 9 10 มันจะเห็นเป็นตัวละคร เป็นรูปธรรมไปเรื่อยๆ

Q. มันโยงไปกับเรื่องราวของเท่งโหน่ง คนมาหาเฮียได้อย่างไร

เท่ง : ย้อนกลับไปที่พล็อตเรื่องที่ว่า ไอ้ตัวละคร 2 ตัวเนี่ยะจะเข้าไปพัวพันกับ ผู้ร้ายเจ้าของคาเฟ่ซึ่งมีธุรกิจผิดกฎหมาย เราก็พยายามที่จะนึกถึง โยงใยไปเกี่ยวข้องกับอะไรที่ดูแล้ว เออตัวละครทั้งสองตัวนี่ไม่น่าเข้าไปเกี่ยวหรือโยงใยไปได้เลย พยายามให้มันแตกต่างจากสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นคือไปเกี่ยวกับของล้ำค่าจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ที่จะเกี่ยวข้องหรือเกิดขึ้นกับ ตัวละครเด็กรับรถ2 คน ที่ต้องเข้าไปพัวพัน ซึ่งเราพยายามผูกเรื่องให้เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับทั้งคู่ได้ แต่ก็เกิดขึ้น ภายใต้ความเป็นหนังตลกที่มีทิศทางหรือเส้นเรื่องที่ชัดเจน พอเขียนหรือคิดเป็นเส้นเรื่องแบบนี้ขึ้นมา มันก็มองเป็นรูปธรรมง่ายขึ้น มองเห็นอะไรหลายๆอย่างในอารมณ์มุกที่จะเกิดขึ้นหรือจะเล่นแบบนี้ได้ แบบนั้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะแวะแต่เล่นมุกๆ แวะในเส้นเรื่องที่ถูกกำหนดขึ้นของมัน

Q. แต่ก็ไม่วายว่าจะต้องมีนางเอก

เท่ง : มันเป็นรูปธรรมไปแล้วต้องมีพระเอก ต้องมีนางเอก อย่างเรื่องนี้ มีพระเอกนางเอกไหม ตัวเท่ง : กตัวโหน่ง : ก็ไม่ใช่พระเอกนะ แต่เป็นตัวเดินเรื่องเฉยๆ แต่หนังไทยต้องมีอย่างนั้นนะ

โหน่ง : หรืออย่างนางเอกจน พระเอกรวยใช่มั้ย ที่เจอบ่อยๆ

Q. ไอ้สิ่งเหล่าเนี่ยะ มีแรงบันดาลใจในการคิดเรื่อง เป็นมุกต่างๆ ให้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

เท่ง : มันไหล ประสบการณ์ชีวิต สิ่งรอบตัว หลายๆอย่าง เหตุการณ์ที่เราเจอจริงๆ เหตุการณ์ที่คนอื่นเล่ามา ประสบการณ์ที่คนอื่นเจอจริงๆ เอามาร้อยเรียงเป็นมุกเพื่อใส่ในเรื่องนี้ ค่อนข้างจะเป็นหรือมาจากเหตุการณ์จริงๆ แล้วก็อารมณ์ไหล อารมณ์คุยกันไปสองคนสนุกสนานไปตามภาษาของเพื่อนฝูง พอมันพูดอะไรขึ้นมาด้วยคำแปลก ๆด้วยความที่เราเป็นตลกแหละ เราจะเป็นคนที่ค่อนข้างฟังคนอื่นๆ พูดไปหมด ไม่เว้นทั้งคนเฒ่าคนแก่ หรือเด็กๆ อะไรที่เป็นคำพูด ที่มันแปลกๆหรือเตะหูเรา เราก็จำเอามาไว้บนเวที จำมาใช้ในรายการ มันช่วยได้หลายอย่าง แม้กระทั่งศาสตร์ความเป็นลิเก โชคดีที่เคยปั่นสามล้อ โชคดีที่เคยขายก๊วยเตี๋ยว เราได้ไปเรียนรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ เราเอาสิ่งนั้นมาเป็นบทภาพยนตร์ เรามาใส่เป็นมุกได้

 

 

Q. สังเกตุว่าสิ่งที่เท่งโหน่งทำ สิ่งที่เท่งโหน่งกำกับ หรือเข้าไปมีส่วนร่วม มักจะไม่ทิ้งรากฐาน ความเป็นเท่ง โหน่ง สิ่งที่เติบโตมาเป็นเรา โดยเฉพาะความเป็นตลกในหนังเรื่องนั้นด้วย

เท่ง โหน่ง : ช่าย ยังไงก็ต้องมีลายมือ มีความเป็นตัวตนของเราในงานที่เราทำตรงนั้น

Q. เท่งโหน่ง คนมาหาเฮียเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร

เท่ง : การเดินทาง ชีวิตของคน 2 คน ชื่อเรื่องมันก็ตรงตัวบอกอยู่แล้วว่า 2 คนจะต้องเดินทางไปหาเฮีย แต่จะไปหาอย่างไร เป็นเรื่องราว เป็นแค่ไปหาเฮียคนนี้เฉย ๆ แล้วเอาของสิ่งหนึ่งไปให้เฮียคนนี้ แต่การที่จะไปให้เฮียคนนั้นมันต้องเดินทางประมาณ 200-300 กิโล

โหน่ง : แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เราสองคนหรอกที่จะต้องเอาไปให้ แต่มันมีเรื่องที่ทำให้เรา2 คนจะต้องเอาไปให้เขา เพราะในเรื่องมันมีเหตุมีผลอยู่

เท่ง : เป็นเกร็ดชีวิตของคนคู่หนึ่งซึ่งไม่ใช่พี่ไม่ใช่น้อง แต่จะดูแลกันไป เหมือนพี่เหมือนน้อง แล้วไอ้สองคนนี้ก็จะชิงไหวชิงพริบ ไม่ใช่ไปสู่เป้าหมายความฉลาด แต่ไปสู่เป้าหมายของความโง่ บ่งบอกถึงว่าไอ้สองคนนี้ที่ไม่เคยมีพิษมีภัยกับใคร คือซื่อ ๆ ได้แต่ทำงานไปวันๆหนึ่ง แล้วอยู่มาวันหนึ่งมาเจอเหตุการณ์ตรงนี้ ซึ่งมันก็ไม่รู้ตัวหรอกว่ามันจะต้องมาเจอเนื้อคู่ของมัน ชีวิตมันจะไปมีความสุข สุดท้ายชีวิตของมันจะไปมีความสุขอยู่ที่อียิปต์ มันเหมือนกับเป็นโชควาสนาของคนคู่นี้ว่ามันไปได้ยังไง ไปแบบทุลักทุเล ไปแบบมีสีสันมาก ไปแบบหัวเราะได้ตลอดทาง ชีวิตสองคนจะเป็นจะตาย มันก็เหมือนกับชีวิตตัวเอง บางทีอยู่ในห้วงของเฉียดเป็นเฉียดตาย เคยเจอหลายครั้งเฉียดเป็นเฉียดตาย แต่เรื่องทั้งเรื่องมันก็จะมีอารมณ์สนุกสนานอยู่ในเรื่องของมัน มันมีเรื่องราวมิตรภาพของคนสองคน อาจจะไปเจอเหตุการณ์ไม่คิดไม่ฝัน เหตุการณ์ร้ายแรง สถานการณ์ต่างๆ โดยที่ไม่รู้หรอกว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไรโดยนำเสนอผ่านหนังตลก ดูแล้วสามารถเอาไปใช้ในชีวิตตัวเองได้ ค่อนข้างที่จะดีนะผมว่า อารมณ์ไปกันสองคนแล้วอีกคนหนึ่งมีเรื่องถูกตี อีกคนถ้าเป็นคนสิ้นคิด สู้ แล้วก็ตาย อีกคนกลับมีสติ ให้เหตุการณ์ที่มันแรง ค่อยๆดร็อปลง เพื่อเป็นการเอาตัวรอด และไม่ใช่เป็นการเอาตัวรอดแค่คนเดียวนะ แต่เอาตัวรอดทั้งสองคน เป็นเหมือนการจำลองชีวิตมนุษย์ เพราะมนุษย์จริงๆก็กลัวตายเหมือนกัน

โหน่ง : ซึ่งอะไรเล็กๆน้อยเหล่านี้ที่เหมือนสอดแทรกอยู่ อะไรที่คนดูแล้วหยิบเอาไปใช้ เอาไปมองได้เราก็ยินดีนะ คือมองให้ออกเหมือนเป็นการจำลองการแก้ปัญหา ถ้ามันตึงไปก็ควรจะหย่อนลง

เท่ง : ผมเลยอยากยกตัวอย่างหนังหลายๆเรื่อง เวลาพระเอกอุ้มเพื่อนหรืออุ้มนางเอกที่ถูกทำร้าย แล้วพระเอกเข้าไปอุ้ม อุ้มเสร็จแล้วมีเลือดติดมือ กล้องจะมารับที่หน้าพระเอก อารมณ์แค้นมาก บ้าเลือด แล้วต่อจากนั้นไปเขาก็จะบ้าทะลุดุดัน ล้างผลาญกัน ใช่มั้ย ตามไปด้วยการแก้แค้นกัน อย่างที่เราเห็นกันมา แต่สำหรับเรื่องนี้ โหน่งถูกทำร้าย เราไปเห็น เลือดติดมือเหมือนกัน สีหน้าอารมณ์ มาเต็มที่แล้ว ทำกันเลือดออกเชียวเหรอ แต่สิ่งที่เราทำต่อไปคือ ไม่ใช่การบู๊ล้างผลาญ แต่เป็นการเข้าไปถาม ถามว่าน้องกูถูกตีจะทำยังไงต่อวะ จะไปหาหมอหรือจะไปเย็บหรือจะมีใครไปช่วยอะไรไหม ซึ่งเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจริง ที่คนเราต้องมีโอกาสฉุกคิด คืออารมณ์ตลกของมันอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

Q. เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงที่ไหน

เท่ง : เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ผมว่าอยู่ตรงที่ มันเป็นหนังตลก ชัดเจนเลย ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยคือเป็นหนังตลก หนังตลกก็ต้องมีความสนุกสนาน อยู่ในตัวอยู่แล้ว

โหน่ง : หนังที่ไม่มีเสน่ห์ก็คือหนังที่ด่ากันบ่อยๆ แต่เราไม่ได้ว่าหนังคนอื่นนะ มันอยู่ที่จังหวะ ที่ว่าเหตุการณ์ถ้าจำเป็นต้องด่ามันก็ต้องด่า เหตุการณ์จำเป็นแล้วคุณจะไปเรียกเขาเหรอว่า โอ้โฮพี่ทำผมทำไม มันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้ ด่าก็ต้องด่า สุดอารมณ์โมโห คนโมโหใช่มั้ย

เท่ง : เสน่ห์ของหนัง คือเรื่องนี้แน่นอนเลยที่ว่า บอกเลยว่าเอาความเป็นจริง หน้าตาผมสองคนไม่เคยแต่ง เสื้อผ้าที่ใส่ก็เลือกเอาเอง คือเหนื่อย ภาพออกมาเลยต้องเหนื่อย พระเอกไม่หล่อก็คือไม่หล่อ ไม่ใช่ว่าไปต่อยกันแล้ว ผมยังเด้งอยู่ คิวยังดำ แก้มยังเลือดฝาดอยู่ ไม่รู้นะ ในความคิดเห็นของเรา มันเป็นหนังตลกด้วย ค่อนข้างโชคดี ถ้าพูดแบบบ้านๆ คือเราถ่ายกันค่อนข้างเถื่อน ๆ ดิบๆ เอาความเป็นจริงเข้าว่า โชคดีที่เราได้คิดได้ทำ ได้ในสิ่งที่เราอยากได้ หรือแม้แต่อย่างการคัดเลือกตัวแสดงเหมือนกันคือเรามองเห็นว่าใครแต่ละคนเหมาะกับบทไหนของเรา อย่างพี่รสเป็นนักมายากลเหมาะ กับบทนวล คือตัวละครที่เราอยากได้ที่วาดภาพไว้เป็นนักฆ่าแต่มีความสามารถในการเล่นกล

Q. นอกเหนือจากความสนุกสนานของตัวเรื่องที่อยู่บนเส้นเรื่องในทางของหนังตลกที่อิงพื้นฐานความเป็นจริงแล้วในส่วนของนักแสดงที่มาร่วมงานในภาพยนตร์เรื่อง“ เท่ง โหน่ง คนมาหาเฮีย” เป็นอย่างไรบ้าง

โหน่ง : คือต้องบอกว่านักแสดงมีความสำคัญกับหนังเรื่องนี้มาก นักแสดงแต่ละคนที่เลือกมาเล่น ล้วนแล้วเข้ากับแต่ละตัวละครที่เราคิดๆกันไว้ อย่างไอ้ตัวละครตัวนี้ต้องเป็นนักแสดงคนนี้

เท่ง : ถ้าไม่ใช่หมายเลข 1 ต้องเป็นหมายเลข 2 แต่จะไม่มีถึงหมายเลข 3 เราวางตัวไว้แล้วว่าจะต้องเป็นคนนี้นะ ต้องหมายเลข1 นะ แต่ถ้าพลาดจากหมายเลข 1 แล้วจะต้องเป็นหมายเลข 2 จะสุดแค่นี้เอง จะไม่มี 3 ,4 เราจะวางล็อคคาแรคเตอร์เอาไว้

โหน่ง : เพราะว่าถ้า 3 แล้วมันจะไม่ชัด มันจะเบนไปจากสิ่งที่วางไว้

เท่ง : ใช่คือสมมติ ติดต่อนายก.เราชอบนายก. โอ้โหนายก.เล่นได้อย่างที่เราวางตัวเลย แต่ปรากฏว่านายก.เขาติดอะไรบางอย่างไม่สามารถรับเล่นหนังเราได้ เราก็เลือกนายข. เพราะคาแรคเตอร์นายก.นายข.ไม่ค่อยแตกต่างกัน แต่จะมาเลือกนายค. นายง.คงไม่ใช่แล้วหละ

เท่ง :. แล้วเราเองถือว่าตัวละครทุกตัวที่เล่นอยู่สำคัญเกือบทุกตัวเลย เพราะว่ามันเป็นอารมณ์ของมุกตลก มันจะต้องเป็นไอ้ตัวนี้ ต้องเป็นไอ้ตัวนี้ แม้กระทั่งฉากที่ไม่มีตลกเข้ามาในฉาก ไม่มีเราไม่มีโหน่ง ไม่มีตลกเข้ามาในฉาก เป็นดาราคนอื่นเล่น เนี่ยะต้องเล่นอย่างนี้ เพราะมันเป็นอารมณ์มุกของเราที่ถูกวางหรือตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก แม้แต่อาเปี๊ยกไพโรจน์ต้องขำอย่างนี้ ต้องหัวเราะแบบโรคจิต แบบนี้ หรือแม้แต่ตัวละครนักฆ่าก็ต้องเป็นนักมายากล อย่างอาไพโรจน์นี่ต้องถือว่าเราโชคดีที่ได้อาไพโรจน์มาเล่นหนังให้เรา เพราะอย่างเราก็คงไปกำกับเขาได้ไม่มากหรอก เพราะการที่เราเลือกวางตัวละครตัวนี้ว่าเป็นอาเปี๊ยกไพโรจน์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาเขาเล่นเขาก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมายเลย เขาก็เล่นเต็มที่ในแบบของเขาเลย แล้วในความเต็มที่ของเขาแทนที่เราจะได้ 5 เรากลับได้10

โหน่ง : ซึ่งล้วนเริ่มมาจากการคัดเลือกและวางตัวละครง่ายๆก่อนว่าบทนี้ตัวละครตัวนี้ ต้องการแบบนี้ จะเอาใครมา ซึ่งถูกวางไว้หมดแล้วส่วนเวลาทำงานจริงก็ปล่อยให้เขาได้ลื่นไหลไปตามคาแรคเตอร์ตัวตนของเขา เหมือนอย่างชิงร้อยถ้าเราไปนัดไปเตี๊ยมเขามากๆมันก็จะไม่สนุกเลย อาจจะมีแค่นิดๆหน่อยๆให้รู้ว่าเดี๋ยวจะไปอย่างนี้อย่างนี้นะพี่รส(มายากลแบทแมนที่รับบทนักฆ่าที่ใช้ความสามารถทางมายากลในการสังหารเหยื่อ)เดี๋ยวเราค่อยไปใส่กันใหม่ ถ้าแบบว่าเราวางไว้1,2,3,4,5,6,7 เราก็จะจำแค่1,2,3,4,5,6 แต่ปรากฏว่าเขาเล่นไป 6 แล้ว แต่เรายังอยู่ 2,3 มันก็คงไม่ใช่ เขาไปโน่นแล้วเราก็ต้องตามเขาไปด้วย ซึ่งไอ้ศาสตร์ตรงเนี่ยะที่เราทำมาทั้งชีวิตเราก็มาปรับประยุกต์ใช้ในหนังด้วย ที่จะหยิบจับ หรือจะดึงเอาความสามารถของใครออกมา

เท่ง :. ใช่ อารมณ์สดส่วนมากจะเกิดขึ้นกับไดอาล็อค ไดอาล็อคก็คือจะสด

Q. ทำไมเลือกวีเจลูกเกดเป็นนางเอก และทำไมเลือกแอนดี้มาเล่นเป็นบทเฮีย

เท่ง : พอเราเริ่มเขียนเรื่องเราก็จะเริ่มวางตัวละครหละ อย่างตัวแอนดี้ เราก็จะบอกกับโหน่ง และบอกกับตัวเองว่า ในตัวเนี่ยะ เราไม่ได้อยากได้เจ้าพ่อที่มีอายุมากๆ เราอยากได้เจ้าพ่อที่อารมณ์วัยรุ่นหน่อย ได้รับอิทธิพลจากพ่อ อะไรประมาณว่าพ่ออย่างโน้นอย่างเนี่ยะ เราก็เลยบอกว่าจะต้องเป็นแอนดี้นะ แล้วรูปร่างมันค่อนข้างที่จะบึกๆ

โหน่ง : แล้วก็เป็นนักเลงไฮโซหน่อย เหมือนเพลย์บอยๆ ต้องมีผู้หญิงข้างกาย ไม่กลัวใคร แล้วค่อนข้างมีอุปกรณ์กีฬาติดตัวมาตลอด

เท่ง : มีอาวุธประจำตัวซึ่งสุดท้ายมาสรุปที่ไม้เบสบอล แล้วอารมณ์โผงผางคือพ่อให้มาตลอด แต่เราไม่เคยกล่าวถึงพ่อเลย ซึ่งอย่างได้คาแรคเตอร์ที่เป็นแบบนี้ และจะต้องเป็นแอนดี้นะ ดูข้างนอกหน้ากลัวแต่เป็นลูกแหง่ แล้วกล้าเพราะมีพวกเยอะ หรืออย่างตัวละครนางเอก เราก็อยากได้อารมณ์แกร่งๆ แก่นๆ คาแรคเตอร์ชัดเจนเลย แกร่งๆสาวห้าว นิ่มๆไม่เอาเลย เพราะต้องเหมาะกับบทที่เราต้องการ แต่พอถ้าก.ติดอะไรสักอย่างก็ต้องเป็นข. เราต้องแคสท์หานางเอกมา อารมณ์ต้องใช่ แกร่งๆดูแบบต้องโอเคหน่อยเป็นตำรวจหญิง แล้วพอมาเจอน้องลูกเกดเข้า ดูหน่วยก้านมันก็โอเคแล้วหละ แล้วพอแคสท์อะไรเล่นนิดหน่อยก็ได้ เพราะเรื่องนี้ถ้าถามว่าบทสำคัญไหม ทุกตัวนะ มันค่อนข้างที่จะว่าไม่มีใครมากไม่มีใครน้อย อารมณ์เป็นหนังตลกมันจะสนุกจะรวมๆกันไป จะไม่มี ใครจะออกมากออกน้อย ไอ้ตัวนี้กำความลับเยอะ ไอ้ตัวนี้ เป็นตัวอย่างนั้น เราค่อนข้างที่จะทำให้เป็นดูง่ายๆ เรื่องราวหรือตัวละครจะเป็นเหมือนไม้ผลัดส่งต่อกันมากกว่า ขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

โหน่ง :. ไม่ซับซ้อนมาก ทุกตัวเป็นเหมือนไม้ผลัดส่งต่อความสนุกแก่กันตลอดเป็นช็อตๆเลย

Q. ประทับใจนางเอกตรงไห

เท่ง : ก็ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว เห็นรูปร่างเขาแล้วได้พูดคุยก็โอเค(หัวเราะ) ประทับใจส่วนหนึ่ง ใช่ได้แล้วพอได้มาถ่ายหนังจริงๆเออไอ้ความปราดเปรียว คล่องแคล่วในตัวเขา เห็นบุคลิกบางอย่างในตัวเขาแล้วเออ เลือกมาไม่ผิดคน ถ้าถามว่าประทับใจตรงไหนก็ตั้งแต่ฉากเปิดตัวเขา ฉากที่เขาต้องปลอมตัวเข้ามาเป็นนักร้องนักเต้นในคาเฟ่แห่งนี้ เพราะในบทเขาจะเล่นเป็นหมวดน้ำตาลตำรวจหญิงเก่งที่ปลอมตัวมา ซึ่งได้ฝีไม้ลายมือเขาแล้ว ก็รู้สึกประทับใจ เห็นเขาเต้นแล้วเออ น้องเขามีอะไรเยอะดีนะ กล้าเล่น กล้าแสดง ซึ่งที่เราเห็นนั่นคือเขามีไปฝึกซ้อมมาก่อนหน้าด้วยนะ ออกสเต็ปออกท่าทาง แล้วหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของเขาด้วยนะ แล้วมาประกบระดับพระเอกสองคนเท่ง : กับโหน่ง : (หัวเราะ)ซึ่งพระเอกทั่วไปเขาจะหล่อๆเท่ห์ๆหวานๆ แล้วดันมาประกบกันตลกสองคนนี้ พอเวลาถ่ายขึ้นมาโดนยิงมุกกระจาย ก็หลุดขำไป ซึ่งในส่วนตรงนี้เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร

โหน่ง : คือเขาเป็นคนสนุก มีอารมณ์ขันในตัว น่ารัก แล้วฉากที่น้องเขาเข้ากับแอนดี้ที่เป็นเฮียแล้วถูกผู้ร้ายเล่นงานได้แผลเหมือนกันนะ ฟกช้ำดำเขียว เจอกับแอนดี้เนี่ยะ

เท่ง : อย่างแอนดี้เราเห็น เรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ไอ้นี่มันบ้าพลัง(หัวเราะ) เวลาซ้อมการแสดงก่อนถ่ายจริง นักแสดงส่วนใหญ่เขาซ้อมเพื่อให้ไลน์กล้องเฉยๆ แต่แอนดี้ใส่เต็มตัวเลย อย่างฉากถ่ายริมสระน้ำกลางแจ้งพื้นร้อนเลยนะ มันลงไปนอนไปดิ้นอยู่บนพื้น นี่ไม่ผิดเลยนะที่เลือกแอนดี้มา

โหน่ง : ใช้จนหมดพลังเลยนะแอนดี้เนี่ยะ เห็นแล้วผมยังสงสารแอนดี้เลย อย่างวันที่ถ่ายเสร็จนอนหลับไม่รู้เรื่องเลย จนเราไม่กล้าปลุกเลย จนทีมงานคนอื่นเขากลับบ้านกันแล้ว นั่นคือเขาเล่นให้เราจนหมดพลังเลย

เท่ง : เนี่ยะอย่างที่บอกว่าเราโชคดีที่เราได้ตัวละครทุกตัวมาเล่นอย่างที่เราต้องการ แล้วเขาเต็มที่กับเราจริงๆ เราเลือกถูกทุกตัวเลย

Q. ฟังๆดูแล้วทุกตัวละครนี่มาร่วมสร้างสีสันกันเยอะและเต็มที่เลยทีเดียว อย่างเวลาที่เราไปทาบทามไปชักชวนเขาให้มาเล่นหนังพี่เท่ง พี่โหน่ง กำกับเนี่ยะ พอได้ยินเขารู้สึกอย่างไร

โหน่ง : อย่างตัวเต๋า สมชาย เข็มกลัด จริงๆแล้วทั้งผมกับพี่เท่ง : ก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับเต๋ามาก่อนหน้าอยู่แล้ว เป็นหนังพี่ต้อม ยุทธเลิศทั้งคู่ อย่างพี่เท่ง ก็มือปืน โลก พระจัน ส่วนผมก็สายล่อฟ้า คืออยากจะบอกอย่างนี้ว่า จริงๆแล้วต่างฝ่ายต่างชื่นชอบกันไง อย่างเต๋ามันก็ชื่นชอบเรา ส่วนเราเองก็ชื่นชอบเต๋ามันอยู่แล้ว คุยกับพี่เท่ง เป็นไงบทนี้เต๋าโอเคไหม โอเคปุ๊บ ก็โทรไปหาเต๋า มาได้ไหม เต๋าเขาบอกมาได้ เต็มที่เลยพี่เรื่องนี้ให้ผมช่วยอะไรบ้าง คือเต๋าเขาเคยบอกผมตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าทำหนังทำอะไรบอกเลยนะ บอกพี่เท่ง : ด้วย พอเราทั้งคู่ได้มาทำหนังกันจริงๆก็เลยโทรบอกเต๋าว่ามาซิ เหมาะกับตัวนี้ เต๋าเขาก็มา เต๋าก็บอกหาวันว่างให้เลย ต้องบอกว่าอย่างเต๋าเองเนี่ยะเป็นอารมณ์พี่น้องอารมณ์เพื่อนฝูงที่จะมาช่วยงาน ได้มาเจอกัน สนุกดี

Q. ฟังๆดูแล้วทั้งสองคนจะค่อนข้างซีเรียสกับการเลือกคนมาเล่นในบทต่างๆพอสมควร

โหน่ง : คือแต่ละตัวละครเรารู้อยู่กับเรื่องตรงนี้ เราจะรู้หละว่าจะเอาใครมาเล่นดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องดูด้วยว่ามันเหมาะสมกับบทหรือเปล่า

Q. การทำงานในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มาจนถึงตรงนี้แล้วมีฉากไหนที่ประทับใจที่สุด

เท่ง, โหน่ง : ทุกฉาก

โหน่ง : แต่ที่ยากที่สุด ที่ยากนะน่าจะเป็นฉากแอ็คชั่นมากกว่า เพราะงานแอ็คชั่นในหนังจะค่อนข้างเป็นทางการ แต่ถ้าโดยรวมๆผมก็มองว่ายากทุกฉาก แต่ด้วยความที่หนังเราเป็นหนังตลกก็จริง แต่ในบทพอถึงฉากที่เป็นแอ็คชั่นก็ต้องแอ็คชั่นจริงจังด้วย เป็นอารมณ์หนึ่งในทางของหนังที่เราตั้งใจเพื่อให้มันไปสุดในอีกทางหนึ่ง ซึ่งต้องไปดูในหนัง และเป็นฉากสำคัญด้วย เป็นฉากเปิดของหนังเรื่องนี้

เท่ง : แต่โดยรวมแล้วมันยากทุกฉาก เพราะมันได้ขึ้นมาเป็นผู้กำกับแล้ว คำว่าผู้กำกับมันต้องดูแลทุกอย่าง ดูแลทุกฉาก แล้วทุกฉากมันเป็นทุกอารมณ์ที่เรากำหนดไว้แล้ว แม้แต่ฉากที่เราไม่ได้ไปเล่นหรือเข้าฉากร่วมกับเขา เราก็ต้องดูว่ามันใช่รึเปล่า แล้วพอมันถ่ายเสร็จแล้ว พอมาดูมันหายเหนื่อย มันชื่นใจ

 

 

Q. ปรัชญาหนึ่งที่น่าสนใจทีสังเกตได้จากทั้งคู่ตั้งแต่ทำรายการร่วมกันแล้ว เวลาทำการแสดงไม่มีการแบ่งอายุกัน ใครอาวุโสกว่า คือเต็มที่ทั้งคู่ ไอเดียความคิดใครดี ได้ เอาเลยเปิดช่องทางกันเต็มที่ อยากจะถามว่าไอ้ตรงนี้มันส่งผลต่อวิธีคิดมาถึงตอนทำหนังด้วยไหม

เท่ง : ผมว่าถูกต้องเลยหละ การทำอะไรก็ช่างถ้าเป็นหัวเดียวนะครับ ผมไม่ชอบเลยนะไม่ว่าจะทำอะไรคนที่เอาความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง ผิดถูกยังไงก็ช่าง ถึงแม้ว่าคุณจะถูกก็จริง แต่คุณควรจะฟังข้อผิดบ้าง

โหน่ง : คือต่อให้เราทำงานมากี่ปีก็ตาม ถึงจะเป็นศาสตร์ตลกที่เราคลุกคลีมากี่ปีก็ตาม แต่พอมาทำหนังอะไรที่เราไม่รู้ เราก็ถาม

เท่ง : ต้องถาม ต่อให้คุณจะแก่กล้าวิชา เข้าวงการมาก่อนผม คุณจะเอาความคิดของคุณเป็นที่ตั้ง โอเคถ้าคุณจ้างผมในฐานะนักแสดงผมทำตามที่คุณทำอยู่แล้ว ผมเอาความคิดของคุณเป็นที่ตั้ง แต่ถ้าทำร่วมกันแล้วบังเอิญผมค่อนข้างเปิดกว้างทางความคิด โหน่ง : ก็เปิดกว้างทางความคิด คุยกันเฮ้ยโหน่ง : ตรงนี้ไม่ดีเว้ย พี่เท่ง : เอาตรงนี้ดีกว่า เออ เฮ้ยพี่โอ๋ตรงนี้อย่างไร คือเราจะถามหมด แล้วเอาสิ่งที่ดีๆมา คุยกันแล้วต้องมีบทสรุป ถ้าไม่มีบทสรุปมันจะถ่ายไม่ได้ ทะเลาะกันแล้วก็ต้องมีบทสรุป อันนี้แล้วเรามาถ่ายได้

โหน่ง : คือแต่ละวันมันคุยกันบนโต๊ะจนหมดแล้ว เหมือนอย่างวันนี้ถ่าย 3 ฉาก พี่เท่งก็นั่งดู ผมก็นั่งดู จากบทมีอะไรเพิ่มเติมไหม ติดขัดอะไรตรงไหนไหม มันผ่านการประชุมกันมาจนหมดแล้ว ทีมงานแต่ละคนทำหน้าที่ทำการบ้านกันไป แล้วพอมาถึงหน้ากองจะเพิ่มเติมอะไรไหม ในจังหวะเวลาที่เล่น ที่แสดง เพิ่มตรงไหนได้อย่างไร ควรจะเพิ่มไหม มันจะเสียเรื่องรึเปล่า หรืออารมณ์จังหวะนะตรงนี้นได้เลยนะ ลองดูแบบนี้อีกสักเทคเผื่อไว้ไหม หรือถ้ามันเกินเลยไปถ้าไม่ดีก็ไม่เอา เฮ้ยพี่เท่ง : ตรงนี้ไม่น่าละ หรือเสริมตรงนี้ไหม แต่ถ้าเป็นเรารั้น ทำไมหละ เราเอารวมๆดีกว่า ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อย่างพี่เท่ง ว่า เออมันไม่ดีจริงวะ มานั่งคิด ไม่รู้จะพูดไปทำไมอีก จริงๆบางฉากบางซีนถ่ายพรุ่งนี้ คืนนี้นอนๆไปคิดได้ เก็บความคิดนั้นไว้ว่าเออจะเอาไปถ่ายพรุ่งนี้นะ เผื่ออีกสักดอกหนึ่ง แต่ปรากฏว่าพอไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ปรากฏว่ายังไงมันก็ไม่เข้า เราก็ต้องมาดูความเหมาะสม ว่าเออมันไม่เหมาะจริงๆ

เท่ง : แล้วมันจะคิด เวลาถ่ายหนังปั๊บ นั่งหลับตาแล้วมันจะนึกถึงตอนเล่นหน้าเวที พอเล่นหน้าเวทีแล้วมันจะรู้สึกว่าตรงนี้ควรจะหยุด คนกำลังขำอยู่นะเนี่ยะ เหมือนคนดูหนังกับคนดูเราเล่นตลก แต่นี่เป็นภาพหนังไง หยุดวิ2วิ แล้วค่อยมาเล่นต่อ เป็นหลักการเดียวกัน

Q : ให้คะแนนตัวเองกันหน่อย กำกับหนังเรื่องแรกติดใจกันรึยัง

โหน่ง : มันก็สนุกอะนะ

Q : เหนื่อยมั้ย

เท่ง, โหน่ง : เหนื่อย

Q : เล่นเองกำกับเองสมคำร่ำลือกันมั้ย รวมไปถึงอุปสรรคสารพัด

เท่ง : เหนื่อยครั้งแรกบางทีมัน เหนื่อย ต้องตื่นเช้า ต้องไปดู Location ต้อง ทุกต้องเลย ทุกอย่างเลย ต้องไปดูทุกอย่างเลย บางทีก็ไปเจออะไรมา เอออันนี้ดีเว้ย อันที่เราไม่ต้องรับรู้ไงเวลาเป็นนักแสดง แต่อันนี้เป็นผู้กำกับละ อย่างเอ่อแก้วใบนี้มันสวยเว้ย มันไม่เข้า ไม่มีแก้วดีกว่า เอาเป็นไอ้นู้น ไอ้นี่ดีกว่า อะไรอย่างเนี่ยะ ไอ้กระจุ๊กกระจิ๊กมันมีเยอะ เวลาถ่าย เฮ้ยมันไม่ดี เฮ้ยเอานี้ดีกว่า แม้กระทั่งฉากที่เท่ง โหน่ง ต้องนั่งบนรถบัสไปหาเฮีย แล้วในเรื่องรถต้องวิ่งไปพื้นถนนขรุขระ เพราะถนนกำลังทำอยู่ เท่ง : กับโหน่ง : ก็จะต้องนั่งตัวโยกไปตามพื้นขรุขระบนรถ ซึ่งจะให้เรา 2 คนไปนั่งโยกกันเองเราไม่เอาละนะ เพราะอารมณ์โยกเองมันไม่พร้อมกันหรอก เราก็ต้องบอกให้รถจอด แล้วเอาถุงทรายไปวางตามถนน วิ่ง แล้วทุกคนก็จะไปตามอารมณ์นั่น ซึ่งถามว่าเหนื่อยมั้ยมันก็เหนื่อยนะ

Q : ซึ่งจริงๆแล้ว หนังมันไม่ได้ทำคนเดียว ผู้กำกับไม่ต้องลงไปทำเองทุกอย่างขนาดนั้น หนังเรื่องหนึ่งเขามีผู้กำกับภาพ คอยออกแบบมุมภาพ มีคนออกแบบฉาก มีฝ่ายพร็อพ ฝ่ายอาร์ทดูแลโน่นนี่แม้กระทั่งเรื่องแก้ว

เท่ง : ช่าย

โหน่ง : แต่เวลาที่เราดูจากมอที่มอนิเตอร์ไง มันอดไม่ได้ มันต้องสวยจริงๆนะ ยิ่งเวลาคนดูไปเห็นในจอใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแสง หรือองค์ประกอบหลายๆอย่าง ที่สำคัญมันสะดุดไหม มันเข้าเปล่า

เท่ง : เนี่ยะ มันจะมีอะไรที่เป็นปลีกย่อยเยอะมากเลย ไม่ว่าจะเป็นแสงเอย มีพร็อพ มีเสื้อผ้า มีโลเคชั่น มีกล้องมีอะไรหลายๆอย่างใช่มั้ย แต่ทุกอย่างมันจะต้องขึ้นอยู่กับเรา เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักไอ้คนนี้ๆ 10 กว่าคนนี้ รายละเอียดเนี่ยะ ก่อนจะมาเป็นภาพเนี่ยะ เราต้องไปถาม ให้รู้หมดทุกอย่าง เพราะตรงนี้ไม่ดี เราก็บอกเค้าไปว่าเออพี่ว่าอันนี้ไม่ดีนะ เปลี่ยนดีกว่า

Q : ซึ่งผู้ช่วยผู้กำกับเค้าเองก็ต้องเอาโน่นเอานี่มาให้เราดู เราเองไม่ต้องลงไปทำทุกขั้นตอนขนาดนั้น

เท่ง : ช่าย แต่คืออดไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันจะเห็นอยู่ในมอนิเตอร์ แต่บางทีเราต้องการเพียงแค่ 1 2 3 แค่นี่ แต่บางทีเค้ามา 4 5 6 เอาของมาวางเลย อย่างสมมุติ พวกพร็อพอะไรอย่างงี้ โอ้โห มันแต่งได้สวยงาม มันแต่ได้อารมณ์จริงๆ เฮ้ยมันเกินกว่าที่เราคิด เฮ้ยกูอยากได้ภาพอย่างฉากที่เป็นฮาเร็ม อะไรที่มันออกเป็นอียิปต์ เป็นอะไรอย่างงี้นะ พอไปถึงโลเกชั่น เห็นฉากที่เราต้องการ เราอยากได้ปั๊บ มันสบายใจ โล่งโป่งมากเลย เพราะโอ้โหมันใช่เลย มันจัดมาให้เราเกิน เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ดี บางทีขาดอะไร บอกเค้าให้เขาเติมได้

Q : ไม่ได้เรียนหนังมา ไม่ได้มีทักษะตรงนี้มา ลำบากใจมั้ยต้องไปบอกคนที่เค้าแบบอย่างเช่น เรียนถ่ายภาพมา ทำโน่นทำนี่มาโดยตรง

โหน่ง : เราก็ไม่เชิงบอกหรอกนะ คือเอาอย่างงี้ มันจะดีมั้ย เอาเป็นอย่างงี้มันจะดีกว่ามั้ย อะไรอย่างงี้ เฮ้ยพี่อย่างงี้ไม่ถูกเลยนะ ไม่ใช่เลย ต้องเอาแบบผมนี่ ไม่ใช่ เราไม่ได้ไปบอกอย่างงั้น ซึ่งไอ้วิธีแบบนี้มันไม่ใช่วิธีคิดแบบผมกับพี่เท่งอยู่แล้ว เหมือนเสนอแนะความคิดกันมากกว่า

เท่ง : เราเอามาเจอกัน ผมจะบอกผู้ช่วย บอกทีมงานทุกคน ว่าเอามาเจอกัน คุณเอามา 50 ผมเอามา 50 เอามาเจอละกัน เอามาเจอกันดีกว่า เอามาคุยเอามาจอยกัน คุณเอาความรู้ เรื่องแสง เรื่องภาพมาให้ผม แต่ตัวเรื่อง การแสดง นักแสดงอะไรเป็นหน้าที่ผมจัดการเอง

โหน่ง : แก๊กตลกอะไร มันหน้าที่ของเรา

เท่ง : : มันคุยกันไง อย่างน้อยสิ่งที่เค้าลดลงมา ต้องเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เป็นพวกตากล้อง พวกแสง เค้าต้องลดลงมาหาเรา เพราะเค้ามีความรู้ อย่างเราไม่สามารถที่จะขึ้นไปหาเค้าได้ เพราะเค้าไม่มีความรู้ เราต้องฟังจากเค้า และเค้าก็ต้องฟังจากเราตรงที่ว่ามันเป็นเรื่องของเรา มันเป็นมุกของเรามันเป็นศาสตร์ของพวกตลก เค้าก็ต้องมาฟังของเรา มาเจอกันดีกว่า เอามาคุยกัน

Q : คือเราเอาสิ่งที่เราถนัด มาใช้เต็มที่ในทางของเรา เรื่องเชิงเทคนิคต้องยกให้ทีมงานไป

เท่ง : เพียงแต่ว่าพอมันจะมาถ่ายทอดสิ่งที่เราอยากจะถ่ายทอดมันต้องเป็นมุมไหนยังไง มาปรึกษามาคุยกัน

เท่ง : อย่างแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยมีอยู่ฉากที่พี่ปลาคาร์พเข้าต้องเข้าฉากกับอาเปี๊ยก ดูเหมือนเป็นฉากผ่านๆ ทางกลางถ่ายผ่านให้เห็นพี่ปลาคาร์พ ถือลูกกอล์พ เพื่อที่จะวางให้อาเปี๊ยกตี มันเป็นอารมณ์บางอย่างที่เราอยากให้คนดูได้เห็น วันนั้นผมไม่ได้เล่น นั่งดูหน้ามอนิเตอร์ เราอยากให้คนดูได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างหน้าปลาคาร์พกับลูกกอล์ฟ กล้องจะจับลูกกอล์ฟและคนถือลูกกอล์ฟก็คือหน้าปลาคาร์ฟ ซึ่งขนาดเราเห็นเรารู้สึก ลูกกอล์ฟผมว่ามันดูดีกว่าหน้าปลาคาร์ฟอีก เพราะฉะนั้นคนดูเห็นคนดูรู้สึกอย่างแน่นอน บางที่มันอาจจะไม่ขำ แต่เป็นความรู้สึกส่วนตัว

ตอนถ่ายอาจยังเห็นไม่เต็มที่แต่พอตัดต่อเสร็จภาพไหนใหญ่ ภาพไหนเล็ก มันจะเห็นทันที

Q. ทีมงานที่ทำด้วยกัน ไม่ได้เพิ่งทำด้วยกันเป็นเรื่องแรก แต่ทำด้วยกันมานานมากๆ เหมือนรู้มือรู้ทางกัน

เท่ง : ก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีมากๆเพราะทีมงานทั้งหมดที่ทำหนังด้วยกันเนี่ยะ ล้วนแล้วแต่ไม่ได้เพิ่งเคยทำงานด้วยกันแค่เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แต่ทีมงานแทบจะทั้งหมดว่าได้เคยทำงานด้วยกันมาก่อนแล้ว ที่นี้พอมาเจอหน้ากองนี่ไม่มีหน้าแปลกๆหรือแปลกหน้ามาเลย ส่วนใหญ่ก็จะเห็นๆกันอยู่ เฮ้ยไอ้โน่นไอ้นี่ ส่วนใหญ่ก็จะอำกันสนุกๆมากกว่า เฮ้ยมันเยอะไปรึเปล่า หนังกูขายตลกนะไม่ได้ขายพล็อพนะเว้ย คุยกันร่วมงานกันสนุกๆมากกว่า บางทียังเอาทีมงาน แม้แต่ต้องบัวไรที่เขียนบทยังเลือกมาแจมเลย

โหน่ง : แต่ต้องเหมาะนะ ต้องเป็นตัวที่เหมาะสมด้วย อย่างฉากนี้ต้องการตัวละครแบบนี้ อย่างบางฉากต้องการคนผอมๆ ที่แค่ยืนก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว มาเป็นตัวเอ็กซ์ตร้า นิดๆหน่อยๆในเรื่อง แล้วมีน้องในกองที่หน้าตาได้เลยกับบทนี้ ครั้นไอ้คนที่อ้วนๆจะมาขอเล่นก็ไม่ได้นะ

เท่ง : หรืออย่างฉากในลิฟท์ที่อาจได้เห็นกันบ้างแล้วในทีเซอร์จะมีเท่ง : โหน่ง : ไปเจอกับชาวต่างชาติผิวสีสองคนที่อยู่ในลิฟท์ อันนี้เป็นมุกเป็นแก๊กที่เราตั้งใจเลย ซึ่งผ่านการมองการวางที่ทะลุหมดแล้วว่าต้องการเขามาเพื่อการนี้เลย ก็ตั้งใจเลือกว่าต้องเอาโจอี้เขามาเล่น ไม่ได้ไปวางคาแรคเตอร์ใหม่ด้วยนะ แต่เลือกเอาเขามาในแบบที่เขาเป็นเลย อย่างเขาเคยเล่นบนเวที1234 โป๊ะเลย โชคดีที่เราไม่ต้องไปกำกับอะไรมาก เพราะตัวที่เราเลือกมาเล่นบทนี้คือโจอี้ รวมทั้งทุกๆคนที่เราเลือกเอามา คือเรารู้รายละเอียดของหนังของเรา เรื่องหรือมุกที่เราวางเพราะฉะนั้นแต่ละตัวมาเพื่อการนั้น

Q. ในความคิดของพี่เท่ง พี่โหน่ง มองว่าความน่าสนใจของหนังเรื่องเท่ง โหน่ง คนมาหาเฮียที่กำกับโดยเท่ง โหน่ง แห่งแก๊งค์สามช่าอยู่ที่ตรงไหน

เท่ง : อยู่ที่ตรงไหนเหรอ ผมมองว่าอยู่ตรงที่รูปลักษณ์ของเราเป็นตลก คนเห็นตามท้องถนนต้องตลก เพราะฉะนั้นแล้ว การที่จะมาทำอะไรสักอย่าง มันต้องตลก จะให้ชัดเจนหนังเรื่องนี้เป็นหนังตลก ค่อนข้างออกสนาน คือสนุกสนาน

โหน่ง : แค่บอกว่าใครเล่นแค่นั้นหละ อ้าวอย่างชื่อหนังจะชื่ออะไรก็ได้ ใครเล่นเท่ง กับโหน่ง จะเป็นดราม่า จะเป็นอะไรไปไม่ได้ เราขอเดิน ขอยืน ขอวิ่งอยู่บนทางที่เราถนัด และเราก็เลือกทำในสิ่งที่เราถนัด

เท่ง : คุณเคยดูหนังตลกมาทั้งชีวิตแล้ว หนังตลกก็ต้องหัวเราะ ฮาฮาฮา แต่สำหรับเรื่องนี้หนังตลกเช่นเดียวกัน แต่ปลีกย่อยเป็นหนังสนุกสนาน เป็นอารมณ์หัวเราะยิ้มมุมปาก เป็นอารมณ์หัวเราะในใจ เป็นอารมณ์หัวเราะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมา อารมณ์หัวเราะตัวงอ อารมณ์ หวา....ก(หัวเราะออกท่าทางมากๆ)เต็มที่ ผมว่าเรื่องนี้มันมีทุกอารมณ์ของความตลก บางคนหัวเราะ(หวา) บางคนหัวเราะ(แหะ แหะ) บางคนหัวเราะ(ฮิฮิฮิ) อย่างนี้ก็มี บางคนอยู่ในใจ บางคนยิ้มทางสายตาก็มี ผมว่าเรื่องนี้ในแนวของตลก ความตลก มันจะมีปลีกเล็กปลีกย่อยอยู่เยอะมาก หัวเราะอย่างโน้น หัวเราะอย่างนี้ หัวเราะในใจ กลับไปขำที่บ้าน กลับไปขำตรงนั้น ขำหน้าโรง ดูแล้วไปขับรถกันกลับมาอีก 4-5 วันก็ยังขำกันอีก

โหน่ง : ผมว่าเรื่องนี้มีเยอะมีครบทุกรสชาติของอารมณ์ตลก ทั้งตลกท่าทาง ตลกแอ็คติ้ง ตลกเจ็บตัว ตลกไดอาล็อค ตลกใบ้ ครบหมด

เท่ง : เป็นมุกสากล ต่างชาติต่างภาษาดูเรื่องนี้ก็สนุกได้

Q. ถามหน่อยทำงานหนักๆมาตลอด 7 วันอย่างนี้ถามจริงๆว่าไปเอาพลังล้นเหลือเหล่านี้มาจากไหน

โหน่ง : เป็นเพราะความรับผิดชอบมากกว่า ต้องทำงานให้เขาได้ เขาจ้างเรานะจะอดนอนขนาดไหน จะนอนชั่วโมงสองชั่วโมงก็ต้องมาทำงานให้เขา นี่คือความารับผิดชอบของเรา อ้าวจริงๆนะ ต้องรับผิดชอบเลยนะ จะไม่สบาย จะป่วย จะเจ็บต้องลุกขึ้นมา

เท่ง : หลักใหญ่ๆมันคืออาชีพ ถ้าเรามไม่มาทางนี้ ถามตัวเรา ถามสามคนเนี่ยะว่าตัวเรามีที่มายังไง เมื่อมาถึงทุกวันนี้มีครบหมดแล้ว มีครบเพราะอะไรไม่ใช่เพราะอาชีพนี้เหรอ เพราะฉะนั้นเราควรศรัทธา ซื่อสัตย์ต่ออาชีพนี้

Q. มาถึงทุกวันนี้ แล้วความเป็น เท่ง โหน่ง ให้อะไรกับทั้งสองคนบ้าง

เท่ง : ผมถือว่าให้เยอะเลยผม ให้ชีวิตใหม่ และไม่ได้ให้แค่ชีวิตเดียวให้แม้กระทั่งหลายๆชีวิตในครอบครัวลืมตาอ้าปากกัน และก็ถ้ามองไปไกลๆ ให้ชีวิตกับประชาชนได้หัวเราะได้อายุยืนยาว มันถ้าจะตอบออกมาเป็นคำพูดตรงนี้ผมว่าไม่เพียงพอกับชื่อตรงนี้หรอก ชื่อนี้พี่ตาเขาตั้งให้ ทำให้ได้ชื่อนี้มา มันน่าบูชาเขา ชื่อนี้ทำให้เรามายืนอยู่ทุกวันนี้ได้ แบบมองกลับไปข้างหลัง มันไม่น่าใช่ๆ มันสุดๆแล้วหละจนถึงทุกวันนี้เราไปมองถึงหน้าที่การงานว่าเราจะประคองตัวอย่างไร มีชื่อเสียงให้ยืดให้ยาว และเพื่อลูกเพื่อหลานมีเงินทองมีความสุข มันมองเกินความเป็นผู้ใหญ่ไปแล้ว มันมองเลยจากตัวเราไปแล้ว

โหน่ง : เหมือนกัน โหน่ง ว่าสิ่งที่เราต้องทำคือ อยู่ตรงนี้รับผิดชอบงานให้ดี แค่นั้นเอง ช่วยเราเยอะ เมื่อก่อนเหมือนอย่างที่ผมบอกแหละ มีกินบ้าง ไม่มีกินบ้าง อดมื้อ ใช่ไหม จนถึงทุกวันนี้เราได้มาเพราะอะไร เพราะชื่อเสียง สิ่งที่เขามอบให้เรา สิ่งที่พี่ตามอบให้ สิ่งที่หลายๆคนมอบให้ เราก็ต้องรักษาไว้ให้ดี รับผิดชอบงานของเขาให้เต็มที่

เท่ง : สิ่งที่เราอดอยากมาตั้งแต่เริ่มแรก วัยเด็ก การอดยากที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ดีมากเลยนะ เป็นบทเรียน ที่เราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง สถานศึกษามันไม่มี เจอกับครูข้างนอก เพื่อน เด็ก คนเฒ่า คนแก่ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ดีมั้งไม่ดีมั้งอะไรหลายๆอย่าง เป็นประสบการณ์ที่เราบอกตัวเองได้ว่าเฮ้ยเราผ่านมา เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆเลยที่เราจะเก็บเอามาไว้ใช้ ซึ่งของแบบนี้เรียนกันไม่ได้ด้วย และก็เจอได้ไม่เหมือนกันด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับชีวิตหรือตัวตนของแต่ละคนด้วยว่าคิดอะไรอย่างไร

Q. อยากฝากอะไรกับแฟนๆของเท่ง โหน่ง

โหน่ง : ก็ฝากหนังเรื่องนี้ไว้ด้วยละกัน นะ จะได้มีเรื่องต่อๆไป

เท่ง : มันเป็นงานชิ้นใหม่ของเรานะ เป็นงานชิ้นใหม่และค่อนข้างที่ เป็นงานที่ไม่ยากสำหรับเรื่องนี้ เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นงานในแนวถนัด ก็ฝากกับประชาชนทุกท่านด้วยว่าไปดูกันเถอะครับ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ แต่หนังไทยทุกเรื่องเลย ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่แข่งขันกันด้วยคุณภาพ จะหาคำตอบกันได้ก็ในโรงภาพยนตร์ ส่วนหนังใครจะถูกใจท่านก็เลือกชมกันดู ไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะสนุกสนาน เออเรื่องนี้ดราม่าดี บู๊แอ็คชั่นดี แล้วแต่ที่ท่านจะถนัดที่ท่านเลือก แต่นี่เป็นงานชิ้นแรกของเราสองคนถือว่าเราทำเต็มที่ แล้วก็เหนื่อยกันมากๆแต่พอมันเสร็จ ทำงานเสร็จแล้ว แม้กระทั่งยังไม่ได้ฉายตอนนี้ เราก็ภูมิใจไปดูตัดต่อไปดูโน่นดูนี่ รู้สึกมันภูมิใจที่ได้นำไอเดียของเรา ได้นำเอาความคิดของเรามาเป็นรูปแบบภาพยนตร์ ก็ถือว่าทำเต็มที่แล้วก็ชัดเจนเลยคือ เราต้องช่วยกันหนังไทย แล้วก็อาชีพนี้เป็นอาชีพสุจริต คนทำมาหากิน แล้วเราต้องซื่อสัตย์ต่ออาชีพของเรา ฉะนั้นหนังของเราก็คงจะให้อะไรหลายๆอย่าง ข้อคิด ให้การดำเนินชีวิตว่าไปอย่างไร แต่สิ่งที่ได้แน่ๆเลยคือความสนุกความสนาน

 

 

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn h อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. gAll Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.