สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
ATM เออรัก ..เออเร่อ
รัก
รักสุดท้ายป้ายหน้า
ปัญญา - เรณู 2
 
รักเลี้ยวเฟี้ยว (อ่ะ) ไม่ได้ส่งข้อมูล
โปรแกรมหน้า

วาเลนไทน์ สวีทตี้

เดอะเมโลดี้ รักทำนองนี้
It gets better ไม่ได้ขอให้มารัก
แก๊งค์ตบผี
รงษ์ วงศ์สวรรค์
   
เปิงมางกลองผีหนังมนุษย์
  LINK: เครดิต เรื่องย่อ  ข้อมูลนักแสดง  โปสเตอร์   แกลอรี่ภาพ      
   หนังตัวอย่าง       มิวสิควีดีโอ        วีดีโอเบื้องหลังการถ่ายทำ
  ี่สารบัญหน้านี้:  สัมภาษณ์ผู้กำกับ ณัฐพีระ ชมศรี (เชน) , สรัญญา น้อยไทย (ตูน)
   
 

1 . ที่มาที่ไปของภาพยนตร์เรื่องนี้

เชน : จริงๆ แล้วไอเดียที่จุดประกายแต่แรกไม่ใช่เปิงมาง เปิงมางเป็นแค่ไอเดียที่เราได้มาจากวันหนึ่งที่เราไปศึกษาโรงงานทำกลอง เราได้เห็นว่า กว่าจะได้เป็นอุปกรณ์เครื่องกำเนิดเสียงเพื่อความบันเทิง เราสูญเสียไปซึ่งอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อให้ได้มาแค่ของสิ่งเดียว มันก็เป็นไอเดียที่ว่า การที่จะได้อะไรมาเราสูญเสียอะไรไปบ้าง เราเห็นเขาจูงวัวมาผ่านหน้าโรงงานทำกลอง เขาก็แค่เอามาฆ่า เราถามเขาว่า เนื้อมันเอาไปไหน เขาบอกเนื้อไม่กินจะเอาหนังมาทำกลอง นี่คือความสูญเสียในกลองใบหนึ่ง มันก็ปึ๊บขึ้นมา

ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องเป็นพีเรียด ผมรู้สึกว่า การเล่าอะไรให้คนดู ให้คนรู้ให้คนเข้าใจถึงสิ่งๆ หนึ่ง เราน่าจะเล่าไปถึงเบื้อต้นที่เขาถือกำเนิดขึ้นมา แล้วเป็นสิ่งๆ หนึ่งที่ตั้งบนโลกใบนี้ มันก็จะทำให้คนรู้จักและเข้าใจลึกซึ่งมากกว่า มันจะทำให้ได้อรรถรส ได้บรรยากาศวัฒนธรรมของสิ่งนั้น ยุคเวลานั้นๆ

2. แล้วพอสรุปว่าจะทำเปิงมาง การหาข้อมูลเริ่มจากจุดไหน

เชน : ต้องขอขอบคุณ อาจารย์เอ้ มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับหนังเรื่องโหมโรง) ซึ่งให้ข้อมูลเบื้องต้น ถ้าในเชิงลึกกว่านั้น ก็จะเป็นครูบาอาจารย์ที่อยู่ในสายเปิงมางนี่แหละ

ตูน : ใช่ค่ะ ทางผู้ใหญ่ที่มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะให้คำแนะนำ และคอมเม้นท์เรื่องของภาษาเรื่องดนตรี เรื่องของธรรมเนียม การครอบครูต่างๆ แล้วก็เสริชหาทางอินเตอร์เนตด้วย ความเป็นหนังพีเรียสเราก็ห่วงเหมือนกัน ไม่อยากให้พูดผิดก็เลยติดต่ออาจารย์ทางด้านภาษาไทย ประวัติทางศิลปะ ท่านให้คำแนะนำมาว่าสมัยก่อนคำพูดก็เหมือนสมัยนี้แหละ แต่บทสนทนาบางคำมันจะมีเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

3. ทั้งสองคนร่วมงานกันได้อย่างไร

ตูน : เริ่มจากที่สอนกำกับภาพยนตร์ที่กันตนาแล้วเชนเขาไปเรียนคอร์สผกก. เชนก็จะเอาบทเรื่องหนึ่งมาศึกษามานั่งคุยกัน แล้วก็ปรับบทเข้ามา เสนอไปที่ต่างๆ สุดท้ายก็ที่พระนครฟิลม์ แต่พอมาที่นี่ก็ได้คอนเซ็ปเป็นกลอง ก็โครงเรื่องพัฒนาตามความเหมาะสมและทิศทางของตลาด พอเขียนโครงเรื่องของบท เชนเป็นคนเขียนเพราะเขาเริ่มมาตั้งแต่แรก เชนเขาจะมีส่วนในเรื่องทักษะด้านนี้ที่จะดูองค์ประกอบโครงสร้าง ก็ขลุกอยู่ด้วยกันประมาณ 2 เดือน

4. เรื่องนี้มีผกก.สองคน มีมุมมองที่ต่างกันอย่างไรบ้าง

เชน : เราเถียงกันบ่อยมาก แต่ความที่เถียงกันบ่อยกลับเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ ตรงที่เรามักจะมองข้ามสิ่งทิ่เป็นผู้หญิงไป ความเป็นผู้หญิงของผกก.อีกคนคือพี่ตูน เขาก็จะเข้าใจความเป็นส่วนลึกของตัวละครที่เป็นผู้หญิงในเชิงลึก ด้วยความที่เราเป็นผู้ชาย เราก็จะเข้าใจความเป็นผู้ชายในเชิงลึกเช่นกัน มันก็ประโยชน์กับตัวละครซึ่งมีสองเพศ พอเรามาปรับทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถึงขีดสุดของตัวละคร

ตูน : ก็คุยกัน เราจะสร้างเอกลักษณ์อะไรกับหนังเรื่องนี้และการถ่ายทอด อย่างตัวพระเอกเราก็จะให้เชนเป็นคนดูแล เขาค่อนข้างจะให้ความเป็นผู้ชาย ในเรื่องตัวนางเอกและตัวฉาย เป็นเรื่องความเข้าใจของผู้หญิงก็จะโต้แย้งกันว่าผู้หญิงผู้ชายคิดอย่างนี้ เป็นการพูดคุยกันเรื่องมุมมองความแตกต่าง

5. พูดถึงนักแสดงเอกแต่ละตัวในเปิงมาง และการร่วมงานด้วย การคัดเลือกนักแสดง

5.1 ตัวพระเอก “ พิง” รับบทโดย เขตต์ ฐานทัพ

เชน : พิงก็เป็นผู้ชายที่มุ่งมั่น เป็นหนึ่งในกลุ่ม เป็นผู้ชายที่ค่อนข้างอ่อนโยน มีบุคลิกของนักดนตรีไทย รักดนตรีไทยแล้ว จริงๆ แล้วเราได้คุยกับนักแสดงหลายๆ คน ซึ่งบางคนหน้าตาคาแรกเตอร์เขาใช่หมดแล้ว แต่พอมองพื้นฐานแล้วจริงๆ แล้วบางคนยากมากที่จะทำให้เขาเชื่อว่าเขาเป็นนักดนตรี เริ่มสนใจเขตต์ ฐานทัพ ตั้งแต่คำที่เขาบอกว่า เขาเป็นนักดนตรี เขาเคยเล่นฆ้องวงมาก่อน เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะให้ตัวละครที่มาสื่อสารให้คนดูเข้าใจว่า การเป็นนักดนตรีเป็นยังไง มันก็ควรจะเหมาะกับคนที่เข้าใจในดนตรีจริงๆ เราให้น้ำหนักเขตต์มากกว่าคนอื่น

ตูน : เราพอใจเขตต์คือหน้าเขาไทย รูปร่างลักษณะใช่ พอส่งบทให้อ่านพอเขาตอบรับและมาเจอกันก็ได้ถามว่า เป็นหนังพีเรียดนะ พระเอกต้องตีเปิงมาง เราเน้นว่าเราอยากสร้างความเชื่อตรงนี้ เขตต์พูดมาว่าผมรู้จักเปิงมางนะ แล้วก็สนใจอยากเล่น อยากร่วมงาน ยินดีจะหัดเรียนตีเปิงนะ มุมมองเขาและความอินกับคาแรกเตอร์ แม้กระทั่งช่วงการถ่ายทำเขามีความตั้งใจมาก ไม่ผิดเลยที่เลือกเขามารับบทพิง

เชน : เขาเป็นคนที่ตั้งใจมากมากกว่าที่เราคาดหวัง ซึ่งไม่ยอมลดลงมาให้ด้วยซ้ำ หลายๆ ครั้งที่ต้องยอมเขตต์เพื่อสิ่งที่เขาตั้งใจจริงๆ อย่างการที่เขตต์หัดตีเปิงมางให้เรา หิ้วกลองกลับไปซ้อมที่บ้าน และณ วันที่ถ่ายเขาซ้อมมายังไง คุณต้องถ่ายนะ เพราะซ้อมมาแล้ว เขาจะไม่ยอมเด็ดขาด นี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจจริงๆ

 

 

5.2 ตัวนางเอก “ ทิพย์” รับบทโดย วรนุช วงศ์สวรรค์

ตูน : ตั้งแต่เขียนว่านางเอกต้องเป็นนางรำ เรามองว่านางเอกที่มีทั้งความสามารถด้านการแสดงและการรำ เป็นใครไม่ได้นอกจากนุ่นเท่านั้น เขียนไปหน้าเขาก็ลอยมาแล้ว เราค่อนข้างดีใจที่ได้นุ่นมาร่วมงานด้วย

เชน : ทิพย์เป็นผู้หญิงที่เศร้าเหงาตลอดเวลา มีกรรมมีทุกข์ ซึ่งแน่นอนชัดเจนดราม่า วรนุชมีความเป็นนาฏศิลป์ที่ชัดเจนมากในสายตาคนไทย จะสื่อสารความเป็นทิพย์ออกมาได้ไม่ และเวลามาคุยบทกัน อืม นุ่นเป็นคนที่เข้าใจในตัวทิพย์ได้ไวได้เร็วได้ไวและน่าเชื่อที่สุด ณ เวลาที่เขาแสดงออกมา ผกก.หลายคนก็รู้จักในตัว วรนุชดีว่าเขาสื่อสารในตัวละครทุกตัวได้ดีและค่อนข้างใกล้เคียงที่สุด และความเป็นทิพย์ก็ใช่สุดจริงๆ

5.3 นุ่นเขตต์มีกระแสอยู่ ทั้งสองคนร่วมงานกันเป็นอย่างไรบ้าง

เชน : นุ่นกับเขตต์ร่วมงานกันก็ปกติ เขาร่วมงานกันในฐานะนักแสดงที่ต้องมาเล่นภาพยนตร์ร่วมกันเท่านั้น เป็นนักแสดงที่มาเล่นภาพยนตร์ด้วยหน้าที่ด้วยจรรยาบรรณของนักแสดง ด้วยความตั้งใจให้ผ่านพ้นไปด้วยดีเท่านั้นเอง

ตูน : ฉากที่เขาเข้าซีนด้วยกันผกก.แทบจะไม่ต้องทำอะไร มีบอกกันนิดหน่อยก่อนที่จะถ่ายว่าเราต้องการให้เขาเล่นยังไง ด้วยความสนิทสนมกันของทั้งคู่ เขาจะรู้ทางกล้องและรู้ทางกัน การแสดงด้วยกันมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ผู้กำกับนั่งอยู่หลังมอนิเตอร์แล้วก็นั่งยิ้ม คือไม่ต้องทำอะไรแล้ว แล้วแฮปปี้ น่ารักดี

5.4 ครูด้วง รับบทโดย พิศาล อัครเศรณี

เชน : มีการคัดเลือกจากนักแสดงอาวุโสหลายครั้งหลายท่าน แต่ด้วยความที่เราคิดถึงอาเปี้ยก พิศาล นึกภาพการแสดงของอา เราอยากได้ครูดนตรีที่คาแรกเตอร์แบบนี้ ที่เหมือนจะดุแต่จริงๆ แล้วไม่ดุ

ตูน : เพราะครูด้วงก็ถือได้เป็นตัวเมน เป็นตัวสำคัญของเรื่องที่จะต้องจูนทุกอย่างมารวมกัน ก็เลยติดต่อแต่ก็ไม่แน่ใจเพราะว่าหนังมันออกแนวสยองขวัญ เลยส่งบทให้อ่าน ปรากฎว่าพอท่านตอบรับก็รู้สึกดีใจ ก็ไปหาที่บ้านแนะนำตัวพูดคุยทำความเข้าใจ ก็บอกอาคะสยองขวัญก็จริงแต่ในเรื่องมันจะมีเรื่องราว อาเปี๊ยกให้ความไว้ใจ ความเชื่อมั่นและให้ความร่วมมือ เป็นทั้งครู เป็นทั้งนักแสดง เป็นผู้ใหญ่ที่ให้กำลังใจมากๆ

เชน : ตอนแรกจะเกร็งพอสมควร มีความเกรงใจมาก อาเขาจะรู้ทันเลยว่าผกก. หน้าใหม่จะแหยง ซึ่งอาเปี้ยกบอกว่าเป็นสิ่งที่ผิด อย่าเกรงใจผมนะ ถ้าคุณเกรงใจผมงานคุณก็จะแย่ ที่นี่ก็เลยลบความเกรงใจออกไป ต่างคนก็จะทำหน้าที่ของตัวเอง เราก็จะแฮปปี้กับสิ่งที่อาเปี้ยกแสดงออก แล้วก็มีสิ่งโต้แย้งกับตัวละคร เราเขียนบทมาเราเชื่อว่าเป็นอย่างนี้ แล้วอาเปี้ยกก็แสดงออกมาว่าบางครั้งครูด้วงเขาเป็นอย่างนี้ เราก็ปรับกันไปตามความเข้าใจของตัวละคร ซึ่งเขาเข้าใจมากที่สุด แล้วทุกอย่างก็จะออกมาดี

5.5 “ ก้าน” รับบทโดย สน เดอะ สตาร์

ตูน : สำหรับตัวสนเป็นความโชคดีที่ไปงานสุพรรณหงห์ปีที่แล้วที่เขาหลัก เชนเขาไปเจอแล้วก็มาบอกว่าสนน่าสนใจดีก็เลยติดต่อผ่านทางแกรมมี่ ปรากฏว่าเขาโอเค ก็เลยเรียกมานั่งคุย

เชน : ตอนแรกไม่ได้มองสน มองว่าน่าจะเป็นนักแสดงตลก ที่ไม่ตลกมากนัก ไม่ใช่นักแสดงตลกที่มองเป็นแบรนว่าตลกเลย ก็หนักใจเหมือนกันตอนเฟ้นหาคนที่จะเอามาเล่น จนวันที่เจอสนด้วยความบังเอิญ แค่ได้นั่งคุยกับเขา ไม่ได้บอกเขาว่าจะเอาเขามาเล่นหนังนะแค่ได้นั่งคุยกับเขา โอเคผมเริ่มแคสติ้งนักแสดงที่ชื่อก้านแล้ว เพราะผมอยากได้คุณไปเล่น พอสนตอบตกลงผมก็หยุดแคสติ้งเพราะได้ตัวแสดงมาแล้ว

 

 

5.6 “ ฉาย” รับบทโดย ใหม่ สุคธวา เกิดนิมิตร

เชน : ตัวละครฉายที่ใหม่มารับ ไม่ใช่คนที่เลวร้ายแค่เลือกทางผิดเท่านั้นเอง แต่การหลงผิดแล้วถูกทำโทษด้วยสิ่งไม่มีชีวิตนี่ มันก็ทำให้เห็นว่ารุนแรง ฉายเป็นตัวละครที่มีความอยากได้และก็มีความดีอยู่ในตัวเองเยอะเหมือนกัน มันก็ต้องนั่งปรับมิติให้ตัวละคร และนั่งปรับใหม่ สุคนธวา เพราะฉายไม่ร้ายเหมือนตัวร้ายที่ใหม่เคยเล่นสมัยละคร ความยากคือ เราต้องทำให้ใหม่เชื่อว่าฉายไม่ได้คนเลวร้าย และภายใต้ความเลวร้ายนั้นมันเกิดขึ้นมาจากปม เพราะน้องให้เวลาเราเยอะที่จะอธิบายทุกอย่างให้เข้าใจ เขาเลยเป็นฉายได้ดี ความยากอีกอย่างของใหม่ก็คือ ใหม่ไม่มีพื้นฐานด้านการรำไทยมาเลย ค่อนข้างลุ้นเหมือนกันว่าน้องจะทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้น้องก็จะกดดันมาก กดดันจนทำให้เราเครียดทีมงานก็เครียดไปด้วย แต่ด้วยเวลาที่น้องเขาให้ทุ่มเทเสียสละเวลามากมาย อาจารย์ที่มาสอนก็มีความตั้งใจและความพยายาม กำลังใจจากทีมงาน ทำให้ผ่านลุล่วงไปได้

ตูน : ด้วยทิศทางการแสดง น้องเขาไม่เคยเล่นหนัง แต่ละฉากที่น้องเขาเล่น เขาจะเกร็งว่ามากไปหรือเปล่าความต่างของละครและหนังเป็นไง แต่พอตัดออกมาแล้วรู้สึกดีใจ เขาเล่นอย่างที่อยากได้

6.7 “ ไผ่” รับบทโดย ชลัฏ ณ สงขลา

เชน : ไผ่เป็นตัวละครที่ได้หนึ่ง ชลัฏ มาเล่นแล้วทำให้รู้สึกว่าทำงานง่าย ความยุ่งยากของตัวละครไผ่ คือทำให้เข้าใจเหมือนตัวฉายนั่นแหละ ไผ่ไม่ใช่คนเลวร้ายแค่หลงผิดไปแล้วยังมีฉายที่มาคลอดงำไผ่ มันจะซับซ้อน ตัวละครในเรื่องนี้มันค่อนข้างจะซับซ้อนเรื่องปมของจิตใจ ไผ่เป็นตัวละครที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง ภายนอกดูเป็นผู้นำ แต่สุดท้ายจริงๆ ไผ่เป็นคนที่แข็งนอกอ่อนใน ข้างในขี้ขลาด นี่ความยากที่จะแสดงออกมา

ตูน : หนึ่งเขามีพื้นฐานมาก่อนแน่นมาก บอกครั้งหนึ่งเขาจะสามารถเก็บอารรมณ์ได้เลย มีสมาธิ หน้าเขาไปหมด เขาเหมาะมากกับการเล่นบทไผ่ รูปลักษณ์ เขาดูเป็นคนสำอางค์ หล่อเหลา ภายใต้อารมณ์ลึกๆ ของไผ่เนี่ยเขาเลย ได้เลย หนึ่งเขาถ่ายทอดออกมาทางสีหน้าได้ดี

7. ความยากของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉากที่คิดว่ายากที่สุด

ตูน : มันมีทุกอย่าง คือไม่คิดว่าเรื่องแรกที่ผู้กำกับหน้าใหม่ 2 คนจะมากำกับเนี่ยจะยาก มันผสมหมดเลย หนึ่งพีเรียส สองนักแสดงเยอะ สามมีฉากสยอง สี่มีการผสมของเสปเชียลเอฟเฟค คอมพิวเตอร์กราฟฟิค ห้ามีการแสดงดนตรีสด หกต้องการซึ้ง เจ็ดเวลาถ่ายทำจะมีเวลามากำหนดตายตัว เนื้อหาเยอะและหลังๆ ดราม่าจะสูงขึ้น มันมีลายละเอียดที่ต้องเก็บ มันไม่ได้เก็บเฉพาะพระเอกนางเอก ทำอย่างไรให้นักแสดงทั้งกลุ่มไปในทิศทางเดียวกันเพราะงั้นมันถึงยากมาก

เชน : ฉากดนตรี จะน่ากลัวมากตรงที่ความระมัดระวังของเรา เราจะกลัวแล้วจะระวังกันมากเพราะพลาดไม่ได้ ถ้าพลาดเราจะทำร้ายครูบาอาจารย์ เราจะทำร้ายครูอาจารย์ไปแบบไม่รู้ตัว เพราะของพวกนี้มันเป็นของคนไทย ถ้าเรามันประมาทมันเมื่อไหร่เราก็จะทำร้ายคนไทยด้วยกัน

8. ฉากไหนที่ชอบที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้

ตูน : ฉากที่ทะเลาะกัน ฉากที่ตัวร้ายพยายามที่จะปั่นหัวลูกวงให้ไปอยู่กับอีกวง ฉากนี้เป็นฉากหมู่ ฉากแรกที่ถ่ายของหนัง แล้วมันมีความเกร็ง แล้วเป็นวันแรกที่ทุกคนที่แสดงในวงรวมกัน เป็นเพราะว่าเราใหม่ด้วย สองกล้องด้วย ก็ต้องความสามารถของนักแสดง แต่พอนักแสดงเล่น นักแสดงไม่เทคเลยทุกคนพูดไดอะล็อกได้ไม่ผิด ยาวเลย ไม่มีเทคเลยแล้วอารมณ์ได้ แล้วจังหวะเนียะราดูแล้วเราเชื่อว่าทะเลาะกันจริง ก็เป็นฉากที่ประทับใจ งานชิ้นนี้ก็เลยทำให้นักแสดงและทีมงานมีความสนิทสนมกันเลย

 

 

เชน : ฉากรักของทิพย์และพิง เป็นฉากที่ชอบมากที่สุด ทั้งๆ ที่เราเป็นคนทำหนังผี หนังเรื่องนี้มี ดราม่าอยู่ในนั้น สุดท้ายเราชอบฉากรักมากที่สุด เพราะความรักคือพื้นฐานคนในโลกนี้ นี่แหละชอบมากที่สุด

9. สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกมีความพอใจมากน้อยแค่ไหนกับผลงานตัวเอง

ตูน : ต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน พอใจกับนักแสดงและทีมงานเกินร้อย เกินคาดด้วยซ้ำ แบบว่านักแสดงให้ใจ แล้วก็ตั้งใจกันอย่างเต็มที่ หนังเรื่องนี้สิ่งที่เด่นที่สุดที่ทำให้หนังมันแข็งแรงมากที่สุดคือนักแสดง โดยส่วนตัวเราเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ ก็เป็นครั้งแรกก็คงให้ตัวเองอยู่ปรมาณสัก 60 % ผู้กำกับทุกคนก็มีจุดเริ่มต้น แต่ก็ไม่มีอะไรที่อยากจะพัฒนาต่อ

เชน : เรื่องแรกพอใจมากและดีใจ ไม่มีข้อบกพร่องอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ สิ่งนี้ไม่อยากให้คนเห็นเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในภาพยนตร์เปิงมาง โดยเสร็จสมบูรณ์แล้วนี่เป็นสิ่งที่ผกก.ทั้งคู่ภาคภูมิใจและพอใจ ดีใจมากที่นักแสดงทุกคนนักแสดงด้วยใจจริงๆ ขอบคุณมาก

10. สิ่งที่ต้องการสื่อให้ผู้ชมในเรื่องนี้คืออะไร

เชน : ด้วยความที่เป็นทั้งผกก.และคนเขียนบทเรื่องนี้ ที่อยากนำเสนอไม่ใช่เปิงมางนะ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับเปิงมางคอกนี้ ชีวิตของคนที่เข้ามาพูกพันธ์อยู่รอบข้างเปิงมางคอกนี้ เหมือนเครื่องมือบางอย่างที่ถูกตั้งไว้ มันอาจจะเกิดความทรงจำคนที่เดินผ่านมันไป ของคนที่เคยได้มาจับมัน หรือของคนที่ได้เข้าไปอยู่ เข้าไปเป็นเปิงมาง เป็นนักแสดงที่เข้าไปอยู่ในเปิงมาง เป็นจิตวิญญาณความรักความผูกพันธ์ความศรัทธาที่อยู่ รอบๆข้างเปิงมางคอกนี้ เครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งของไทย

ตูน : โดยพื้นฐานแล้วเราอยากจะเสนอความบันเทิงให้กับคนดูหนัง แต่พอมาดูโจทย์ของเราในความบันเทิงเราก็อยากให้มันมีความหลากหลาย แล้วก็หนังเรื่องนี้มีความหลากหลาย ไม่ว่าเรื่องของความสนุก เนื้อหาดนตรี มันมีเรื่องราว การเล่นดราม่าในเรื่องของตัวละครที่นำเสนอ สุดท้ายก็คือมีสาระ เราคิดว่าหนังเรื่องนี้มันมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เชื่อมโยงทุกตัวละครเข้ามาด้วยกันคือกิเลส คนเราทุกคนมีกิเลส “ เปิงมาง” ถ้าเราดูเนี่ย ทุกคนมันมีกิเลสเข้ามารวมกันในนี้หมด รัก โลภ โกรธ หลง แล้วเห็นว่าเรามีกิเลสแล้วเราไม่สามารถควบคุมได้ เราก็จะพบจุดจบเหมือนตัวละครในเปิงมาง

11. หนังที่เกี่ยวกับความเชื่อด้านวิญญาณเจออะไรบ้างไหมขณะถ่ายทำ

ตูน : ส่วนตัวนะ ตอนเริ่มทำใครถามว่ากลัวผีไหมก็เลยอย่างมั่นใจว่าไม่กลัวนะ คือไม่เคยเจอ แต่พอทำหนังเรื่องนี้นะ วันๆ ก็เจอเหตุการณ์ต่างๆ มากมายจนตอนนี้เขาถามก็จะบอกว่ากลัวผีแล้วเพราะเจอกับตัวเอง

เชน : เจอผีจริงๆ เลยยังไม่เคย แต่ถ้าแวบไปแวบมาอาจจะเรื่องบังเอิญ มีเรื่องที่เกิดขึ้นคือถ่ายฉากครอบครูที่คุ้มขุนแผน อยู่ๆ ก็มีพระองค์หนึ่งเดินเข้ามาถามว่ากำลังถ่ายฉากครอบครูอยู่ใช่ไหม เอาดอกบัวดอกนี้ไปนะ หนังเรื่องนี้เป็นหนังสมัยร.6 ใช่ไหม เขารู้ได้ไงว่าเราเอาเรื่องสมัยร6มาเขียน ท่านก็มองดอกบัวไว้ให้ แล้วก็อวยพร เราก็รู้สึกดี เป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับนักแสดงและทีมงานที่ได้มาร่วมงาน

12. คาดหวังอะไรกับภาพยนตร์เรื่องแรก

ตูน : อยากให้ดูไปดูเยอะๆ ไอ้เรื่องรายได้คงหวังบ้าง แต่ว่าอยากให้มาดูเยอะเพราะนักแสดงจริงๆ เข้ามาดูความสามารถ ความตั้งใจของนักแสดงที่คุณอาจจะไม่เคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นเขตต์ นุ่น สน อาเปี้ยก ใหม่

 

 

 

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com หรือ 084-1493080
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.