สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
หนังกำลังฉาย
ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ตอน ยุทธหัตถี
โปรแกรมหน้า
เชาวเรศน์ : เพชฌฆาตคนสุดท้าย

   
โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)-เกิดอมตะ
  LINK: โปสเตอร์  เครดิต  เรื่องย่อ  ผู้กำกับให้รายละเอียดที่มาและงานสร้าง          บทวิจารณ
  สารบัญหน้านี้: แคแรกเตอร์นักแสดง
   
 

จิรัสย์ (ตลอดกาล/นิรันดร - สมชาย เข็มกลัด) - “ มันเป็นเรื่องแย่กับการเริ่มต้นใหม่ นั่นหมายถึง ที่ผ่านมาเราล้มเหลวมาตลอด แต่มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้และแข็งแกร่งในการต่อสู้ครั้งต่อ ๆ ไปในชีวิตของเรา”

โอปปาติกที่อยู่มานาน เป็นอมตะเสมือนเทพยดา มีความลึกลับ ฉลาดนิ่งแบบคนผ่านโลกมาเยอะ เห็นชีวิตการเกิดและสูญเสียของโลกมามาก ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง ปลงกับการที่ไม่ตายและบาดแผลทางใจในอดีตมานานอยากหาหนทางตายให้กับตนเอง

ความสามารถ - เกิดใหม่ไม่ตาย ผ่านกาลเวลาฝึกฝนความรู้ความสามารถและยุทธวิธีทุกรูปแบบ อยู่ยงคงกระพันและมีอายุยืนยาวมานานมาก เมื่อตายแล้วสามารถฟื้นคืนกลับมาในสภาพที่เป็นหนุ่มปกติได้

คำสาป - ทุกครั้งที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ต้องทนกับความเจ็บปวดทางร่างกายคล้ายงูลอกคราบโดยร่างกายเดิมยังคงอยู่ แต่มันก็คงเทียบไม่ได้กับเรื่องราวของการเจ็บปวดจากการสูญเสียในอดีตซึ่งหนักหนากว่าความเจ็บปวดทางร่างกาย

“ เรื่องนี้ผมรับบทเป็นจิรัสย์ครับ คาแร็คเตอร์ก็จะออกแนวลึกลับ เป็นพวกอมตะ คือฆ่าไม่มีวันตาย แต่ในใจจริง ๆ นี่ตัวเองอยากตายแล้วล่ะ เพราะอยู่มานานแล้ว ก็จะเป็นตัวผูกและคลายเรื่องทั้งหมด เหมือนเป็นตัวต้นเหตุของเรื่อง ก็เป็นบทที่แปลกออกไปอีกเรื่องหนึ่งทั้งในเรื่องของการแสดง, มุมมอง และความคิด

ผมประทับใจเรื่องของการวางลำดับภาพ ความสวยงามของภาพ ความเนี้ยบ แล้วก็มีมุมมองต่าง ๆ ที่แปลกกว่าเรื่องอื่น คือมันจะเป็นแอ็คชั่นผสมอาร์ต มันต้องใช้เวลา ใช้ความสามารถของทีมงาน ของผู้กำกับ รวมถึงของตัวนักแสดงด้วย บางทีตัวเราเองเนี่ยมันยังเท่ไม่พอ มันต้องใช้โลเกชั่น ใช้สิ่งแวดล้อมมาช่วยแล้วมันจะดูเท่มากเลย รวม ๆ แล้วน่าจะเป็นหนังไทยที่เรียกความสนใจของคนดูได้มากอีกเรื่องหนึ่งครับ”

สมชาย เข็มกลัด เกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2517 เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงจากการชักนำของแมวมองระดับประเทศ “ พจน์ อานนท์” โดยมีการถ่ายแบบลงหนังสือ “ เธอกับฉัน” เป็นผลงานชิ้นแรก จากนั้นจึงก้าวเข้าสู่วงการละคร และแจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง “ สะแด่วแห้ว” (2535) เป็นเรื่องแรก ก่อนที่จะโด่งดังเป็นพลุแตกจากการออกอัลบั้มเพลง “ เต๋า หัวโจก” ในปีถัดมา จากนั้นก็มีทั้งงานเพลง, ละคร และภาพยนตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น “ ขวัญใจ” ที่วัยรุ่นไทยคลั่งไคล้ในยุคสมัยหนึ่ง

ผลงานภาพยนตร์ - สะแด่วแห้ว (2535), มดตะนอยต่อยต้นพริก (2536), ตุ๊ ต๊ะ ต๋อม แต๋ม สุภาพบุรุษตัว ต (2537), โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (2538), ล่องจุ๊น ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน (2539), แตก 4 รัก โลภ โกรธ เลว (2542), มือปืน โลก/พระ/จัน (2544), สายล่อฟ้า (2547), โอปปาติก-เกิดอมตะ (2550), นาคปรก (2551)

 

ไปศล (งามฉลาด - ชาคริต แย้มนาม) - “ เราทำใครเท่าไหร่ มันก็ทำให้เราเจ็บปวดเท่ากัน มันไม่ใช่แค่บาดแผลภายนอกหรอก เราหมายถึงความรู้สึกที่อยู่ข้างใน ซึ่งเปรียบเสมือนเวรกรรม”

นักฆ่ารับจ้าง อำมหิตโหดร้ายเฉกเช่นปีศาจ ไม่ยึดติด ไม่มีความผูกพันกับใคร นอกจากอดีตของตัวเอง เข้าสู่ด้านมืดเพราะสูญเสียคนรักที่สุดไป และต้องตามหาคนที่ฆ่าคนรักเพื่อชำระแค้นให้ได้ เป็นเหมือนคนที่ติดอยู่กับบ่วงแห่งความแค้นจมดิ่งถลาลึกกับการสูญเสียคนรัก โดดเดี่ยว ความจริงเป็นคนที่น่าสงสารเหมือนคนดีที่ถูกบังคับให้อยู่ในโลกแห่งความเลวร้าย

ความสามารถ - ทุกครั้งที่ทำสมาธิ เสมือนมีตาทิพย์-ตาที่สามแบบลัทธิโยคีของธิเบต หาจุดตายของคู่ต่อสู้และสามารถใช้อาวุธ (ปืนพก+กริช) อย่างคล่องแคล่วตรงเข้าเล่นงานจุดตายของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ มีประสาทสัมผัสเป็นเลิศ

คำสาป - ทุกครั้งที่สังหารคู่ต่อสู้ในจุดที่ทำให้ตาย ในทันทีทันใดร่างกายของเขาก็จะมีบาดแผลเกิดขึ้นเหมือนแผลของคนที่ตนฆ่า พร้อมกับความเจ็บปวดที่ทรมานไม่แพ้กับคนที่โดนฆ่านั้น

“ รับบทเป็นไปศลครับ เป็นโอปปาติกตนหนึ่งที่ฆ่าตัวตายเพราะบ่วงแห่งความรักครับ ซึ่งการฆ่าตัวตายมันก็เป็นบาปที่สุด ก็เลยต้องกลายเป็นโอปปาติก แล้วก็ต้องกลับมาชดใช้กรรมนั้น ในเรื่องนี้โอปปาติกแต่ละตนจะเป็นตัวแทนของบ่วงกรรม กิเลสตัณหาของมนุษย์ที่แตกต่างกันไป อย่างของผมก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ซึ่งมนุษย์เราเนี่ยเกิดมาพร้อมกับความรัก ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการมีความรักในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมันก็เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของมนุษย์ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ได้เรียนรู้ว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ความพยายามของมนุษย์ ถ้าพยายามและทำจริงยังไงมันต้องสำเร็จแน่นอน”

ชาคริต แย้มนาม เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2521 เข้าสู่วงการบันเทิงจากการถ่ายแบบนิตยสาร ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยการเป็นพิธีกรรายการวาไรตี้วัยรุ่นชื่อดังอย่าง “ ทีนทอล์ค” และ “E for Teens” จากนั้นด้วยหน้าตาและหน่วยกล้าที่เข้าทางการแสดง เขาจึงมีผลงานด้านละครและภาพยนตร์ออกสู่สายตาผู้ชมอย่างมากมาย รวมถึงผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศอีกหลายเรื่องด้วย

จากภาพยนตร์เรื่องแรก “ คนป่วนสายฟ้า” ในปี 2540 จนถึง “ โอปปาติก- เกิดอมตะ” ใน พ.ศ. นี้ ถือได้ว่า เขามีพัฒนาการทางการแสดงในการพลิกบทบาทคาแร็คเตอร์อันโดดเด่นในทุก ๆ เรื่องอย่างเห็นได้ชัด

ล่าสุด เขาได้โกอินเตอร์ประกบคู่กับนักแสดงระดับฮอลลีวู้ด “ นิโคลัส เคจ” ในภาพยนตร์เรื่อง “Bangkok Dangerous” เวอร์ชั่นใหม่ที่กำกับโดย อ๊อกไซด์ และ แดนนี่ แปง

ผลงานภาพยนตร์ – อันดากับฟ้าใส (2540), คนป่วนสายฟ้า (2540 ), รักออกแบบไม่ได้ (2541 ), กุมภาพันธ์ (2546 ), เยาวราช (2546) , Belly of the Beast (2547), โอปปาติก-เกิดอมตะ (2550), Bangkok Dangerous (2550) , A Moment in June (2551)

เตชิต (ผู้เฉียบแหลม - ลีโอ พุฒ) : "พระเจ้าประทานความสามารถพิเศษในการรับรู้ความคิดของคนอื่นมาให้ แต่การรับรู้ว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่ บางทีมันก็เป็นเรื่องเจ็บปวดและเลวร้ายมากสำหรับเรา”

นักสืบอิสระ ทำทุกสิ่งทุกอย่างตามใจตัวเอง ไม่เชื่อใจใคร มุ่งมั่น ทะเยอทะยาน แต่ก็ถูกศดกหลอกใช้ให้ขายวิญญาณเพื่อผลประโยชน์ของตน อยากรู้จุดมุ่งหมายที่ตนเองอยากรู้จนนำพาเรื่องราวต่าง ๆ มาสู่ตน มีความชัดเจนในความต้องการค้นหาสิ่งที่ตนเองอยากรู้จนได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการเป็นโอปปาติก

ความสามารถ - อ่านความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้ แม้ยามที่ดวงตาปิดสนิท ไม่ว่าคนคนนั้นหรือสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ต้องการที่จะทำอะไรก็ตาม

คำสาป - ทุกครั้งที่ใช้ความสามารถพิเศษ ก็จะค่อย ๆ สูญเสียประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไปทีละอย่าง เริ่มจากหู (การได้ยิน), จมูก (การได้กลิ่น), ตา (การมองเห็น), ปาก (การพูด) และกายสัมผัส (การจับต้อง)

“ ในเรื่องผมรับเป็นเตชิตครับ เตชิตจะเป็นคนที่กลายเป็นโอปปาติกคนสุดท้ายในเรื่องนี้ที่ถูกกล่าวถึง เหมือนเป็นตัวเล่าเรื่องให้คนดูได้เข้าใจว่าการจะกลายเป็นโอปปาติกจะต้องทำยังไงบ้าง เป็นแล้วจะมีผลดีหรือผลเสียตามมายังไง

เป็นตัวเตชิตนี่ยากครับ เพราะว่าเป็นโอปปาติกมือใหม่ที่ยังไม่รู้ถึงข้อจำกัดของการเป็นโอปปาติกและการใช้ความสามารถพิเศษ มันก็เป็นบทที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วก็ต้องเจ็บปวดด้วยตัวเอง อย่างตัวเตชิตทุกครั้งที่ใช้ความสามารถพิเศษก็จะต้องเสียประสาทสัมผัสไปทีละอย่าง ยากเหมือนกันอย่างพูดไม่ได้ ตาบอด หูหนวกไปเรื่อย ๆ มันเล่นยากเหมือนกันกับการที่เราต้องแสดงให้คนดูเค้าเข้าใจ มันค่อนข้างยากสำหรับผมเลย”

ลีโอ พุฒ มีชื่อจริงว่า พุฒิพงศ์ ศรีวัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2520 จบการศึกษาที่วิทยาลัยช่างศิลป์ MOWBRAY COLLEGE AUSTRALIA มีผลงานโฆษณา, เพลง, ละคร และภาพยนตร์ออกมาหลากหลายเรื่อง ถือได้ว่าเป็นนักแสดงคู่บุญของผู้กำกับธนกร พงษ์สุวรรณ เพราะร่วมงานกับผู้กำกับคนนี้มาตั้งแต่เรื่องแรก

ด้วยความสามารถรอบด้าน ล่าสุด ลีโอ พุฒ หันมาเอาจริงเอาจังกับการผลิตรายการทางช่อง TITV ที่ชื่อ “ พุด-ต้า-เร” ร่วมกับเพื่อนสนิทอย่าง ต้า บาร์บี้ และ เร แม็คโดนัลด์

โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)-เกิดอมตะ เป็นอีกหนึ่งผลงานภาพยนตร์ที่จะพิสูจน์ให้เห็นศักยภาพทางการแสดงของหนุ่มคนนี้ที่ทำได้ดีไม่แพ้งานด้านอื่น ๆ เลย

ผลงานภาพยนตร์ – FAKE โกหกทั้งเพ (2546), เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ (2547), ฅนไฟบิน (2549), อสุจ๊าก (2550), วิดีโอคลิป (รับเชิญ-2550), โอปปาติก-เกิดอมตะ (2550)

รามิล (สง่างาม - อธิป นานา) - “ ในโลกนี้ ไม่มีอะไรให้เราได้โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนและก็ไม่เคยมีใครได้อย่างใจตนเองซักอย่าง หรือจริง ๆ เราควรจะปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามลิขิตที่ถูกวางไว้”

นักซิ่ง เชื่อมั่นในตัวเองสูง ชอบเอาชนะ และสนุกกับการใช้ชีวิตอย่างโลดโผนโจนทะยานประหนึ่งภูติ เป็นเพื่อนสนิทกับอรุษ ชอบพูดโพล่งและสบถเป็นนิสัย แต่เก็บความรู้สึกที่แท้จริงไว้ภายใน ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแย่ ๆ บางอย่างของตน บางครั้งอาจดูติดสำอางบ้าง แต่ก็เป็นเพราะต้องปกปิดร่างกายที่ค่อย ๆ อัปลักษณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ด้านที่ดีที่สุดของเขาคือ รักเพื่อนมาก สามารถเสียสละแทนเพื่อนได้ทุกอย่าง

ความสามารถ - มีเจตภูติ (วิญญาณอีกร่าง) ที่ตนสามารถบังคับออกมาใช้งานได้ ซึ่งเป็นร่างที่มีพละกำลังแข็งแรงกว่า ตัวเจตภูตินี้จะมีทั้งร่างกายและหน้าตาที่อัปลักษณ์

คำสาป - ทุกครั้งที่ใช้ร่างเจตภูติเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ร่างกายที่แท้จริงก็จะเริ่มอัปลักษณ์ตาม เหมือนยิ่งใช้ร่างกายก็จะยิ่งถูกความอัปลักษณ์ของเจตภูติกลืนกินไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันก็จะขัดแย้งกับคำว่าสง่างามตามความหมายในชื่อของเขา

“ ในเรื่องนี้บอลรับบทเป็นรามิลครับ ซึ่งคาแร็คเตอร์จะเป็นหนุ่มเจ้าสำอางเหมือนใช้ชีวิตไปวัน ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันเหมือนกับว่า ในการที่เป็นโอปปาติกชีวิตจะอยู่ไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาเรื่อยเปื่อย เราก็เลยสนุกกับมันให้เต็มที่ดีกว่า ก็ต้องเตรียมตัวเยอะมากครับ เพราะว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของบอล ก็มีการทั้งเรียนการแสดง เรียนคิวบู๊ ก็คือต้องเรียนมากกว่าคนอื่น และก็ค่อนข้างลำบากตอนแต่งเอฟเฟ็กต์ แต่ละครั้งก็ 3 ชั่วโมงครับ แต่ผมก็ชอบนะเพราะว่ามันได้รสชาติดี

ผมรู้สึกว่าผมโชคดีนะ เพราะอย่างผมเนี่ยเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แล้วได้มาแสดงกับนักแสดงที่มีคุณภาพซึ่งมีผลงานมามากมาย รวมถึงพี่อั๋นที่เป็นผู้กำกับ ทุกคนก็ร่วมงานกันเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่า เพราะรู้จักกันมาหลายปีแล้ว การทำงานก็เลยค่อนข้างราบรื่น ดังนั้นผมว่าผมโชคดีมากเลยที่มีบรรยากาศรอบกองถ่าย หรือการถ่ายทำแบบนี้ มันช่วยผมได้มากทีเดียว”

อธิป นานา ทายาทหนุ่มวัยวัย 30 ปี ของตระกูล “ นานา” จบการศึกษาปริญญาโทด้าน MBA จาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย เคยผ่านงานด้านบันเทิงมาบ้างอย่างเช่น การเดินแบบ, ถ่ายแบบ

สำหรับงานด้านการแสดงแล้ว ถือได้ว่าเขา “ ใหม่ถอดด้าม” กับงานด้านนี้มาก ๆ นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องใช้เวลาเตรียมตัวทางการแสดงมากกว่าคนอื่น ๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใด ๆ เลย เพราะเขารู้สึก “ สนุก” ไปกับงานแขนงนี้เป็นอย่างมาก และด้วยความใหม่สดนี้ ก็เป็นข้อดีที่ทำให้เขาไม่มีภาพจำติดตาในคาแร็คเตอร์ใด ๆ มาก่อน นั่นย่อมเป็นส่วนง่ายที่ทำให้ผู้ชมยอมรับและเข้าถึงบทบาทของเขาได้เป็นอย่างดี

“ โอปปาติก” (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)-เกิดอมตะ เป็นงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาทุ่มเทพลังกายและใจให้อย่างเต็มร้อย


อรุษ (ผู้ไม่โกรธ - เร แม็คโดแนลด์) - “ บางทีเราก็ควบคุมธรรมชาติการเป็นตัวเราไม่ได้ บางทีบางครั้งเราเองยังไม่รู้ความต้องการที่แท้จริงของตัวเราเองเลย”

เป็นโอปปาติกที่มีสองร่างสองบุคลิกคล้ายอสูรกาย กลางวันกลางคืนเป็นคนละคนกัน ไม่มีใครทราบประวัติที่แน่ชัดว่าเป็นใคร มาจากไหน ใช้ชีวิตตามสัญชาตญานของตัวเอง เป็นเพื่อนสนิทของรามิล เขาป็นคนสองบุคลิก ร่างกลางวันจะเป็นคนอ่อนโยน อ่อนไหว จิตใจดี ต้องการอยู่อย่างสงบ แต่ก็ต้องรู้สึกฝันร้ายกับทุกครั้งที่ตนเองตื่นมาและมีคนตายอยู่รอบข้าง จนมีปมว่าตนเองมีอสูรร้ายอยู่ในร่าง ส่วนร่างกลางคืนนั้นจะเป็นคนเลว โหดเหี้ยม ชั่วร้าย ฆ่าคนแบบไม่รู้สึกอะไร จองเวรในความรัก และเป็นห่วงร่างในตอนกลางวัน นั่นทำให้เขาต้องกำจัดทุกคนที่รู้ความลับว่าตนมีสองร่าง จะยกเว้นก็แต่รามิลเพื่อนสนิทเท่านั้น

ความสามารถ - มีสัญชาตญาณของสัตว์ป่าสูง มีความเก่งกาจด้านการต่อสู้จากสัญชาตญาณดิบแห่งตัวตน สามารถต่อสู้ได้อย่างโหดเหี้ยมและน่ากลัว

คำสาป - แม้จะมีความสามารถในการต่อสู้ที่รวดเร็วหาตัวจับยาก แต่เขากลับมีเวลาในการใช้ชีวิตที่น้อยลงไปเรื่อย ๆ มันก็เหมือนกับว่า แม้จะรวดเร็วได้เหนือเวลาก็จริงอยู่ แต่เวลาที่ใช้กับชีวิตจริง ๆ ของเขานั้นกลับมีได้น้อยลง ซึ่งก็เป็นคำสาปที่เขาต้องแลกเปลี่ยนมากับพลังพิเศษที่ตนได้รับ

“ เรื่องนี้ผมรับบทเป็นอรุษ ซึ่งจะเป็นโอปปาติกที่มีสองร่างสองบุคลิก กลางวันกลางคืนเป็นคนละคนกัน กลางวันเนี่ยจะเป็นคนที่อ่อนโยน ส่วนกลางคืนจะเป็นคนที่โหดเหี้ยม คาแร็คเตอร์สองตัวนี้จะ contrast กันมากส่วนความสามารถในการต่อสู้ของเค้าก็จะรวดเร็ว แต่เวลาที่ใช้กับชีวิตก็จะมีน้อยลงเป็นคำสาปติดตัวมาด้วย

เรื่องนี้จะพลิกคาแร็คเตอร์จากเรื่องเดิม ๆ ไปเลยครับ และก็จะต้องเล่นบทแอ็คชั่นมากที่สุด มากกว่าทุกเรื่องที่เคยเล่นมา ก็หนักอยู่เหมือนกันครับ โดยเฉพาะซีนไล่ล่าระหว่างผมกับพี่อ๊อฟที่ไปถ่ายกันที่บ้านบาตร วิ่งกันหลายวันเลยทีเดียว ห้าวันได้ ใช้สลิงกระโดดจากชั้นสี่ลงมาชั้นสอง ฉากนี้ก็ประทับใจมากครับ”

เร แม็คโดแนลด์ เข้าสู่วงการด้วยการถ่ายแบบ, เดินแบบ และแจ้งเกิดกับการเป็นพิธีกรที่มีบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากที่ใครจะเลียนแบบได้ในรายการ “ ทีนทอล์ค” จนกลายเป็นที่คลั่งไคล้ใหลหลงของวัยรุ่นไทยในยุคสมัยที่ผ่านมา กระทั่งปัจจุบันนี้ เขาก็ยังเป็น “ ขวัญใจวัยรุ่น” อยู่ไม่เสื่อมคลาย

ด้วยหน้าตา, บุคลิกส่วนตัว และลีลาทางการแสดงที่โดดเด่น ทำให้เขามักจะได้รับเลือกจากผู้กำกับให้แสดงภาพยนตร์ในแนวทางที่หลากหลายอยู่เสมอในช่วงระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา

การันตีคุณภาพทางการแสดงด้วยการคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อน จากภาพยนตร์เรื่อง ฝัน บ้า คาราโอเกะ (2540 ) และ รักออกแบบไม่ได้ (2541 )

ผลงานภาพยนตร์ – ฝัน บ้า คาราโอเกะ (2540 ), รักออกแบบไม่ได้ (2541 ), คนจร (2542 ), FAKE โกหกทั้งเพ (2546), SIX หกตายท้าตาย (2547), คนเห็นผี 10 (2548), อสุจ๊าก (รับเชิญ-2550), วิดีโอคลิป (รับเชิญ-2550), โอปปาติก-เกิดอมตะ (2550), นาคปรก (2551)

ปราณ (ลมหายใจ - เข็มอัปสร สิริสุขะ) - “ อดีตที่เจ็บปวดมันตามกัดกินเราตลอดเวลา และคงเป็นสิ่งแรกที่เราต้องต่อสู้กับมันเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีที่ใดบนโลกแห่งนี้ที่เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว”

หญิงสาวลึกลับ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องอันเลวร้าย เธอเป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของเรื่องที่เชื่อมโยงเหล่าโอปปาติกเข้ามาปะทะกัน

เธอเป็นคนที่ดูเก็บกด ดูเป็นคนเสียใจที่จมอยู่กับเรื่องเลวร้ายและพร้อมที่จะปลิดชีพตนได้ทุกเมื่อ ดูเศร้าสร้อยเหมือนอยากจะหลุดไปจากโลกนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ

ด้วยความเป็นจุดศูนย์กลางของเหล่าโอปปาติก ทำให้เธอเป็นความหวังและลมหายใจแห่งความรักของเหล่าโอปปาติกะทั้งหมด ซึ่งเหล่าโอปปาติกะเองก็ไม่ต้องการให้เธอเดินเข้าสู่โลกอันเลวร้ายแบบพวกตน หนทางรอดของเธออยู่บนเงื้อมมืออันแข็งกระด้างไร้ความอบอุ่นของพวกเขา...เหล่าโอปปาติก

“ ในเรื่องนี้ก็รับบทเป็นปราณค่ะ เป็นคาแร็คเตอร์ที่ดูเก็บกด ดูเป็นคนที่เสียใจอยากจะฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลา อยากจะหลุดไปจากโลกนี้ค่ะ แล้วก็เป็นผู้หญิงที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับโอปปาติกทุกคนในเรื่องนี้ เรื่องมันก็จะดำเนินไปจนถึงฉากสุดท้ายซึ่งจะบอกว่าเพราะอะไรผู้หญิงคนนี้ถึงเศร้าสร้อย เพราะอะไรผู้ชายทั้งหลายถึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็พยายามจะช่วยเธอให้หลุดจากสภาพตรงนี้

เรื่องนี้ก็ต้องทำความเข้าใจบท แล้วก็การหาทิศทางของตัวละครว่ามันควรจะเป็นยังไงกับพี่อั๋นผู้กำกับนะคะ ซึ่งเราทั้งคู่ก็มีความเห็นตรงกันว่า ปราณต้องเป็นคนนิ่ง เป็นผู้หญิงที่น่าสงสัยค่ะ เป็นคนที่น่าค้นหา คือเล่น ๆ ไปแล้ว ก็เหมือนไม่แสดงความรู้สึกแต่ก็ต้องให้คนดูรับรู้ว่าผู้หญิงคนนี้รู้สึกอย่างไร แล้วมันจะยากตรงที่บางทีมันเป็นฉากที่พวกโอปปาติกบู๊กันแล้วก็ต้องกระชากเราไป จริง ๆ ตัวเองก็ตกใจเสียงปืนอยู่เหมือนกัน แต่ตามบทแล้วปราณต้องเป็นคนนิ่ง ๆ แบบไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอะไรใด ๆ ไม่กลัว ไม่ตกใจ ไม่เจ็บ คือมันต้องนิ่งมาก ๆ นิ่งจนเราต้องควบคุมตัวเองไว้ให้ได้ ก็ยากพอสมควรค่ะ”

เข็มอัปสร สิริสุขะ หอบเสน่ห์มาพร้อมการลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2523 จบการศึกษาจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักแสดงสาวหน้าคมนี้แจ้งเกิดทันทีจากการแสดงเป็นครั้งแรกกับละครเรื่อง “ โปลิศจับขโมย” ของค่ายยูม่า เมื่อปี 2539 และถือเป็นลูกหม้อของค่ายละครนี้ด้วยผลงานละครอีกกว่าสิบเรื่อง

จากนั้นจึงประเดิมงานภาพยนตร์เรื่องแรกกับ “ สตางค์” ภาพยนตร์ดราม่า-พีเรียดของผู้กำกับชั้นครู “ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล” ซึ่งเธอให้การแสดงที่เป็นธรรมชาติจนสามารถคว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมประจำปี 2543 จากชมรมวิจารณ์ภาพยนตร์มาได้

“ โอปปาติก” (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)-เกิดอมตะ ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของเธอ...อีกครั้งหนึ่ง

ผลงานภาพยนตร์ – สตางค์ (2543), โอปปาติก-เกิดอมตะ (2550)

ศดก (ร้อยปี - นิรุตติ์ ศิริจรรยา) - “ ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ล้วนไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ชอบการค้นหา แต่กลับหลบหลีกความจริงอยู่เสมอ”

โอปปาติกที่ใกล้หมดอายุขัย ไม่รู้ว่าแท้จริงดีหรือเลว เพราะบางครั้งก็แสดงด้านมืดดั่งมารออกมาให้เห็น เป็นผู้มีอิทธิพล ลึกลับ ฉลาดเป็นผู้รอบรู้ เก็บซ่อนความลับไว้มากมาย

ความสามารถ - หยั่งรู้การถือกำเนิดของเหล่าโอปปาติกทุกตน ตามประสบการณ์อันยาวนานของตน สามารถสร้างภาพหลอน หลอกให้คนเข้าใจไปเองได้

คำสาป - ทุกครั้งที่ใช้ร่างกายกับพลังพิเศษแห่งตน ร่างเนื้อของเขาก็จะค่อย ๆ สูญเสีย และค่อย ๆเหลือแต่กระดูก แม้จะมีอายุยืนยาว แต่ก็ต้องทนอยู่กับร่างกายที่เน่าเปื่อยอย่างทรมานเจ็บปวด

“ ในเรื่องนี้ ผมรับบทเป็นชายสูงอายุที่อายุประมาณ 100 กว่าปีแล้ว เป็นโอปปาติกที่อยู่มานาน ต้องยังชีพด้วยกินของสดอย่างหัวใจ เลือดเนื้อ และร่างกายของมนุษย์ที่กลายมาเป็นโอปปาติกด้วยกัน ถึงจะทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ทีนี้ก็เลยต้องพยายามชักจูงงใจ และเปลี่ยนแปลงความคิดของมนุษย์นั้นว่า ความตายนั้นเป็นสิ่งที่แท้จริง คุณอยากตายมั้ย ถ้าตายแล้วคุณจะไปพบอีกชาติหนึ่งที่ดีกว่าปัจจุบัน เมื่อเค้าเชื่อและยอมตาย เค้าก็จะกลายมาเป็นโอปปาติกเช่นเดียวกันกับผม และในวันข้างหน้าผมก็จะกินเค้าเพื่อจะดำรงชีวิตอยู่ได้

พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ไม่ได้สอนให้เราเชื่อในเรื่องสิ่งเร้นลับต่าง ๆ ถ้าหากยึดติดในเรื่องของมนต์ดำแล้ว คุณก็จะไม่มีวันเข้าถึงพระธรรมหรือพระพุทธเจ้าได้ แต่ไม่มีอะไรที่เราจะไม่เชื่อ หรือไม่มีอะไรที่เราจะเชื่ออย่างหลงงมงาย มันจะต้องไปควบคู่กัน โดยเฉพาะตัวเราต้องทำเป็นศูนย์กลางของความเชื่อทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้ด้วย”

นิรุตติ์ ศิริจรรยา เกิดเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2490 เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการชักนำของเทิ่ง สติเฟื่อง และภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาแสดงคือเรื่อง “ ดาร์บี้” (2516) หลังจากนั้นก็สั่งสมฝีมือทางด้านการแสดงด้วยภาพยนตร์กว่าร้อยเรื่อง จนได้รับการยอมรับในฐานะ “ นักแสดงชั้นครู”

หลังจากห่างหายจากวงการบันเทิงไปนาน นักแสดงรุ่นเก๋าผู้นี้ก็กลับมาพร้อมงานแสดงภาพยนตร์ในยุคปัจจุบันหลากหลายเรื่องด้วยฝีมือทางการแสดงที่ไม่มีตกหล่น อาทิเช่น มหาอุตม์, ทวิภพ, เพลงสุดท้าย เป็นต้น

โดยเรื่อง “ เพลงสุดท้าย” นี้ ทำให้เขาได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมาด้วย

ผลงานภาพยนตร์ยุคปัจจุบัน - อย่าบอกว่าเธอบาป (2530), บุญชูผู้น่ารัก (2531), มหาอุตม์ (2546), ทวิภพ (2547), ซุ้มมือปืน (2548), กบฏท้าวศรีสุดาจัน (2548), เพลงสุดท้าย (2549), โอปปาติก-เกิดอมตะ (2550), POP STAR (2551), องค์บาก 2 (2551)

ธุวชิต (ผู้ชนะเสมอ - พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) - “ ไม่เชื่อว่าคนธรรมดาจะก้าวข้ามขีดความสามารถของตน และไปเอาชนะความสามารถของบางสิ่งที่แกร่งกว่าไม่ได้”

มนุษย์ธรรมดาที่พัฒนาความสามารถตลอดเวลา เป็นสมุนมือขวาของศดก ที่ถูกสั่งให้ตามล่าล้าง ฆ่าเหล่าโอปปาติกให้สิ้นซาก ต้องการท้าขีดความสามารถในการเอาชนะเหล่าโอปปาติกให้ได้

นิสัย - เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง จงรักภักดี และทำงานด้วยความมั่นคงในคำสั่งต่อนายจ้างผู้เปรียบเสมือนทุกอย่างในชีวิต เขาดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย สุขสงบร่วมไปกับวิถีธรรมชาติ

ความสามารถ - มีความสามารถทางการต่อสู้ รอบจัด เก่งกาจในทุกอย่าง รู้ถึงจุดอ่อนและวิธีจัดการพวกโอปปาติกต้องสาปทุกคน เก่งและฉลาดขึ้นทุกครั้งในการจับเหล่าโอปปาติก ไม่มีพลาดในหนที่สอง

“ ในเรื่องผมรับบทเป็น ธุวชิต เป็นคนเดียวที่ไม่ได้เป็นโอปปาติก แต่เป็นผู้ล่า คือภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องของการล่าและผู้ที่ถูกล่า จะมีกลุ่มของโอปปาติกที่อยู่บนโลกใบนี้ มีผู้ที่ต้องการเป็นโอปปาติก มีผู้ที่ต้องการอยู่อย่างเป็นอมตะ มีผู้ล่า มีผู้ถูกล่า และมีผู้ที่เข้าใจถึงการเป็นโอปปาติก สิ่งที่ตัวละครตัวนี้มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติคือความเป็นนักล่า แต่เหตุการณ์และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ อันนี้เป็นจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นมา เป้าหมายในการล่าเป็นเรื่องที่เหนือธรรมชาติ คือกลุ่มพวกโอปปาติก เป็นพวกที่มีความสามารถพิเศษ พวกที่มีความเป็นอมนุษย์ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภาวะการล่าก็จะมีความแตกต่างไปจากการล่าปกติธรรมดาจากหนังเรื่องอื่น ๆ ครับ

ความแปลกใหม่ของงานอยู่ที่เรื่องราว โปรดักชั่น หรือแม้แต่นักแสดงที่อยู่ร่วมในหนังเรื่องนี้ ทำให้เกิดความน่าสนใจที่ไม่เคยมีมาก่อน”

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง เกิดเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2504 ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอค อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด อย่างในปัจจุบันนี้ เขาผ่านงานด้านบันเทิงมาหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานละคร, เพลง หรือภาพยนตร์อย่างมากมาย

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างโชกโชนหลายสิบปี ทำให้เขาสามารถขึ้นผู้กำกับละครและภาพยนตร์ฝีมือเยี่ยมอย่างสมภาคภูมิ

ล่าสุด กับงานกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกอย่าง “Me, Myself ขอให้รักจงเจริญ” ก็สร้างชื่อและได้รับคำวิจารณ์ที่ดีอย่างล้นหลาม

ผลงานภาพยนตร์ – ดีแตก (2530), แรงเทียน (2531), หัวใจ 4 สี (2531), หนุก (2533), ต้องปล้น (2533), พันธุ์หมาบ้า (2533), มาห์ (2534), กึ๋ยทู (2538), อันดากับฟ้าใส (2540), สุริโยไท (2544), 7 ประจัญบาน 1 (2545), คืนไร้เงา (2546), Belly of the Beast (2547), ซาไกยูไนเต็ด (2547), โหมโรง (2548), 7 ประจัญบาน 2  (2548), เสือคาบดาบ (2548), โอปปาติก-เกิดอมตะ (2550)

.

 

 

 

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.