
อัญชลี ชัยวรพร ©thaicinema.org (การนำข่าวไปตีพิมพ์ต่อ) กลายเป็นหนังไทยเรื่องเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาฉายในเทศกาลหนังโตเกียวปีนี้ เขาชนไก่ เข้าในสาย Wind of Asia - Middleeast หนังได้ฉายสองรอบ รอบแรกเปิดให้คนทุกกลุ่ม ฉายตั้งแต่วันแรกของเทศกาลคือ วันเสาร์ที่ 20 เวลาบ่าย ๆ โดยมีโปรดิวเซอร์คุณนิหน่า สุฐิตา มาตอบคำถามในช่วง Q & A อีกรอบหนึ่งเปิดให้เฉพาะแขกของเทศกาลและสื่อ ฉายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เวลาบ่าย ๆ อีกเช่นกัน
หนังไม่เต็มโรงตั้งแต่สองรอบ สำหรับในรอบแรกที่เปิดให้คนทั่วไปนั้น คนให้ความสนใจในช่วง Q & A กันอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่ก็จะถามกันเรื่อง เขาชนไก่ และการฝึกทหารมีจริงกันหรือไม่ รวมทั้งเพลงที่ใช้ในหนังเรื่องนี้ เพลง รด. เรียนรัก ประมาณนี้ (ขอโทษทีค่ะถ้าจะจำผิด) คุณนิหน่าตอบว่า เพลงเป็นส่วนสำคัญ เป็นเพลงเก่าี่นำมาใช้ใหม่ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างรุ่นพ่อกับแม่
พิธีกรซึ่งเป็นชายวัยกลางคนญี่ปุ่น ถามอย่างน่าสนใจว่า ถ้าเวลาที่นักเรียนชายต้องไปเข้าค่าย รด. แล้วนักเรียนหญิงจะทำอย่างไร นิหน่าตอบว่า เด็กผู้หญิงก็จะสบาย นอนอยู่บ้านไม่ต้องทำอะไร
อีกคำถามก็จะเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกนักแสดงตัวหลักในเรื่อง นิหน่าตอบว่า ตัวสรพงษ์ ชาตรี ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นนักแสดงเก่ามีฝีมือ แต่ตัวนักแสดงอื่น ๆ อย่างนักเรียน รด. นั้น ส่วนใหญ่เป็นดาราหน้าใหม่ เวลาคัดเลือกก็จะเลือกเขามาจากตัวเขาเอง ในนั้นเป็นอย่างไร ตัวจริงก็เป็นอย่างนั้น อาจจะยากหน่อยตอนแคสติ้งเท่านั้น
จากนั้นมีคนไทยลุกขึ้นมาถามเกี่ยวกับตัวนิหน่า ว่าเป็นนักร้อง แล้วปรับตัวมาเป็นโปรดิวเซอร์หนังอย่างไร นิหน่าบอกว่าอ้าว ทุกคนก็เลยรู้กันหมดเลย ตัวพิธีกรก็เลยแถมให้ข้อมูลเพิ่มว่า นิหน่าเล่นละครทีวีด้วย
นิหน่าบอกว่า การเป็นนักร้องไม่ได้ส่งผลต่อการเป็นโปรดิวเซอร์โดยตรง แต่สิ่งที่เรียนมา (เรื่องฟิลม์) ตอนอยู่ธรรมศาสตร์จะส่งผลมากกว่า การเป็นนักร้องทำให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งจะส่งผลต่อการเป็นโปรดิวเซอร์บ้าง เพราะเป็นที่รู้จัก และงานโปรดิวเซอร์ต้องเป็นที่รู้จัก
ก่อนจบ นิหน่าได้กล่าวถึงหนังเรื่องใหม่ที่เธอกำลังทำอยู่ The Happiness of Kati ซึ่งแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย
 |
หลังจากงานจบแล้ว ผู้เขียนได้พบกับเคนจิ อิชิซาก้า ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์คัดเลือกหนังในสาย Winds of Asia - Middleeast กล่าวว่าเขาเลือก เขาชนไก่ จากเรื่องที่เด็กผู้ชายทุกคนต้องฝึกไปเป็นทหาร ซึ่งญี่ปุ่นไม่มีธรรมเนียมนี้เหมือนไทยกับเกาหลี
ส่วนในรอบวันต่อมานั้น ตัวเองไม่ได้อยู่ด้วย แต่ได้เจอนักวิจารณ์ฝรั่งชื่อดังผู้หนึ่ง เขาบอกว่าดูไม่จบ ดูแค่ 45 นาทีเท่านั้น ส่วนเพื่อนจัดเทศกาลหนังจากฟิลิปปินส์บอกว่า สนุกดี เป็นหนังทำนอง feel good ขณะที่คนจัดเทศกาลหนังจากอินเดียบอกว่า เนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่ยังมีปัญหาในการกำกับอยู่บ้าง
ก็พอหอมปากหอมพอนะคะ |
|