 |
บูธของกรมส่งเสริมการส่งออกกลายเป็นบูธรวมมิตรของหลายค่าย |
ปีนี้บูธหนังไทยใน Hong Kong International Film & TV Market ไม่มี GTH มาร่วมงานด้วย ส่วน Mono Film ก็มาเพียงสองวันแรกแล้วก็เก็บของกลับบ้านไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ทันมีโอกาสได้สอบถามใดๆ แต่เท่าที่ทราบก็คือ The Follower หนังสยองขวัญวัยรุ่น ว่าด้วยเรื่องของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่ถูกคุกคามโดยชายปริศนา หลังจากแฟนสาวของเขาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ผลงานกำกับเรื่องใหม่ของเปลว ศิริสุวรรณ ได้ทำการซื้อขายล่วงหน้ากับอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน และสิงค์โปร์เรียบร้อยแล้ว
 |
|
บูธและผลงานของโมโนฟิลม์ |
บูธขายหนังไทยที่ใหญ่ที่สุดคือบูธของกรมส่งเสริมการส่งออก (Department Of Export Promotion หรือDEP) ซึ่งมาในชื่อนี้เป็นปีแรก ประกอบด้วย 6 บริษัทหนัง อันประกอบไปด้วย Twentieth June Entertainment Co, ltd ของทรนง ศรีเชื้อ, Siam Film Development, สหมงคลฟิล์ม, ไฟวสตาร์, อาร์เอสฟิล์ม และมีเดีย สแตนดาร์ดที่ทำภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง พระพุทธเจ้า โดยเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งของบูธได้กล่าวว่า ปีนี้ DEP ก็นำนักธุรกิจมาออกบูธ ซึ่งจะโชว์ศักยภาพหนังไทยให้ต่างประเทศได้รู้จัก ให้มาซื้อหาหนังกัน และมี 6 บริษัทมาร่วมกับเรา ในปีต่อไป เราตั้งใจจะจัดกิจกรรมให้มีการบูรณาการมากขึ้น คือจะเพิ่มในส่วนของด้านโปรดักชั่น โลเคชั่น
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมบูธนี้จึงรวมมาได้ 6 บริษัท ก็ได้มีคำชี้แจ้งว่า ปีหนึ่งเราจะจัดกิจกรรม ภายใต้ชื่อ Thailand Pavilian ในเทศกาลหนังสำคัญๆ ของต่างประเทศ เช่นที่นี่หรือคานส์ หรืออเมริกันฟิล์มมาร์เก็ต ในช่วงปลายปี ซึ่งบริษัทที่สนใจได้สมัครเข้ามาในโครงการของกรมฯ และทางกรมฯ ก็พยายามรวบรวมทุกๆ บริษัทไทยมาอยู่ภายใต้ชื่อเดียวกัน เพื่อจะได้แสดงศักยภาพของคนไทย คราวนี้ที่มาในงาน Filmart ก็รวบรวมมาได้ 6 บริษัท ทางกรมส่งเสริมการส่งออกมีแผนการสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงอยู่แล้ว ปีนี้เพิ่งเริ่มต้น ปีหน้างบจะมากขึ้นกว่าเดิม และตั้งใจอยากเชิญทุกบริษัทมาร่วมออกบูธด้วยกัน
ส่วนเสียงตอบรับจากผู้ซื้อ มีผู้ซื้อสนใจเข้ามาหลายราย ทางอาร์เอสก็มียอดขายเกิดขึ้นไปแล้ว
สำหรับทางพระนครฟิล์ม เจ้าหน้าที่ดูแลบูธบอกว่าได้ลูกค้าใหม่จำนวนหนึ่ง ได้จากทางยุโรป แต่ส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นลูกค้าประจำอยู่แล้ว ส่วนบรรยากาศโดยรวม วันสองวันแรกก็ยังคึกคักดีอยู่ แต่พอวันที่สามและสี่ ผู้คนก็จะค่อยๆ คลายความสนใจลงไป ซึ่งเป็นเรื่องปรกติ
 |
บูธของไรท์บียอร์น และ โปสเตอร์ของเรื่อง "เฟรนด์ชิป" |
คุณสุภาพร ปรีชาว่องไวกุล ผู้บริหารของไรท์ บียอร์นซึ่งเดินทางมาดูบูธด้วยตัวเอง กล่าวว่ามีผู้สนใจติดต่อบูธของเธอเข้ามาหลายประเทศ ผลตอบรับก็ใช้ได้ ถ้าหนังที่เราทำเพื่อเข้าโรง จะมีลูกค้าอยู่สองประเภท บางทีเขาก็ฉายโรง บางทีเขาก็ทำเป็นดีวีดี ส่วนเรื่อง Friendship ก็มีคนสนใจเยอะ เพราะสายป่านกับมาริโอ้ก็มีคนรู้จัก เพียงแต่หนังยังทำไม่เสร็จ ยังถ่ายกันอยู่ ส่วนของการจัดงาน Filmart คุณสุภาพรเห็นว่า โดยรวมๆ แล้วเขาก็ทำดีนะปีนี้ ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ
 |
นอกจากบูธขายหนังแล้ว หน่วยงานหนึ่งของไทยก็ยังมาเปิดบูธในส่วนของ Location อีกด้วย เป็นบูธของ Thailand Film Office สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงวัฒนธรรม (ที่คราวก่อนระบุผิดว่าเป็น กรมส่งเสริมการท่องเที่ยว) เจ้าหน้าที่ประจำบูธได้เล่าถึงขอบเขตการทำงานของหน่วยงานว่า เราจะดูแลชาวต่างชาติที่มาถ่ายทำในเมืองไทย ไม่ว่าจะเขาจะเข้ามาถ่ายทำสารคดี หนัง ละคร มิวสิควีดีโอ เขาจะต้องมาขออนุญาติเราก่อน เราจะดูเนื้อหาของเขาว่ามีผลกระทบกับประเทศไทยเราไหม เนื้อหาเป็นเรื่องทั่วๆ ไปหรือเปล่า หรือว่าเกี่ยวกับท่องเที่ยว ถ้าเป็นเรื่องที่ดูแล้วมีผลเสียเราก็จะปรับบท ถ้าเขายินยอมเราก็จะให้เขามาถ่ายทำ พอเราอนุญาติก็จะมีบริษัทเอกชนมาเป็นผู้ประสานงานเตรียมการให้เขาอีกที
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Thailand Film Office มาฮ่องกง ปีนี้เป็นปีที่สองที่เรามาเปิด ปีที่แล้วเขาเชิญเราในฐานะของกลุ่มคณะกรรมการร่วมกัน ซึ่งเป็นผู้ดูแลของภาครัฐ ให้มาเปิดโชว์สถานที่ถ่ายทำ เราจะไม่เกี่ยวกับตลาดซื้อขายหนังนัก เราจะคอยดูแลในเรื่องเชิญชวนให้เขาไปถ่ายทำหนังในบ้านเรา ทีมงานหรือโพสต์โปรดักชั่นในบ้านเรา มีรายชื่อทีมงานว่าทีมงานแบบไหนเหมาะสมสำหรับงานของเขา |
ในส่วนของความสนใจจากผู้เข้าชมงาน สำหรับบูธนี้ก็ปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้ว ปีที่แล้วอาจจะมีคนสนใจน้อยเพราะยังไม่ค่อยมีคนรู้ว่าเรามาเปิดตรงนี้ ปีนี้คนมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว อาจจะเป็นเรื่องของการประชาสัมพันธ์งานนี้ ว่าในฟิล์มมาร์ตนี่ ยังมีในส่วนของ Location Asia อยู่ ก็มีคนเดินมาขอข้อมูลจากเรา อย่างน้อยวันหนึ่งก็สี่ถึงห้าราย วันที่ผ่านๆ มา โปรดิวเซอร์ของฮ่องกงหรือของจีนก็มาสอบถามว่าถ่ายหนังบ้านเราต้องทำอย่างไร ขออนุญาติต้องทำยังไง ก็ยังดีที่เขายังรู้จักเมืองไทยและสนใจอยากมาถ่ายในเมืองไทย พอปีนี้คนเยอะขึ้นส่วนตัวก็รู้สึกพอใจค่ะ
 |
นอกจากผู้มาเปิดบูธอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ยังมีบริษัทสร้างหนังของไทยบริษัทหนึ่ง ที่มาเพื่อดูโครงการต่างๆ ใน HAF และทำการประชาสัมพันธ์หนังของตัวเองอย่างเงียบๆ คือ Extre Virgin ของคุณพิมพกา โตวิระ แต่ไม่ได้มาทำการขายหรือตกลงใดๆ กับใคร เป็นเพียงแค่การเปิดตัวเล็กๆ มากกว่า
|
|
บริษัท dvd.com นำเอาหนังเก่าของจา พนม ยีรัมย์ เมื่อเกือบสิบกว่าปีก่อนมาขาย
|
|
คุณสุเทพ ตันนิรัตน์ ที่เจอในงานกันโดยบังเอิญ
|
|