สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   
หนังประกวด
  อัญชลี ชัยวรพร
  LINK :
   
 

Day 11

The Source หนังที่น่าเบื่อที่สุดในชีวิต

 

สมมติฐานที่ว่าหนังประกวดเรื่องสุดท้าย มักจะเป็นหนังเลวที่ไม่มีใครอยากดู เริ่มกลับมาให้เห็นอีกครั้ง กับหนังที่อุตส่าห์ตะเกียกตะกายตื่นขึ้นมาดู  ผลปรากฎว่ามันเป็นหนังที่ยืดเยืิ้อ น่าเบื่อ ซ้ำซาก พล็อตที่เดาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ยอมจบซะที

The Source เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านชนบทที่โมร็อคโค  ซึ่งยังไม่ีมีน้ำ ไม่มีไฟใช้   ประเพณีที่มีอยู่ให้ผู้หญิงเป็นผู้คอยไปตักน้ำมาใช้  เพราะในอดีตผู้ชายต้องไปทำงานในสวน หรือไม่ก็ไปรบ แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไป เหล่าผู้ชายทำงานในเมืองมากขึ้น แต่ประเพณีหิ้วน้ำก็ยังเป็นของผู้หญิง  หาบทีต้องขึ้นลงเขา  ทำให้ผู้หญิงทุกคนมีประวัติแท้งลูกเพราะหกล้มอยู่เสมอ

ไลล่าจึงลุกขึ้นปฎิวัติ ขอให้ผู้หญิงไม่ตักน้ำ โดยการประท้วงนี้ก็คือ จะไม่ร่วมหลับนอนด้วย เรียกว่า love strike ผลปรากฎว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย จึงทำให้เธอมีเพียงคนกลุ่มเดียวที่คอยช่วยเหลือและยืนหยัดต่อสู้กับเธอ  พวกเธอต้องต่อสู้กับการกีดกันหลายอย่าง ทั้งจากผู้หญิงด้วยกัน ผู้ชาย ทั้งสามี และคนรอบข้าง ยังไม่รวมถึงชุมชน แต่พวกเธอก็ยังคงยืนหยัดที่จะสู้ต่อไป

มันเป็นหนังอาร์ตธรรมดา ๆ เรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าแค่ฉายเป็นสเปเชียล สกรีนนิ่งก็พอ แต่มันไม่เหมาะที่จะประกวดเลยด้วยซ้ำ บทยืดยาวมากถึง 2 ชั่วโมง 16 นาที เป็นหนังที่อยากให้จบ แต่ก็ไม่ยอมจบซะที แถมประเด็นการต่อสู้สิทธิสตรีของเรื่องนี้ มันราคาถูกมาก เรื่องแบบนี้ยังมีคนทำอยู่อีกหรือ คาดว่าผู้ชายไม่กล้าพูด ดิฉันขอพูดเอง

สิ่งที่ดีเพียงสิ่งเดียวของหนังเรื่องนี้ (ยังพยายามหาอีกแน่ะ) ก็คือ ฉากเต้นรำพื้นเมืองในหนัง มันมีเสน่ห์แบบโมร็อคโค โดยเฉพาะการเรียกร้องสิทธิสตรีผ่านการเต้นรำและเพลงพื้นบ้าน

นอกนั้นไ่ม่มีอะไรน่าจดจำ ไม่แปลกใจว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้เข้าสายประกวด เพราะมันเป็นของบริษัทยูโรป้าคอร์ป ของลุค เบซง แถมเตรียมฉายปลายปีนี้ (ลงวันที่ไว้เสร็จสรรพ)

 

Day 10

This Must Be the Place ทุกซอกมุมที่ทำให้ใจหาย

 


ในโลกนี้มีหนังเดินทางและหนังที่พูดถึงการล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวอยู่มากมาย แต่เมื่อเปาโล ซอร์เรนติโน่ ตัดสินใจนำสองประเด็นมาทำหนังอีกครั้ง แถมยกบทนำให้ฌอนน์ เพนน์เล่น มันก็หมายความว่านี่ไม่ใช่หนังธรรมดาอย่างแน่นอน

The Must Be the Place เล่าเรื่องราวของเชเยน (Cheyenne) อดีตร็อคสตาร์ซึ่งเบื่อหน่ายต่อการใช้ชีวิต และมาใช้ชีวิตอยู่แบบง่าย ๆ และเงียบที่ดับลิน ไอร์แลนด์ กับภรรยาแสนดี เชเยนยังคงแต่งตัวเป็นดาวร็อคเหมือนเดิม แม้ทำให้คนหัวเราะและเข้าใจผิดอยู่บ่อย ๆ แต่เขาก็ยังคงดำรงชีวิตอย่างเบื่อหน่ายอยู่ที่นั่น

วันหนึ่งเขาได้รับข่าวจากทางบ้านว่า พ่อของเขาตายแล้ว พ่อซึ่งเขาไม่เคยพูดด้วยมานานกว่าสามสิบปี เชเยนเดินทางกลับไปบ้านพ่อที่นิวยอร์ค ความคิดที่ว่าพ่อไม่ได้รักเขายังคงเป็นแผลในใจของเขาที่ทำให้เขาเบื่อชีวิตมานานกว่าสามสิบปี เชเยนพบว่าพ่อเขาก็มีแผลจากการที่เคยถูกนาซีคุมขังในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เขาไม่เคยลืม เชเยนตัดสินใจเดินทางไปหาอดีตนาซีเพื่อการแก้แค้น

การเดินทางเพื่อแก้แค้นให้พ่อของเชเยน จึงเต็มไปด้วยความหมาย เป็นการทำเพื่อพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ขณะเดียวกันก็เป็นการ “คืนดี” กับพ่ออีกครั้ง ๆ เท่า ๆ กับที่เขาจะได้ค้นพบตัวเอง หลังจากจมกับปัญหาในชีวิตมานาน

บทหนังดีค่ะ มีตัวละครหลายคนที่มีมิติลึกมาก ไม่ว่าจะเป็นเชเยนที่แม้จะแก่แล้ว แต่ก็ยังมีนิสัยเป็นเด็กบางอย่าง ไม่กล้าเผชิญหน้า จึงทำให้เขาเหงา

This Must Be the Place เป็นหนังที่ทำให้คุณรู้สึกอดใจหาย เหงาและเศร้าอยู่ลึก ๆ เป็นหนังที่คุณรู้สึกน้ำตาตกในอยู่หลายครั้ง จริง ๆ แล้วมันมีหนังแบบนี้อยู่เยอะ แต่ดิฉันก็ยอมรับว่าซอร์เรนติโน เขาก็ทำงานได้อย่างละเมียดละไมอย่างไม่น่าเชื่อ มุมกล้องที่ใช้ภาพลองช็อตหรือระยะไกลเยอะมาก นอกจากเหมาะกับลักษณะโลเคชั่นที่เปลี่ยนไปหลายที่ ตั้งแต่ดับลิน นิวยอร์ค มิสซูรี่ หรือยูท่าห์ มันยังแสดงนัยถึงความเหงาและความเวิ้งว้างในหัวใจของตัวละครได้อย่างดี

นักแสดงเล่นบทเล็ก ๆ ของตัวเองได้อย่างดี ไม่ว่าฟรานเซส แมคดอร์แมน เล่นเป็นเมียของเชเยนที่เป็นกำลังใจแบบเล็ก ๆ ไม่เว่อให้สามีอยู่เสมอ หรือแม้แต่เพื่อนบ้านที่เชเยนคุ้นเคย เธอเป็นตัวละครเล็ก ๆ ที่สนิทสนมและเข้าใจในจิตใจของเขา จากอพาร์ตเมนท์ของเธอจะทำให้เห็นว่าเขาไปหรือกลับเมื่อไร เพราะฉะนั้น ฉากจบที่แสดงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเชเยน เธอก็เห็นก่อนใคร เพราะเขาก็แวะอยู่หน้าบ้าน แล้วยิ้มให้

หนังอาจจะไม่ดีมากนักในเรื่องการควบคุมความยาว และการแสดงของฌอนน์ เพนน์หลายตอนก็มากเกินไปหน่อย แต่เพลงและดนตรีประกอบหนังเพราะมาก สามเพลงแต่งโดยเดวิด เบิร์น ซึ่งร่วมแสดงด้วย ถ่ายภาพสวย

เป็นหนังที่เหมาะสำหรับพวกอยู่ในวัยเดียวกับฌอนน์ เพนน์นั้นแหล่ะ

 

Once Upon A Time in Anatolia

 

 

ได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับชั้นนำของโลกไปแล้ว สำหรับนูรี เซลาน ผู้กำกับจากตุรกีผู้นี้ รอบสื่อเมื่อวานนี้จึงแน่นไปด้วยผู้คน และกลายเป็นที่น่าสนใจในระดับหนึ่ง

Once Upon A Time in Anatolia เล่าเรื่องการนำผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตายกลุ่มหนึ่ง ไปหาศพและสวบสวนผู้ต้องหาในเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่ง  การสืบสวนเริ่มจากดินแดนบนเขาอันกว้างใหญ่ไพศาล  โดยนูรีใช้ฉากกลางคืนนานถึงชั่วโมงครึ่ง  จนถึงรุ่งสาง  การสืบสวนเพื่อพาผู้ต้องหาไปยังที่ฝังศพ  แต่ก็ไม่เจอครั้งแล้วครั้งเล่าจนถึงเช้า

ระหว่างในการสืบสวนนั้น มีตำรวจสืบสวนและหมอได้เล่าเรื่องคดีแปลก ๆ ต่าง โดยเริ่มว่าเป็นเรื่องของเพื่อน  แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเรื่องราวของตำรวจสืบสวนนั่นเอง  เช่นเดียวกับการสืบสวนคดีและชำแหละศพในตอนเช้า ที่ดูเหมือนจะสรุปหลักฐานได้  แต่มันก็ไม่ชัดเจน

Once Upon A Time in Anatolia ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมของนูรีที่ไม่บอกอะไรชัดเจน  แต่ใช้ทิวทัศน์เป็นตัวสื่อความหมาย  หนังโดดเด่นในการใช้ภาพมาก  ภาพส่วนใหญ่มีเพียง 2 ลักษณะ คือ ถ่ายมุมกว้างไกลมาก เหมือแบ็คกราวน์ช็อตที่เราเห็นเริ่มเรื่องในหนังฮอลลีวู้ด แต่นูรีใช้มันตลอดทั้งเรื่อง  ผสมผสานกับภาพระยะใกล้ เพื่อบอกความคิดของตัวละคร

สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ ก็เหมือนกับการสรุปสำนวนคดีที่ตำรวจและหมอทำ ก็คือ ไม่ชัดเจนและตัดบท เรื่องบางเรื่องมันน่าจะมีเงื่อนงำและอะไรมากกว่านั้น แต่ก็ด่วนสรุปอย่างรวดเร็ว ดิฉันไม่แน่ใจว่านูรีจะเปรียบเทียบอะไรกับเหตุการณ์บางอย่างในบ้านเขาหรือเปล่า ดิฉันรู้สึกว่ามันจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น นอกจากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในความคลุมเครือจะต้องมีอะไรอยู่

   
   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: ancha999 at gmail.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.