สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture

หน้าแรก
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
รายชื่อหนังเก่า
 
 
 
 

   
หนังประกวด
  อัญชลี ชัยวรพร
  LINK :
 

 

Day 3

Footnote มีความพยายามอยู่ แต่มันไม่ง่ายนัก

 

 

เนื้อหาหนังที่ไปเกี่ยวข้องกับการวิจัยและวงการศึกษาระดับสูง มักจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและมีปัญหาในการถ่ายทอดเสมอ   ดังนั้นเมื่อโจเซฟ ซีดาร์ ตัดสินใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวยาก ๆ แบบนี้ มันก็ย่อมที่จะยากต่อการเข้าใจ และไม่สนุก แม้ว่าตัวผู้กำกับจะพยายามอยู่หลายขั้นก็ตาม

Footnote คือข้อมูลอ้างอิงหรือข้อมูลขยายความท้ายในการเขียนงานวิชาการ  ซึ่งโจเซฟได้นำมาใช้เป็นชื่อเรื่องของหนังที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกันอย่างไ่ม่ได้ตั้งใจของพ่อกับลูกที่เป็นนักวิชาการทั้งคู่ พ่อเป็นศาสตราจารย์ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในงานค้นคว้าและการสอน ไม่เคยได้รับรางวัลอิสราเอล หรือ Israel Prize งานของเขาเคยถูกนำไปอ้างอิงในฟุตโน้ตของนักวิจัยชื่อดังเพียงครั้งเดียว หรือถ้าจะกล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ เขาไม่ประสบความสำเร็จในงานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการเลย

ขณะที่ผู้เป็นลูกชายยูรีลกลับประสบความสำเร็จทุกอย่าง เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อยูรีลได้รับการติดต่อจากคณะรางวัลอิสราเอลอวอร์ด ว่าทางคณะกรรมการทำงานผิด โดยแจ้งไปที่พ่อของเขาว่าเป็นผู้ได้รับรางวัล แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ได้รับรางวัลคือตัวเขาเองไม่ใช่พ่อเขา ยูรีลปฎิเสธที่จะรับรางวัล แต่มันไม่ใช่ง่ายนัก เพราะเขาจะต้องเสียสละโอกาสทั้งหมดแม้แต่ในอนาคต เขาจะทำอย่างไร เสียสละให้พ่อของตนได้ทั้งชีวิตหรือ ขณะเดียวกัน พ่อของเขาจะทำอย่างไร เมื่อความจริงปรากฎขึ้น

หนังดูสนุกในบางตอนนะคะ ดิฉันยอมรับว่าผู้กำกับโจเซฟเขาก็ฉลาดพอสมควรที่ใช้การตัดต่อแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะการแบ่งบทเหมือนการเขียนงานวิจัย การตัดต่อภาพที่อิงพื้นฐานแบบการเขียนฟุตโน้ต รวมทั้งการใช้ภาพป็อบอัพ มาเล่าเรื่องภูมิหลังของตัวละคร ลักษณะขยายความแบบฟุตโน้ตนั่นเอง หนังน่าสนใจตรงจุดเหล่านี้ค่ะ ผสมกับพล็อตที่ให้พ่อกับลูกต้องมาแข่งขันเอง และการที่ตัวละครจะต้องตัดสินใจระหว่างมโนธรรมที่เกิดขึ้นในใจกับการแกล้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ถ้ายูรีลแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ปล่อยให้เหตุการณ์มันผ่านไป โดยให้คณะกรรมการเป็นคนแจ้งพ่อถึงความผิดพลาดนี้เอง เขาก็จะมีชื่อเสียงตามมาอีกมาก แต่่เขารู้ว่าตนเองทำไม่ได้ เพราะมันจะเป็นแผลในใจของพ่อไปตลอดชีวิต

เรื่องราวแบบนี้มันเกิดขึ้นมากมายในสังคม ดิฉันพบเห็นคนแบบนี้อยู่มากมาย โดยเฉพาะในแวดวงคนเขียนหนังสือและแวดวงวิิชาการ คนเหล่านี้ยิ่งถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวแบบยูรีลกับพ่อแล้ว มีไม่กี่คนนักหรอกที่จะนึกถึงมโนธรรมในใจ เพราะโอกาสมาถึงมือแล้ว คิดหรือว่าใครจะยอมเสียโอกาส

แต่หนังดูซ้ำและน่าเบื่อค่ะ ก็เลยทำให้ยากต่อการติดตามอยู่ไม่น้อย เรื่องราวแบบนี้ ถ้าไม่ใช่คนในแวดวงนี้จริง ๆ   คงยากที่จะชอบค่ะ

 

Habemus Papam โป๊ปฉบับดราม่า

 

 

ทำหนังทุก 5 ปี แนนนี่ มอเร็ตตี้ก็มักจะเรียกคะแนนความสนใจได้จากแฟนคลับทั่วโลกเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเขาได้จับประเด็นสำคัญอย่างโป๊บขึ้นมาทำเป็นหนังครั้งใหญ่

Habemus Papam เป็นเรื่องราวของโป๊ปองค์ล่าสุดที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งจากการโหวต  ท่ามกลางความยินดีของบาทหลวงผู้นำทั้งหลาย ในขณะที่การเลือกตั้งทำกันอย่างลับเฉพาะ โดยมีกลุ่มสื่อและสาธุชนผู้มีศรัทธารอแสดงความยินดีอยู่่หน้าวาติกัน  โดยธรรมเนียมที่เคยปฎิบัติกันมานั้น โป๊ปองค์ล่าสุดจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าฝูงชน พร้อมประกาศตน   แต่แล้วท่านโป๊ปเมลวินกลับรู้สึกกดดัขณะที่กำลังจะกล่าวสุนทรพจน์นั้น และไม่ขอกล่าวขึ้นเวที

จากจุดตรงนี้นำไปสู่เหตุการณ์หลายอย่างที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียกตัวจิตแพทย์ให้มาช่วยเหลือ และต้องถูกเก็บตัวไว้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้ข่าวคราวถูกแพร่ไปนอกวาติกัน การหนีไปสำรวจตนเองและใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาในกรุงโรม ซึ่งทำให้ท่านตัดสินใจครั้งล่าุสุดในการกล่าวขึ้นสุนทรพจน์ครั้งสำคัญ

แนนนี่ มอเร็ตตี้ เจตนาที่จะทำหนังให้ออกมาในแนวดราม่า ผสมกับแนวตลกอย่างที่เราจะได้เห็นในหนังของใคร แต่คราวนี้หนังดูจะนำด้วยดราม่ามากกว่าความขบขัน เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การเืมือง เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่เราจะเห็นได้ในหนังของเขา เพียงแต่คราวนี้เป็นการเมืองเรื่องศาสนา เขาต้องการเสนอให้เห็นว่าโลกปิดภายใต้ความศรัทธาในพระเจ้านั้น ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่แตกต่างจากโลกทั่วไป บาทหลวงและท่านผู้นำศาสนาทั้งหลายก็ต้องพึ่งยานอนหลับ หรือยากล่อมปราสาทไม่แตกต่างจากคนทั่วไป โลกที่ปิดเหล่านั้นเป็นโลกที่น่าสงสาร และผู้นำขนาดโป๊ปทั้งหลายอาจจะเป็นเพียงผู้ไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตอย่างคนปรกติ จึงต้องพึ่งศาสนา อย่างท่านเมลวินเอง แท้ที่จริงแล้ว ท่านต้องการเป็นนักแสดงละครเวที แตสอบไม่ผ่าน ขณะที่น้องสาวสอบผ่าน และอาจจะเป็นเพราะเป้าหมายในชีวิตที่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้ท่านเดินเข้ามาบวชแทน

แนวดนตรีและบทต่าง ๆ ที่ใช้ แสดงให้เห็นเจตนาที่จะทำหนังออกมาเป็นแนวดราม่าของแนนนี่ นักแสดงหลักไมเคิล ปิคคอลี่แสดงได้ดีในฐานะโป๊ปที่มีปัญหา ส่วนบทจิตแพทย์ที่ให้คำปรึกษากับท่าน จนกลายเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เราเห็นโลกปิดของวาติกันนั้น นำแสดงโดยแนนนี่ มอเร็ตตี้เอง ซึ่งเขาทำได้ดีมาก ทั้งบทและตัวหนังคือแนนนี่เชียวล่ะ

แต่หลาย ๆ ตอนของหนังมันย้ำรอยอยู่กับที่ ก็เลยทำให้เบื่อ ๆ ภาพรวมของหนังพอสมควร ดิฉันชอบรายละเอียดของหนังเป็นตอน ๆ มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของแนนนี่ในฐานะจิตแพทย์ที่ถูกกักตัวเืพื่อปิดความลับและไม่สามารถช่วยเหลือท่านโป๊ปได้ หรือความใฝ่ฝันที่ล้มเหลวของท่านโป๊ปที่ไม่อยากเป็นโป๊บ

 

Day 2

Polisse ไม่มีอะไรแปลกใหม่

 

 

หนังของผู้กำกับหญิงอีกคนหนึ่งเรื่องนี้ อาจไม่ได้ดูโดดเด่นเหมือนอย่างผลงานของลินด์ รอมเซ่ย์ แต่ก็แสดงให้เห้นว่ามายวัน (Maiwenn) ก็มีอะไรบางอย่างอยู่

Polisse เล่าเรื่องการทำงานของกลุ่มตำรวจคุ้มครองสิทธิเด็กในฝรั่งเศส ซึ่งนำมาจากเหตุการณ์และเรื่องราวที่เป็นจริง หนังจะเล่าถึงการทำงานและคดีต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องประสบในแต่ละวัน รวมทั้งชีวิตส่วนตัวของพวกเขา ความเครียดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับการเผชิญหน้ากับคดีต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้งภาวะที่ต่ำต้อยหากเปรียบเทียบกับตำรวจในหน่วยงานอื่น

หนังมีลักษณะเหมือนสารคดีมาก จนต้องถามตัวเองอยู่หลายครั้งว่ากำลังดูสารคดีหรือเปล่า นักแสดงทั้งหมดเป็นตัวจริงหรือ แต่เมื่อดูไปดูมาหลายครั้ง ก็ยอมรับว่านี่ไม่ได้แอบถ่าย แต่เป็นเพียงหนังที่นำมาจากเรื่องจริง ซึ่งเหตุผลที่ทำให้หนังเข้าสายประกวดได้น่าจะเป็นเรื่องนี่

นักแสดงทั้งหมดทำหน้าที่ได้ดีในการถ่ายทอดเรื่องนี้ ทุกคนเล่นกันได้เป็นทีม (และอาจจะได้รางวัลยกทีมอีกเช่นกัน) ไม่มีใครโดดเด่นกว่าใคร พวกเขาแสดงให้เห็นทั้งความรักในอาชีพ อารมณ์ขบขัน และความกดดันที่เกิดขึ้นจากการทำงานปราบปรามและคุ้มครองเด็ก พวกเขามีปัญหาที่จะต้องช่วยเหลือเด็ก ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์ของอาชญากรในครอบครัว หรือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในรูปแบบต่าง ๆ

แต่หนังเรื่องนี้มีปัญหาหลายอย่าง นอกจากจะยาวเกินความจำเป็นแล้ว เนื้อเรื่องที่เน้นชีวิตของคนทำงานมากเกินไป ทำให้หนังขาดพลังของกรณีศึกษาเด็กที่ถูกล่วงละเมิดสิทธิ์ในด้านต่าง ๆ ไป ซึ่งอาจจะมีปัญหาจากการขออนุญาต อีกอย่างกรณีศึกษาต่าง ๆ เรื่องละเมิดสิทธิเด็กที่เกิดขึ้นในบ้านเรา มันแรงกว่า พอมาดูหนังเรื่องนี้ ทำให้เรารู้สึก ไม่ได้มีอะไรเท่าไร หนังมันดูซ้ำในหลาย ๆ ตอน เราอาจจะเห็นทั้งความทุกข์และสุขของคนทำงานบ้าง ความต่ำต้อยในสายงานหากเปรียบเทียบกับตำรวจหน้าที่อื่น ๆ หลายฉากก็ดูดีนะคะ แต่โดยทั่วไป มันไม่มีอะไรมากนัก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของหนัง หนังพอจะไปได้ใน 45 นาทีสุดท้ายด้วยเสียงดนตรีต่าง ๆ แต่มันก็ไม่ต่อเนื่องอีก

ส่วนที่ชอบของหนังเรื่องนี้คือการแสดงของนักแสดงที่ทำงานกันเป็นทีมมาก กับบทบาทของผู้กำกับในฐานะช่างภาพในหนัง มันก็เหมือนสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่น่ะแหล่ะ

 

We Need to Know About Kevin ชั้นเชิงมันต่างกัน

 

 

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้พบว่าเป็นข้อดีของอายุที่มากขึ้นก็คือ ประสบการณ์ ประสบการณ์ในการดำเนินชิวิต ในการทำงาน และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่าวันเวลาที่เพิ่มขึ้นของผู้กำกับกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในการร้อยเรียงกลั่นกรองผลงานออกมาเรื่องหนึ่ง ….We Need to Talk About Kevin ผลงานประกวดเรื่องที่สองและของผู้กำกับหญิงเป็นสิ่งกลายเป็นงานดีที่ชั้นเชิงเหนือกว่าผลงานวัยละอ่อนอย่าง Sleeping Beauty มาก

ดัดแปลงมาจากหนังสือ We Need to Talk About Kevin เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับอีวาหญิงสาวที่ทิ้งความรักและชีวิตส่วนตัวที่นิยมทั้งหมด เพื่อการตั้งครรภ์ลูกคนแรกในชีวิต แต่กลายกลับเป็นว่าเธอมีปัญหาในการเข้ากับลูกชายของตนเอง ตั้งแต่เด็ก เควินเป็นเด็กพูดช้าและมีอาการต่อต้านผู้เป็นแม่อยู่หลายอย่าง อีวาน่าจะมีความสุขในชีวิตเหมือนคนทั่วไป สามีเธอเป็นคนดี รักลูก รักเมีย และรับผิดชอบครอบครัวมาก แต่เควินกลายเป็นเด็กมีปัญหาตลอด แม้เมื่อเธอจะมีลูกคนที่สองเป็นลูกสาวชื่อซีเลีย แล้วเควินก็สร้างความประหลาดใจให้เธออย่างแรงเพื่อฉลองวันเกิดครบสิบห้าของเขา

หนังแบ่งเรื่องออกเป็น 4 ตอน เริ่มจากอีวาในชีวิตปัจจุบันที่อยู่คนเดียว พยายามหางานใหม่ทำและไปเยี่ยมเควินในเรือนจำ ตอนที่สอง ชีวิตของเธอตั้งแต่วัยสาวจนมีลูกและความสัมพันธ์ของเธอกับเควิน ตอนที่สาม ภาพความรื่นรมย์ในครอบครัวอันสุขสันต์ และตอนสุดท้าย เหตุการณ์ลึกลับที่เกิดขึ้นในคืนวันเกิดครบสิบห้าของเควิน ….ทั้ง 4 เหตุการณ์ได้สลับเหตุการณ์ติดต่อไปมาตลอด

หนังแสดงให้เห็นความเหนือชั้นของลินด์ รอมเซ่ย์ในการควบคุมสามองค์ประกอบหนัง ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ การแสดง และดนตรีประกอบ การตัดต่อโดยรวม 5 เหตุการณ์เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หนังดูง่ายและสื่อสารได้อย่างเข้าใจ พร้อมกับที่การแสดงของตัวนำสองคนอย่างทิลด้า สวินตันและเด็กชายที่รับบทเป็นเควินตั้งแต่เด็กนั้น ถือว่าเยี่ยมมากทั้งเควินในวัยเด็กและเควินเมื่อเป็นวัยรุ่น เด็กชายทั้งสองดูเหมือนเป็นเด็กร้ายที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันก็มีความรักแม่บางอย่างอยู่ในใจ ส่วนทิลด้านั้น เธอเหนือชั้นอยู่แล้ว ทั้งในฐานะผู้หญิงที่ต้องทิ้งชีวิตส่วนตัวไปทั้งหมดเพื่อการมีครอบครัว แม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกชายที่มีปัญหา แม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความเกลียดชังของชุมชนจากการกระทำของบุตรชาย และท้ายที่สุดแม่ที่ต้องเสียทุกอย่าง ขณะเดียวกันต้องอยู่ต่อไปเพื่อลูกชายคนเดียวอย่างเควิน

ส่วนดนตรีประกอบนั้น ผู้กำกับลินด์ได้ใช้ทั้งเพลงและดนตรีที่แสดงความหลากหลาย โดยเฉพาะโฟลค์ซองและดนตรีเพลงปิ่นพาทย์จีน บางตอนใช้บทพูดเหมือนเล่านิทานสลับกับดนตรีจีน สร้างบรรยากาศที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ของแม่และลูกได้อย่างน่าสนใจ

จริง ๆ แล้ว We Need to Talk About Kevin เป็นหนังที่แสดงให้เห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว โดยเฉพาะตอนจบของหนัง แต่ลินด์หลีกเลี่ยงที่จะแสดงให้เห็นภาพเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด หนังไม่เห็นเลือดเลย แต่ใช้สัญญลักษณ์อย่างมะเขือเทศในเทศกาลสาดมะเขือเทศที่เปิดเผยตั้งแต่ต้นเรื่อง หรือสีที่กลุ่มคนนำมาสาดที่บ้านของเควิน ทั้งเรื่องไม่มีเลือดให้เห็น แม้แต่การตายหรือความรุนแรงต่าง ๆ ในหนัง บางครั้งเธอก็จงใจไม่ให้เห็นเลย แต่จะนำเสนอเรื่องราวที่ทำให้คนดูอย่างเราเดาไปถึงผลลัพทธ์ที่เกิดขึ้น

ถ้าไม่มีหนังที่นักแสดงนำโดดเด่น ทิลด้า สวินตันกับผู้รับบทเป็นเควินทั้งวัยเด็กและวัยรุ่นน่าจะมีโอกาสลุ้นรางวัลอยู่ไม่น้อย ดิฉันคิดว่าเควินอาจจะมีอะไรบางอย่างเหมือนอีวา เพียงแต่ว่าด้วยวัยและการพบทางออกในสิ่งที่ชอบ ทำให้เธอรอดพ้นจากการใช้อารมณ์มาเหนือเหตุผล

 

Day 1

Sleeping Beauty เรื่องดี แต่ผู้กำกับวัยละอ่อนเกิน

 

 

จริง ๆ แล้ว ดิฉันคาดหวังจากหนังเรื่องนี้มาก หลังจากที่อ่านเรื่องย่อและข้อมูลประกอบหนัง แต่พอดูจบแล้ว บอกได้คำเดียวสั้น ๆ ว่า "ไม่ถึง"

Sleeping Beauty เป็นเรื่องของลูซี่ สาวน้อยมหาวิทยาลัยที่รับจ้างทำงาน "ขายตัว" ด้วยวิธีการแปลกใหม่ คือ นอนหลับ โดยแขกที่มาซื้อบริการร่วมหลับนอนกับเธอนั้น จะต้องไม่ "สอดใส่ในการสำเร็จความใคร่ใด ๆ" สรุปก็คือเธอจะให้บริการทางเพศเฉพาะภายนอก โดยเธอไม่ต้องทำอะไร แค่นอนเฉย ๆ ปล่อยให้ลูกค้าจัดการเอง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่่ซึ่งไม่ต้องการให้คู่นอนเห็นสภาพร่างกายของพวกเขา

บทหนังดี แม้ว่าจะเคยตกเป็นบทหนังแบล็คลิสต์ไม่ควรสร้างของฮอลลีวู้ดเมื่อปี 2008 มีจุดต่าง ๆ ที่น่าจับมาเล่นมากมาย ไม่ว่าการใช้กล้องและหนังเป็นสื่อในการจ้องมอง   ร่างกายของหญิืงสาวในฐานะวัตถุที่จะถูกจ้องมอง   การเล่นกับตำนาน "เจ้าหญิิงนิทรา" ในโลกสมัยใหม่  รวมทั้งวัยในฐานะผู้ที่จดจ้องและถูกจ้องมอง  มีอะไรที่จะให้เล่นเยอะมากในการใช้เทคนิคภาพยนตร์

แต่เอาเข้าจริงแล้ว เจ้าหญิงนิทราฉบับร่วมสมัยเล่มนี้ ดำเนินเรื่องเพียงเพื่อบอกเนื้อหา กับสะท้อนอารมณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ  หนังแทบจะไม่ได้เน้นอะไรในสิ่งที่น่าจะเล่น เหมือนอย่างที่ผู้กำกับจูเลีย ลีห์ให้สัมภาษณ์ไว้  จูเลียนั้นเป็นนักเขียนนวนิยายชั้นนำ  เพราะฉะนั้นเรื่องดีจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ   แต่เมื่อมาถึงการเล่าเรื่องด้วยสื่อภาพยนตร์   มันไม่ล้ำลึก  เธอทำได้เพียงสอบผ่านในการถ่ายทอดหนังไม่ให้มันเลวเท่านั้น  

ขณะดูหนังไป พยายามทำความเข้าใจกับหนัง เป็นไปได้ไหมที่ผู้กำกับอาจจะทดลองทำอะไรตรงข้ามในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คาดหวัง แบบของเจ้ย เพราะการแสดงในหนังของเจ้ยก็ธรรมดา ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น แต่งานของเจ้ยจะเห็นชัดในการออกแบบและควบคุมหนังว่าจะไปทางไหน  เข้าใจบ้างหรือไม่  แต่็ก็มองเห็นอยู่ ขณะที่จูเลีย ลีห์นั้น ไ่ม่ได้มีอะไรโดดออกมา หลาย ๆ ตอนเกือบน่าสนใจ แต่ก็ไม่เด่น อย่างการคุมเสียงที่แทบจะไม่ได้ใช้อะไรเลย  แต่ท้ายที่สุดมันก็ไม่ได้ก้าวไกลไปกว่านั้น

ถ้าหนังเรื่องนี้ตกอยู่ในมือของผู้กำกับแถวหน้า คงจะไปได้ไกลกว่านี้ และถ้าหนังเรื่องนี้ถ้าเจน แคมเปี้ยนไม่ได้เป็นผู้ดูแล   ก็คงไม่ได้มาไกลขนาดนี้

ผลตอบรับจากเว็บไทยซีเนม่าและรอบสื่อ อ่านต่อได้ที่นี่  

 

   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. All Rights Reserved. contact: ancha999 at gmail.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.