Certified Copy หนังที่ถูกโห่เรื่องแรก

ธรรมเนียมของการถูกโห่กลับมาอีกแล้ว และไม่น่าแปลกใจที่หนังเรื่องแรกที่จะได้รับเกียรติยศอันนี้ ก็คือ Certified Copy ของอับบาส เคียรอสตามิ
Certified Copy เป็นหนังต่างประเทศเรื่องแรกของอับบาส เคียรอสตามิ หนังพูดถึงความสัมพันธ์ของหญิงชาวฝรั่งเศส เจ้าของอาร์ตแกลอรี่ในทัสคานี และเจมส์ นักเขียนชาวอังกฤษ ทั้งสองมาพบกันที่ทัสคานี เธอพาเขาท่องเที่ยว ขณะที่เขามีเวลาให้เพียงแค่บ่ายวันนั้นเท่านั้น
ทั้งสองได้พบปะหนุ่มสาวทั้งคู่ใหม่ คู่ชราที่อยู่ในทัสคานี ดูเหมือนว่าคนทั้งสองจะเพิ่งรักกัน แต่เมื่อหนังดำเนินไปถึงใกล้จบ เราถึงรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ทั้งคู่เคยเป็นสามีภรรยากันจริง ๆ นานถึง 15 ปี แต่หย่าขาดกันแล้ว
หนังดูสนุก ๆ ได้เรื่องหนึ่ง ถ้าจะมีอะไรที่โดดเด่น คงเป็นเพียงการแสดงของจูเลียต บินอช ที่แสดงเป็นหญิงที่ต้องการคืนสัมพันธ์กับสามีเก่า และแม่บ้านที่มีชีวิตอันวุ่นวาย จัดการไม่ได้ ไ่ม่มีเวลาส่วนตัว กับการเล่นกับคนดูของอับบาส ใครจะไปรู้ว่าคนคู่หนึ่งที่ดูเหมือนจะรู้จักกัน แท้ที่จริงแล้วเป็นคู่สามีภรรยาเก่า ซึ่งเราจะต้องสังเกตุในรายละเอียดตั้งแต่แรก หนึ่งในนั้นก็คือ ภาษาพูดที่ใช้ระหว่างคนทั้งสอง จากเดิมที่มีแต่ภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะมีภาษาฝรั่งเศสขึ้นมา
ดิฉันคิดว่า ผู้กำกับระดับโลกทั้งหลายมักจะตายตอนจบเสมอ เวลาไปทำงานหนังในต่างประเทศ โดยทีมงานใหม่ สถานที่ใหม่ ทำให้งานมันดูขาด ๆ เกิน ๆ ไม่รู้จะไปทางไหนกันแน่ คาดว่าหนังก็คงจะไม่้ได้อะไรไปเหมือนกัน
ฺBiutiful อบอุ่น ใจหาย เศร้า การกลับคืนที่คุ้มค่าของกอนซาเลส

พอเข้าช่วงครึ่งหลังของเทศกาล ปรากฎว่ามีแต่หนังดี ๆ ตั้งแต่หนังคิตาโน่เมื่อคืนนี้ เช้านี้ก็เปิดอรุณด้วยหนังดราม่าแบบเงียบของกอนซาเลสBiutiful ผลงานเรื่องล่าสุดของ Alejandro Gonzalez อาจจะมีบทที่ไม่แข็งแรงเท่ากับเรื่อง Babel แต่ในฐานะงานกำกับ Biutiful มันแสดงให้เห็นพัฒนาการของเขาอย่างเต็มที่เรื่องหนึ่ง
Biutiful เล่าถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมบาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะเป็นความจน การค้ามนุึษย์ แรงงานต่างด้าว การค้ายา ความเชื่อในไสยศาสตร์ที่ยังมีอยู่ รวมไปถึงสภาพจิตใจของผู้คนที่สึกกร่อนและแตกสลายจากสังคมบีบคั้น โดยผูกโยงผ่านชีวิตของอุกซ์ไบ ชายวัยกลางคนที่กำลังจะถูกมะเร็งคร่าชีวิต อุกซ์ไบเป็นลูกที่กำพร้าพ่อ อยู่กับลูกชายลูกสาวสองคน เขาสามารถติดต่อกัับวิญญาณได้ ขณะเดียวกับลักลอบทำงานผิดกฎหมายอย่างการค้ามนุษย์
นักแสดงหนุ่มจาเวียร์ บาเด็มรับบทอุกซไบ และอาจจะทำให้เขามีสิทธิ์คว้ารางวัลนักแสดงชายปีนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หน้าตาของเขาดูหดหู่หมดหวังอยู่ตลอดเวลา แต่เขาคือพ่อ คือชายที่อบอุ่น ซึ่งพร้อมจะช่วยคนจนอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็เห็นแก่ตัวพอที่จะเบี้ยวเงินส่วนหนึ่ง เพื่อจะเก็บไว้ให้ลูกในอนาคต
หนังโดดเด่นในการเล่าเรื่องได้อย่างชวนติดตาม แม้จะมีความยาวถึง 140 นาที กอนซาเลสทำงานได้ดีในการคุมกล้องที่ใช้ระดับมิดเดิลช็อตเกือบตลอดเรื่อง เพื่อสำรวจตัวละคร รวมทั้งการที่ไม่ใช้ดนตรีเกือบครึ่งเรื่อง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ มันกลายเป็นพลังได้ดี ชวนขนลุกและเศร้าตลอดเวลา
ดิฉันมีความรู้สึกว่า กอนซาเลสกำลังทำหนังดราม่าแบบเงียบ ๆ ซึ่งเขาก็ทำำได้ดี หนังอาจจะไม่ได้ทดลองอะไรมากนัก แต่มันเป็นหนังที่ชวนขนลุก ดูแล้วก็เศร้า อบอุ่น หมดหวัง สิ้นหวังในขณะเดียวกับเกิดความงดงามในจิตใจ
Outrage การกลับคืนสู่้ยากูซ่าในรอบทศวรรษ

ทาเคชิ คิตาโน่ ไม่ได้ทำหนังยากูซ่ามานานกว่าสิบปี แต่เมื่อเขาตัดสินใจที่จะทำหนังแนวถนัดอีกครั้งกับ Outrage เขายังคงแสดงฝีมือในฐานะคนเล่าเรื่องยากูซ่าได้โหด ขำขัน ชวนติดตาม และคาดไม่ถึงเหมือนเดิม
เนื้อเรื่องของก็ไม่มีอะไร เป็นการหักคมระหว่างแก๊งค์ยากูซ่าอย่างที่เรารู้จักกันดี ไม่มีอะไรแปลกใหม่ การแก้แค้น หักหลัง ฆ่าแกงกันก็ยังมีให้เห็นเป็นอยู่ ก่อนที่จะเข้าไปดูหนัง ก็พยายามอ่านรายละเอียดให้จบก่อน แต่อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะมีตัวละครอะไรเยอะแยะไปหมด
หนังของคิตาโน่ต้องดู ดู ดู และดูเท่านั้น ความยาวของหนังกว่า 109 นาทีเต็มไปด้วยความตื่นเต้น คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการหักมุมในบท การตัดต่อ หรือฉากต่าง ๆ ในหนัง
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ บทที่พร้อมจะหักมุมได้ตลอดเวลา และไม่เหมือนเดิม สนุกขบขัน หนังเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่เป็นความรุนแรงที่ชวนหัวเราะและนึกไม่ถึง คิดไหมล่ะ ประเดี๋ยวพ่อก็เอาตะเกียบเสียบหู เอาเครื่องทำฟันเจาะปาก และอื่น ๆ อีกมากมาย ทุกครั้งของความเสียวไส้ มักจะทำให้เราต้องหัวเราะตามทุกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าคิตาโน่พยายามฉีกแนวทางหนังยากูซ่าที่ตนเองเคยทำอย่างเห็นได้ชัด จากแนวทางที่เงียบ ๆ แล้วต่อย คราวนี้พวกแก๊งค์ยากูซ่าพูดมากขึ้น แต่โทนหนังที่เงียบแล้วต่อก็ยังมีอยู่ แต่จะเป็นไปในเรื่องของการพัฒนาเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบท การตัดต่อ และหลาย ๆ ครั้งก็ผ่านทางมุมกล้อง อาทิการใช้ดอลลี่ที่จะจับภาพแก๊งค์ยากูซ่าไว้ทั้งหมด คนดูเห็นแล้ว ก็อดขำไม่ได้จริง ๆ
ดนตรีของหนังใช้ไม่้มากนัก แถมดูเหมือนจะไม่คงที่ ไม่ต่อเนื่อง คือ เรื่องนี้เราจะหาเอกภาพของภาษาหนังไม่ได้เลย อย่างดนตรีก็มีทั้งป็อบร็อค มีทั้งเสียงธรรมดา มีทั้งไร้เสียงและเสียงดังมาก แสงที่ใช้หลาย ๆ ตอนดูจะเน้นไปที่โลว์คีย์ แต่ก็มีไฮคีย์ให้เห็นหลายครั้ง ตัดต่อมีทั้งเร็วและช้า คือ จำกัดความออกมาไม่ได้เลย
และนี่คือจุดที่บอกว่า คิตาโน่สุดยอด เพราะสามารถรวมทุกอย่างได้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสนุก จนฉันคิดว่า คิตาโน่อาจจะเกิดมาเพื่อเป็นคนทำหนังยากูซ่าจริง ๆ
ผลตอบรับจากสื่อ : เนื่องจากเสียงดนตรีตอนเครดิตขึ้นเสียงดังมาก ก็เลยไม่ได้ยินว่าคนโห่หรือชอบ นับเป็นการป้องกันการเสียกำลังใจอย่างคาดไม่ถึง
ี
The Princess of Montpensier แค่หนังมหากาพย์ดี ๆ เรื่องหนึ่ง

หนังฝรั่งเศสเรื่องที่ The Princess of Montpensier เป็นหนังที่ยาวที่สุดในจำนวนหนังประกวดปีนี้ ด้วยความยาวกว่า 140 นาทีี ซึ่งยาวเกินไป และไม่จำเป็น
หนังเล่าเหตุการณ์สงครามศาสนาระหว่างแคธอลิกกับโปรเตสแตนท์ในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสช่วงปี 1562 โดยเจาะไปที่ชีวิตของมาเรีย หญิงที่เกิดในวงศ์ชนชั้นสูง เธอหลงรักกับลูกพี่ลูกน้องที่เชื่ออองรี เดอ กุยส์ แต่ถูกบังคับให้แต่งงานกับเจ้าชายมองเพนเซียร์ เรื่องราวจะเน้นไปที่ชีวิตของมาเรียเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน จนคืนเสียสาวและไปใช้ชีวิตในปราสาทของสามี ที่ที่เธอได้เรียนรู้ศิลปะกับการเขียนกับคนสนิทของเจ้าชาย
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเธอได้พบกับคนรักเก่า ซึ่งทำให้ไฟรักปะทุขึ้นอีกครั้ง เท่า ๆ กับที่หลาย ๆ คนก็ตกหลุมรักเธอเข้า ข้างฝ่ายสามีก็หึงหวง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นัก
หนังก็เหมือนหนังฮอลลีวู้ดหรือหนังมหากาพย์ดี ๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้น ซึ่งรวมไปถึงทำให้งง ๆ ในตอนแรกด้วย หนังมีรายละเอียดมากเกินไป จนทำให้จับเนื้อเรื่องไม่ได้หมดในตอนแรก การแสดงก็แค่สอบผ่าน ถ้าหนังเรื่องนี้ได้รางวัล ก็ออกจะงง
A Screaming Man บาดแผลจากสงครามมันอยู่ลึกกว่าที่ใครจะเห็น

ภาวะสงครามที่สร้างบาดแผลในจิตใจของผู้คน อาจูจะแทรกอยู่ในหนังสงครามเกือบทุกเรื่อง เพียงแต่มักจะเป็นจุดเล็ก ๆ หรือไม่ก็พูดรวม ๆ ถึงหายนะของสงคราม มีเพียงหนังไม่กี่เรื่องที่จะมุ่งเน้นผลกระทบในระดับบุคคล เพราะเมื่อพูดถึงสงคราม มันคือภาพใหญ่ มันไม่สมควรจะพูดในจุดเล็ก ๆ
แต่ A Screaming Man เป็นหนังประเภทนี้ หนังที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องส่วนตัว ผลกระทบของแชมป์ อดีตนักว่ายน้ำชนะเลิศ ที่ทำงานเป็นคนเฝ้าสระของโรงแรมแห่งหนึ่ง แชมป์มีลูกชายคนหนึ่งที่มีอาชีพเดียวกัน แต่แชมป์กำลังจะสูญเสียอาชีพนี้ ขณะเดียวกับที่รัฐบาลก็สั่งเก็บภาษีสนับสนุนกองทัพอยู่เป็นเนือง ๆ ในสภาพที่กำลังจะเสียงานที่ตนรัก กับการบีบคั้นจากรัฐบาล แชมป์ตัดสินใจแอบส่งลูกชายเข้ากองทัพ เพราะพนักงานใหม่ที่แย่งงานเขา ก็คือลูกชายของเขาเอง
ผู้กำกับพยายามคุมโทนหนังให้อยู่ระดับสังเกตุการณ์ตัวละครมาตลอดทั้งเรื่อง มุมกล้องส่วนใหญ่ที่ใช้มักจะเป็นระดับ medium shot และไม่มีเสียงดนตรีเลย เราไม่เห็นภาวะอารมณ์ในจิตใจของแชมป์ เราไม่รู้ว่าเราคิดอย่างไร แต่เมื่อหนังผ่านไปกว่าครึ่งเรื่อง กล้องใช้ภาพโคลสอัพ เพื่อสำรวจจิตใจของเขา
เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ซีเควนซ์สุดท้าย ที่เราจะเริ่มเห็นว่าแชมป์คิดอะไรอย่างแท้จริง พร้อมกับที่แชมป์เริ่มสารภาพว่า เขาเองเป็นคนส่งลูกชายเข้ากองทัพ เมื่อมาผนวกกับฉากสุดท้ายที่้ถ่ายภาพแบบลองช็อต เสียงดนตรีเริ่มเปิดขึ้น พร้อม ๆ กับที่แชมป์ตัดสินใจไปนำลูกชายออกจากโรงพยาบาล
หนังที่ดูเหมือนน่าเบื่อในตอนแรก เมื่อมาถึงซีเควนซ์สุดท้าย เราเริ่มรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว ท้อแท้ ไร้ความหวังในสภาพสงครามของชาด ที่ไม่มีวันสิ้นสุด มันทำให้เราได้แต่ปลงว่า ในสภาวะสงคราม มันอาจจะไม่มีเหลืออยู่เลย แม้แต่ความรักของพ่อแม่ มันมีแต่หนทางของการเอาตัวรอด
เท่านั้น
Another Year แล้วมันก็ผ่านไป

Another Year หนังช่วงเวลาหนึ่งปีของคนกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันที่อยู่ในสภาพชีวิตที่ต่างกัน บางคนมีความสุข บางคนมีทุกข์ บางคนรื่นเริง บางคนเหงาหงอย บางคนเกิดใหม่ บางคนจากไป ทุกอย่างในวัฎจักรหนึ่งปีที่เราจะได้พบเห็น มันเป็นสัจจธรรมของโลกที่เลี่ยงไม่ได้
หนังเริ่มเรื่องจากฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ก่อนที่จะมาจบที่หน้าหนาว ทอมกับเจอรี่สามีภรรยามีชีวิตราบเรียบตามแบบฉบับของคนอังกฤษ แต่พวกเขามีความสุขกับชีวิตเรียบง่ายเหล่านั้น พวกเขามีลูกชายผู้ดำรงอาชีพทนายความคนหนึ่ง กำลังจะเริ่มชีวิตใหม่อย่างมีความสุขเช่นกัน
ทอมกับเจอรี่พบกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมชีวิตต่างวัยที่ชีิวิตกลับไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับคนทั้งสอง แมรี่ เลขาในโรงพยาบาลอยากแต่งงาน เธอทนชีวิตโดดเดี่ยวแทบไม่ได้ แต่เมื่อมีหนุ่มร่างอ้วนที่หลงรักเธอ เธอกลับรังเกียจเขา
คู่ชีวิตทั้งสองได้พานพบกับคนมากมาย ทั้งพี่ชายที่สูญเสียเมีย เพื่อนร่วมงานที่ให้กำเนิดลูก ...ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนฤดูกาล
ไมค์ ลีห์ ยังคงแสดงฝีมือในการทำงานของเขาที่เล่าเรื่องชีวิตชนชั้นกลางได้อย่างสวยงาม หนังเหมือนกับไม่มีอะไร เรื่อยเปื่อย เหมือนกับฤดูกาลที่ผ่านไป แต่การที่เขาเริ่มเรื่องจากฤดูใบไม้ผลิ ก่อนที่จะมาจบด้วยฤดูหนาวที่เยือกเย็น มันแสดงให้เห็นแง่มุมของพวกเขาที่ต้องการสื่อความหมายของชีวิต มันคือการเกิด แก่ เจ็บ และตายนั่นเอง
นักแสดงเล่นดีเหมือนกับที่เห็นในหนังทุกเรื่อง พร้อมกับที่ไมค์ ลีห์ก็เก็บบรรยากาศของหนังได้อย่างที่เขาต้องการบอก มันเรียบ ๆ เหมือนกับเนื้อเรื่อง ก็เลยไม่รู้ว่า จะเป็นที่ถูกใจกรรมการหรือไม่ สำหรับตัวดิฉัน รู้สึกเฉย ๆ แค่มันเป็นหนังที่ทำดีเรื่องหนึ่งเท่านั้น
ผลตอบรับของสื่อ เสียงปรบมือหลายแปะ เฉย ๆ เหมือนโหมดของหนังเลย ปานใดปานนั้น
The Housemaid หนังของผู้กำกับแห่งผู้กำกับ

หนังฉายตั้งแต่เย็นเมื่อวานนี้แล้วค่ะ แต่ไม่ได้รีบเขียน เพราะอยากบ่มเพาะซะก่อน ไม่ให้มีความรู้สึกมากเกินไป
The Housemaid โดยอิมซางซู เป็นหนังที่น่าจับตามอง เป็นหนังที่เรียกว่า หนังของผู้กำกับ นั่นก็คือเป็นหนังที่โชว์พลังฝีมือของผู้กำกับอย่างเต็มที่ในการควบคุมงานทุกอย่างได้อย่างดี
เรื่องราวของสังคมชนชั้นที่ปฎิบัติการข่มเหงสาวรับใช้ ที่ดันไปมีเพศสัมพันธ์กับนายจ้างหนุ่ม ซึ่งเป็นหนุ่มที่มีความต้องการเพศสูง แต่เผอิญเมียท้องแก่ ก็เลยต้องบำบัดอารมณ์ทางเพศกับสาวใช้ที่ได้รับการว่าจ้างให้มาเลี้ยงลูก ทำให้ลียูนิได้มาอยู่ชั้นเดียวกับนายจ้าง เมื่อเรื่องแดงเข้า ฝ่ายภรรยาและแม่ยายก็พยายามกำจัดลูกของเธอทิ้ง เมื่อพบว่าเธอตั้งครรภ์
The Housemaid ซึ่งเป็นเคยเป็นหนังคลาสิคของเกาหลีหรือของโลกก็ว่าได้ จากการกำกับของคิมคียองเมื่อ 40 ปีที่แล้ว อิมซางซูนำมาทำใหม่ ซึ่งคนที่เคยดูแล้วบอกว่าแตกต่างจากฉบับเดิมอย่างสิ้นเชิง และในฉบับใหม่นี้ อิมซางซูสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่ภายใต้ฝืมือของตนได้อย่างโดดเด่นและสวยงาม เราจะเห็นมุมกล้องแปลก ๆ ประเภทเอ็กซ์ตรีมลองช็อต หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนหนังข่าวในตอนแรก
นี่ยังไม่รวมไปถึงการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ดูสวยงามและเต็มไปด้วยพลัง ลึกลับเหมือนดูหนัง suspense ดนตรีที่ดูเศร้าสร้อย เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยความหมาย และที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นพลังฝีมือการแสดงของนักแสดงทุกคน แม้กระทั่งเด็กเล็ก รวมทั้งจองดูยอง ซึ่งเคยได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง Secret Sunshine เมื่อหลายปีก่อน
สำหรับตัวฉันในขณะนี้ ดิฉันมอบรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมให้กับเขาแล้วล่ะคะ
13 May 2010
Chongqing Blues พ่อกลับบ้านแล้วลูก

บางครั้งการวิ่งหนีอาจจะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาอีกต่อไป เพราะการเดินทางกลับเพื่อไปเผชิญหน้ากับอดีต อาจจะสร้างความเจ็บปวดยิ่งกว่า
Chongqing Blues โดย Wang Xiaoshuai ดูผิวเผินอาจจะเหมือนกับหนังฝรั่งเศสเรื่อง On Tour เมื่อคืนนี้ เพราะเป็นเรื่องของผู้ชายที่เดินทางกลับไปบ้านเก่าที่ตนเองเคยทิ้งเพื่อหนีปัญหา เขาเคยคิดว่ามันคือวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ต่างกันแต่เพียงว่า On Tour เป็นเรื่องของผู้ชายที่กลับฝรั่งเศส ด้วยความคิดว่าสิ่งใหม่ที่เขานำไปในการกลับคืบอีกครั้ง จะสร้างชีวิตใหม่ที่มีเกียรติยศไม่แพ้กัน แต่ Chongqing Blues เป็นการเดินทางกลับไปของพ่อที่ทราบข่าวว่าลูกชายของตนถูกยิงตาย หลังจากทิ้งบุตรชายและครอบครัวนานกว่า 15 ปี เพื่อนำไปสู่ธีมสำคัญที่กลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก
Chongqing Blues มีการพัฒนาเรื่องและวิธีการเล่าเรื่องซึ่งแตกต่างจาก On Tour อยู่หลายอย่าง ขณะที่ On Tour ใช้เรื่อง บท การแสดง และบทสนทนาเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ Chongqing Blues พยายามใช้ภาษาหนัง เพื่อพัฒนาหนังไปสู่ข้างหน้า โดยเฉพาะการใช้มุมกล้อง และวิธีการของกล้องที่แปลกไป เช่น ภาพจากกล้องวิดีโอ ภาพจากการถ่ายเอกสาร ภาพโทนเกรย์
เพราะผู้กำกับพยายามควบคุมภาษาหนังหลายอย่างมากเกินไป ทำให้ครึ่งแรกของหนังค่อนข้างมีปัญหา การพัฒนาเรื่องค่อนข้างช้า กว่าที่พ่อจะทราบเรื่องของลูกชายแต่ละอย่างมันเป็นไปอย่างเชื่องช้าโดยไม่จำเป็น แต่เมื่อถึงช่วงครึ่งชั่วโมงหลัง ผู้กำกับก็ได้แสดงฝีมือในการคุมโทนของหนังได้เก่งขึ้นในการจับเรื่องราวที่แสนจะอ่อนไหวและนุ่มนวล เรื่องราวความเจ็บปวดของลูกชายคนหนึ่งที่อยากจะพบพ่ออยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการเผชิญหน้าระหว่างพ่อกับตำรวจที่ยิงลูกตาย ฉากนี้ถือว่าเป็นฉากที่ดีที่สุด เพราะพวกเขาต่างเจ็บปวดเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูญเสียหรือผู้ที่ถือว่าได้ชัยชนะ ว่าไปแล้ว พวกเขาต่างก็พยายามเผชิญหน้ากับอดีตที่เจ็บปวดของแต่ละฝ่าย
อีกปัญหาหนึ่งของหนังก็คือ พยายามนำหลายเรื่องมาใส่มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ภาพสังคมจีนที่เปลี่ยนไป เผอิญผู้กำกับยังคุมโทนหนังตรงส่วนนี้ไม่ได้ ก็เลยทำให้กลายเป็นจุดฟุ่มเฟือยไป
นักแสดงนำผู้รับบทเป็นพ่อ กับตัวละครเล็ก ๆ อย่างตำรวจมือสังหาร เป็นคนที่เล่นที่ดีที่สุด ขณะที่อีกหลายคนอาจจะยังมีปัญหาอยู่
ผลของการตอบรับรอบสื่อ : มีคนปรบมือให้อยู่ไม่น้อยเลยคะ สรุปรวบแล้ว คาดว่าประมาณ 2 มือจาก 4 มือ
12 May 2010
On Tour (Tournee) : อืม

เรากลับไปเผชิญหน้ากับความทรงจำเก่า ด้วยความหวังว่าจะชนะ แต่ยิ่งใกล้บ้านเดิมเท่าไร เรากลับยิ่งแพ้
Joachim อดีตโปรดิวเซอร์รายการทีวีที่ปารีส ตัดสินใจกลับไปปารีสอีกครั้ง พร้อมกับกลุ่มสตรีนักเต้นเปลื้องผ้าจากอเมริกา หลังจากที่เขาทิ้งครอบครัว ทิ้งเพื่อน ทิ้งศัตรู ทิ้งทุกอย่างเมื่อถูกโกงและหักหลัง โดยวาดฝันที่เต็มไปด้วยความฝัน พร้อมกับสาว ๆ ที่หวังว่าจะได้ทัวร์ฝรั่งเศส
แต่ยิ่งเดินทางไปไกลมากเท่าไร เขากลับต้องเผชิญหน้ากับความจริงบางอย่าง ที่ไม่แตกต่างจากอดีตที่เขาเคยเจ็บปวดและทิ้งมันไป ....มันนำไปสู่น้ำตาของลูกผู้ชายที่เขาหวังว่ามันคงจะเป็นเพียงครั้งสุดท้าย
On Tour หรือในชื่อภาษาฝรั่งเศสว่า Tournee เป็นผลงานกำกับเรื่องที่สามของดาราฝรั่งเศสชื่อดัง Mathieu Amaric (คนที่รับบทนำใน The Divine Bell and The Butterfly) ซึ่งรับหน้าที่ทั้งกำกับและแสดงนำเอง ในช่วงครึ่งแรกของหนังดูสนุก มีสีสัน กระชับ จังหวะของหนังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่ขัด ขณะที่ Joachim พยายามติดต่อกับเจ้าของสถานที่จะโชว์งาน ซึ่งสถานการณ์ดูจะแย่ลงเรื่อย ๆ กลุ่มสาว ๆ ก็สนุกสนานไปกับความสัมพันธ์และสถานที่ใหม่ในฝรั่งเศส ไม่มีที่ติ ไม่เบื่อ ชวนติดตาม
แต่พอครึ่งหลังแล้ว หนังเริ่มซ้ำ น่าเบื่อ ไม่แตกต่างกับสถานการณ์ในชีวิตของตัวละครเอง ทำให้สิ่งที่น่าจดจำในตอนแรกหลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อไป จนเมื่อถึงฉากสุดท้ายที่ Joachim ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดของตนดูไร้พลังไป
จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ คือ การแสดงของตัวละครทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Joachim หรือกลุ่มสาวนักเปลื้องผ้าทั้งหมด จนเกือบคิดไปว่า พวกเธอเหล่านั้นเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้าตัวจริง พวกเขาสามารถสร้างความผูกพัน ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนได้อย่างดี
ผลตอบรับจากรอบสื่อ : เงียบค่ะ เงียบ ไม่มีเสียงโห่ ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีอะไรเลย มีแต่เสียงพึ่บพั่บของเก้าอี้ และเสียงเท้าที่เดินออกจากโรงหนัง |