เสียงตอบรับจากรอบทางการ
22/5/2010

บนพรมแดง


ลุงบุญมีระลึกชาติ ฉายรอบทางการอีก 2 รอบเมื่อวานนี้ คือ เวลา 12.00 น. ซึ่งกล่าวกันว่า คนปรบมือยาวนานถึงเกือบ 10 นาที แถมมีบางคนตะโกนเรียกชื่อ อภิชาติพงศ์ กันสำหรับรอบสี่ทุ่มครึ่งเมื่อคืนนี้ ผลปรากฎว่า พอหนังจบ ทุกคนก็ยืนขึ้น ปรบมือให้ พร้อมเสียงปรบมือดังสนั่น ยาวนานกว่า 5 นาที โดยรอบกาล่าเมื่อคืนนี้ นอกจากจะมีอภิชาติพงศ์ และคุณวัลลภา นักแสดงของเรื่องแล้ว ก็มี ลี ชาตะเมธีกุล ด้วย คนไทยส่วนใหญ่เข้าชมในรอบนี้ ซึ่งมีตัวแทนจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยและสมาพันธ์ด้วย
งานแถลงข่าวที่เมืองคานส์

ผ่านไปแล้ว สำหรับการพบปะสื่อของ ลุงบุญมีระลึกชาติ ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งในการเดินทางมาแถลงข่าวครั้งนี้ นอกจากตัวเขาเองแล้ว ก็มี วัลลภา มงคลประเสริฐ ผู้รับบทเป็นเจ้าหญิงในเรื่อง นอกนั้นจะเป็นทีมงานฝรั่งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งมาจากประเทศต่าง ๆ ถึง 4 คน
แม้จะมีสื่อมวลชนเข้าร่วมฟังมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นหนังประเทศโลกที่สาม ก็จะมีสื่อจำนวนไม่มากแบบนี้เช่นกัน แม้กระทั่งประเทศที่มีอุตสาหกรรมหนังค่อนข้างแข็งแรงอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ก็มักจะมีคนไม่เต็มห้อง แต่สื่อมวลชนที่จะเข้ามาฟังเขา มักจะเป็นผู้ที่ให้ความสนใจกับหนังของเขาค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าเป็นแฟนด้วยซ้ำ
คำถามเริ่มต้นจะเป็นเรื่องความคิดเห็นของเขาที่มีต่อผี ซึ่งอาจจะเป็นที่เชื่อถือกันในเอเชีย แต่เป็นเรื่องยากต่อการตอบรับของชาวตะวันตก อภิชาติพงศ์ได้อธิบายว่า เขาทำหนังเรื่องนี้ หลังจากที่คิดว่าจะทำการสำรวจดินแดนบ้านเกิดอย่างอีสานของเขา ซึ่งเขาตอบว่าได้รับอิทธิพลทางความเชื่อจากเขมรด้วย หนังของเขาจะเป็นเรื่องของการเดินทางข้ามมิติ (transmigration) ระหว่างมนุษย์ วิญญาณ สัตว์ และต้นไม้ ผนวกกับความต้องการที่จะนำเสนอความผูกพันของเขาที่มีต่อหนังที่เขาเติบโตมา ในทางที่เข้มข้นและเป็นตัวของเขาเอง นั่นก็คือหนังผี หรือถ้าจะสรุปให้ง่าย ๆ ก็คือ เป็นการนำแฟนตาซีของเด็ก ๆ ให้เกิดขึ้น รวมทั้งการเผชิญหน้ากับความตาย และความผูกพันธ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเขา
หนังเหมือนเป็นการสะท้อนภาพสิ่งที่เขาเติบโตมา ไม่ว่าจะเป็นหนังผีที่เขาคุ้นเคย (ซึ่งอภิชาติพงศ์นำเสนอออกมาในรูปของผีที่มีขนเต็มไปหมด มีตาแดง ๆ) เขาบอกว่าเป็นผีจากหนังสือการ์ตูน และผีที่เพื่อนเขาบอกว่าเคยเจอในบ้านผีสิงของตนเอง
ในการนำเสนอสิ่งที่ตนคิดไว้ อภิชาติพงศ์ได้คิดกระบวนการทำหนังอยู่หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายหนังในตอนกลางวัน แต่ทำให้เป็นฉากกลางคืน หรือที่เราเรียกกันว่า day-for-night การใช้เสียงก็วางโจทย์ไว้ว่า ทำให้คนดูรู้สึกได้ เพื่อจะบอกว่รเราไม่ได้อยู่คนเดียว แต่จะอยู่ร่วมกับสิ่งอื่น ๆ ได้ด้วย รวมทั้งการถ่ายหนังด้วยกล้อง 16 มม นอกจากเพื่อความประหยัดแล้ว ก็เพราะนั่นเป็นหนังที่เขาเติบโตมา
นอกจากจะนำเสนอด้วยวิธีการต่าง ๆ เขายังวางองค์ประกอบในหนังบางอย่าง อาทิ เสียง และแสง ก็เป็นตัวละครตัวหนึ่งด้วย ซึ่งเขาบอกว่าเป็นการทดลองอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน
มีคนถามต่อว่า เนื่องจากประเทศไทยกำลังเกิดปัญหาการเมืองอยู่ เขามีความยากลำบากในการเดินทางมาหรือไม่ อภิชาติพงศ์ตอบว่า เขาเกือบมาไม่ได้เหมือนกัน เพิ่งมาถึงเมื่อคืน (20) เพราะพาสปอร์ตอยู่ที่สำนักงานขอวีซ่าแห่งหนึ่งในใจกลางเมือง จะเข้าไปเอาก็ไม่ได้ ก็เลยต้องขอพาสปอร์ตจากกระทราวงต่างประเทศฉบับใหม่ พร้อมเตรียมไปขอวีซ่าที่สถานทูตฝรั่งเศส ซึ่งเผอิญปิดบริการ พร้อมแนะให้ไปสถานทูตสเปน แต่ระหว่างเดินทางไปถึง ทางสถานทูตสเปนบอกว่าต้องปิดบริการเช่นกัน พร้อมแนะให้ไปขอสถานทูตอิตาลีแทน (สถานทูตตั้งอยู่แถวยานนาวา) ถึงจะได้ ระหว่างทางที่ขับรถ ก็ได้เห็นสภาพการต่อสู้ต่าง ๆ เหมือนอย่างในหนัง รู้สึกเศร้ามาก
พอได้พาสปอร์ตและวีซ่ามาเรียบร้อย ก็เผอิญเจอกับเรื่องเคอร์ฟิว ประกอบกับช่วงนั้นมีข่าวลือว่าจะมีการยิงครั้งใหญ่ อภิชาติพงศ์จึงตัดสินใจเข้าพักในโรงแรมใกล้ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะเดินทางขึ้นเครื่องบินได้
มีคนถามว่า ทำไมหนังของเขาต้องเกิดในป่าเท่านั้น อภิชาติพงศ์บอกว่าเขาอาจจะถ่ายในกรุงก็ได้ แต่อยากให้เป็นที่อื่น อาจจะเป็นเม็กซิโก เขาบอกว่าเขาเคยไปที่นั่นสองครั้ง เขาชอบ เพราะ มันทำให้ผม รู้สึก ได้ ถึงความวุ่นวาย มีเรื่องราว มีบางอย่างที่เรานึกถึง อาจจะคิดว่าเป็นการระลึกชาติได้ ผมคิดว่าเม็กซิโกมีความเชื่อและแหล่งข่าวที่ผมจะ identify ได้

ดักรอถ่ายภาพหลังจาก photo call ประกาศว่ามีดิฉันคนเดียว



วัลลภา มงคลประเสริฐ
คุณวัลลภา หันมามองกล้องตลอด หลังจากที่ดิฉันส่งสัญญาณว่าเป็นคนไทย

แจกลายเซ็น

เจ้ยจะถามชื่อคนที่เข้ามาขอลายเซ็น พร้อมเขียนชื่อให้ วิธีการเดียวกับที่ไมค์ ลีห์ เคยถามฉัน นี่ล่ะวิถีทางของผู้กำกับใหญ่ ๆ เขาทำกัน
เสียงตอบรับรอบสื่อที่คานส์
20/5/2010
ฉายไปแล้วรอบสื่อรอบแรกสำหรับ ลุงบุญมีระลึกชาติ เมื่อเวลา 19.00 น. ในห้องดีบุสซี่ ซึ่งมีความจุประมาณ 1,700 ที่นั่ง ผลปรากฎว่า ที่นั่งค่อนข้างเต็ม อาจมีที่ว่างอยู่บ้าง ก็เพียง 1-2 ที่่นั่งในบางแถว
หนังมีความยาวกว่า 113 นาที ไม่ง่วงเลย ดูหนังอภิชาติพงศ์ทีไร ไม่เคยง่วง เพราะมีอะไรให้ค้นหาตลอดเวลา สำหรับการตอบรับของสื่อ คนเิร่มเดินออกหลังจาก 20 นาทีผ่านไป แต่ไม่มากนัก และเมื่อนับรวมทั้งหมดแล้ว ชั้นล่างมีคนเดินออกประมาณ 20 คน ส่วนชั้นบนไ่ม่ทราบค่ะ เพราะนั่งนับแต่ชั้นล่าง
หนังดูสนุกนะคะ เอาไว้จะเขียนวิจารณ์ละเอียดอีกที นอกจากจะพูดถึงประเด็นความเชื่อของไทยแล้ว หนังได้ท้าทายเซ็นเซอร์ไทยในเรื่องพระด้วย พร้อมกับอ้างอิงหนังเก่า ๆ ของอภิชาติพงศ์เอง และหนังมีอารมณ์ขันมากขึ้น (จน http://en.wikipedia.org/wiki/Uncle_Boonmee_Who_Can_Recall_His_Past_Lives เรียกว่าหนังคอเมดี้)
เมื่อถึงตอนจบ ปรากฎว่า คนปรบมือให้นะคะ ซึ่งน่าสนใจมาก แม้จะไม่ได้ปรบมือมากนัก แต่ก็มีคนปรบมือให้ ซึ่งหนังบางเรื่องจะไม่ได้เสียงปรบมือแบบนี้
ขณะที่เสียงปรบมือดัง ก็มีเสียงโห่ออกมาจาก 1-2 คนได้ ก็เลยมีเสียงปรบมือเกทับต่อ
สำหรับการดูไม่รู้เรื่องก็ยังคงมีอยู่ เดิมทีดิฉันจะสัมภาษณ์นักวิจารณ์แถว ๆ นั้น แต่ปรากฎว่า เพื่อน ๆ กลับรีบเดินเข้ามาหาดิฉัน ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่ ก็เลยต้องอธิบายให้ฟัง
ลี ชาตะเมธีกุล มือตัดต่อ อยู่ในโรงหนังตลอด เพื่อเช็คระบบเทคนิค
พรุ่งนี้จะได้แต่งชุดราตรีสโมสร ไปดูรอบกาล่าด้วย จากความช่วยเหลือของอภิชาติพงศ์
เหตุการณ์จลาจลในเมืองไทยส่งผลต่อการเดินทางของอภิชาติพงศ์มาคานส์
20/5/2010
เหตุการณ์จลาจลที่ประเทศไทย ส่งผลต่อการเดินทางของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล มาเมืองคานส์เต็ม ๆ
ตามกำหนดการเดิม อภิชาติพงษ์จะต้องเดินทางมาถึงเมืองคานส์ในวันที่ 18 พฤษภาคม แต่เนื่องจากว่าพาสปอร์ตของเขาติดอยู่ที่สถานทูตอังกฤษตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จากการขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปอังกฤษหลังจากเมืองคานส์ แต่เพราะเหตุจลาจลที่เกิดขึ้น ทำให้สำนักงานวีซ่าเข้าเมืองอังกฤษ ซึ่งตั้งอยู่ตึกรีเจนท์ ราชประสงค์ ต้องปิดดำเนินการมาตลอด
เมื่อถึงสัปดาห์นี้ สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจขอพาสปอร์ตและวีซ่าใหม่เป็นการด่วน โดยได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงต่างประเทศและสถานทูตฝรั่งเศส
ขณะเดียวกัน เขาได้ส่ง ลี ชาตะเมธีกุล มือตัดต่อมาช่วยดูปริ้นท์ก่อน ซึ่งลีเดินทางมาถึงเมืองคานส์เมื่อคืนนี้เมื่อเวลาเกือบถึงเที่ยงคืนแล้ว และเข้าดูปรินท์ทันที โดยอภิชาติพงศ์ก็เดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อเช้านี้ และจะมาถึงเมืองคานส์ประมาณสี่่ทุ่มครึ่ง
อภิชาติพงศ์ค่อนข้างพิถีพิถันในก็อปปี้ที่จะฉายทั้งทางการและฉายให้สื่อมวลชนดู หนังจะเปิดฉายรอบสื่อในวันนี้ 2 รอบ เวลา 19.00 และ 22.00 น. ตามเวลาฝรั่งเศส (ช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) |