สนับสนุนโดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม Supported by Office of Contemporary Art And Culture ,Ministry Of Culture
หน้าแรก
ประสบการณ์ท่องหนัง
ประวัติหนังไทย
ข่าว
วิจารณ์
สัมภาษณ์
บทความพิเศษ
รายงานหนังไทยในเทศกาลหนังต่างๆ
รายชื่อหนังสือและบทความเกี่ยวกับหนังไทย
รายชื่อ ที่อยู่ หน่วยงาน
 
เมนูยอดนิยม
หนังกำลังฉาย
ปาฎิหาริย์รักต่างพันธุ์
ฝัน หวาน อาย จูบ
Super แหบ-แสบ-สะบัด
Happy Birthday
องค์บาก 2
โปรแกรมหน้า
ความสุขของกะทิ
8 มค. 2552
ฟ้าใส ...ใจชื่นบาน
15 มค. 2552
ตอกตราผี
15 มค. 2552
โหดหน้าเหี่ยว
22 มค. 2552
ท้า / ชน
29 มค. 2552
POPULAR
   

หนังหว่องภาคฮอลลีวู้ดคว้าน้ำเหลว   หนังโรมาเนีย และฮอลลีวู้ดของผู้กำกับ Seven มาแรง

 

เรื่อง โดย อัญชลี ชัยวรพร

  19/5/2007
 

ผ่านไป 3 วันแล้ว ปรากฎว่ายังไม่มีหนังประกวดเรื่องไหนที่ถูกโห่ เท่ากับที่ยังไม่มีเรื่องไหนที่ได้ยินเสียงโห่ร้องด้วยความปลื้มปิติ ถ้าจะมีหนังเรื่องไหนที่คนชอบมาก และปรบมือดังให้ เห็นจะเป็น Sicko หนังสารคดีเกี่ยวกับระบบสวัสดิการสุขภาพในสังคมอเมริกาของไมเคิล มัวร์

 

 

หนังประกวดฉายไปแล้ว 8 เรื่อง เรื่องแรก คือ My Blueberry Nights ของหว่องกาไว หนังภาคฮอลลีวู้ดของหว่องกาไวเขา และเป็นหนังเปิดทางการด้วย เล่าเรื่องราวการเดินทางในชีวิตของอลิซาเบธ (นำแสดงโดยนักร้องดัง Norah Jones) หลังจากอกหัก ถูกแฟนทิ้ง เป็นคนเหงา ไปนั่งกินเหล้าที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ซึ่ง Jude Law เป็นเจ้าของ เขามีทีท่าสนใจเธอ แต่เธอตัดสินใจเดินทางไปที่อื่น ทำงานในร้านอาหารเล็ก ๆ เจอคนมากมาย เห็นชีวิตและปัญหาต่าง ๆ

หนังยังคงรักษาโทนความเหงาของหว่องกาไวเหมือนเดิม แต่เพราะเป็นฮอลลีวู้ด ความเหงาก็เลยถูกรองรับด้วยเหตุผลต่าง ๆ มากเกินไป นางเอกเหงาเพราะอกหัก อาร์นี่ ชายวัยกลางคนที่มักจะให้ทิปกับเธอเยอะแยะ เหงาเพราะถูกเมียทิ้ง จนตายโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นอุบัติเหตุจริงหรือไม่ ซู (ราเชล เวลซ์) เมียของอาร์นี่นอกใจ ก็มีเหตุผล แม้แต่สาวบ้าการพนันอย่างเลสลี่ (นาตาลี พอร์ทแมน) ทำไปก็เพราะปัญหาครอบครัวบางอย่าง ไม่รู้จะมีเหตุผลอะไรกันมากมาย เหงาก็คือเหงา บางทีฝนตก เราก็เศร้าแล้ว หนังขาดเสน่ห์อารมณ์เหงาแบบไม่มีเหตุผลอย่างที่เราเห็นในฉบับฮ่องกง ดีแต่เพลงค่ะ

เสียงตอบรับสื่ออื่น ๆ : ส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบเหมือนกัน

หนังที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด ตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ หนังโรมาเนีย เรื่อง 4 Months, 3 Weeks and 2 Days กับหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Zodiac

 


4 Months, 3 Weeks and 2 Days เป็นหนังที่ผู้เขียนชอบมากที่สุด เทคนิคของหนังไม่ได้สมบูรณ์อะไรเป็นพิเศษ แถมเนื้อเรื่องก็แค่เด็กสาวคนหนึ่งที่พยายามช่วยเพื่อนทำแท้ง เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงวันเดียว ตั้งแต่ Otilia พยายามหาเงินค่าทำแท้งให้เพื่อน ไปติดต่อโรงแรม ไปพบหมอเถื่อน จนกระทั่งต้องนอนกับหมอทำแท้ง เพราะเงินไม่พอ วิ่งกลับไปฉลองวันเกิดแม่ของแฟน กลับมาโรงแรม กำจัดศพกับมารหัวขนของเพื่อน

หนังเยี่ยมมากค่ะ ทั้งในการรักษาอารมณ์ของหนัง ดูแล้วตื่นตลอด หนังกระชับ แถมผู้กำกับชาญฉลาดในการใช้ภาษาหนัง หนังใช้ไดอะล็อกเยอะนะ บางตอนก็นอกจอ แต่เมื่อดูจนจบ  มันแสดงให้เห็นภาพชีวิตหนึ่งในโรมาเนียได้อย่างดี

ฉากเด็ดที่สุดคือตอนทำแท้ง ซึ่งเกิดขึ้นในห้องของโรงแรมแห่งหนึ่ง ฉากนี้ยาวครึ่งชั่วโมงกว่า ผู้กำกับใช้ลองเทค แทบไม่คัทเลย (ความตั้งใจเดิม ผู้กำกับไม่ต้องการให้คัทเลย แต่ทำไม่ได้) แค่มุมกล้อง ไดอะล็อก การแสดง ทำเอาผู้เขียนแทบเป็นลม ดิฉันปิดตาตลอดบ้าง ถอดแว่นบ้าง เพื่อจะได้ไม่ต้องอ่านบทสนทนา ความจริงฉากไม่ได้น่ากลัวเลยนะ แต่คำพูดทุกอย่างกับการแสดง มันทำให้ตัวเองตื่นบ้าง ไม่น่าเชื่อว่าผู้กำกับคนนี้เพิ่งจะมีผลงานเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สาม (Occident – 2002, Lost and Found – 2005)


 

นักวิจารณ์ฝรั่งเขาให้คะแนนเรื่องนี้น้อยกว่าหนังของเดวิด ฟินเชอร์หน่อยหนึ่ง ผู้กำกับ Alien 3, Seven, Fight Club และ Panic Room หนนี้เขาทำหนังฆาตกรรมเหมือนเดิม เรื่อง Zodiac พูดถึงคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริงที่สหรัฐเมื่อปี 1969 เมื่อมีมือลึกลับที่ใช้นามลึกลับ สังหารคนเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย โดยเขามักจะทิ้งร่องรอยอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโค้ดลึกลับ หรือเขียนจดหมายฉบับต่าง ๆ ไปให้หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ทำให้คนตัวเล็ก ๆ ที่เป็นนักวาดการ์ตูน ตัดสินใจสืบค้นร่องรอยของบุคคลนี้หลังจากคดีเกิดขึ้นผ่านไปสิบปี เขารู้ว่าบุคคลนี้คือใคร แต่ตำรวจไม่มีหลักฐานเพียงพอ จนกระทั่ง 22 ปีผ่านไป (1991) เขาตัดสินใจตีพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง ทำให้ตำรวจเริ่มพลิกแฟ้มคดีขึ้นมาอีกครั้ง และออกหมายเรียกฆาตกรรายนี้มาตรวจสอบ แต่เขาเกิดหัวใจวายตายเสียก่อน

ผู้คนชอบในการจัดฉากเซ็ตติ้ง แง่มุมการเล่าเรื่องที่ใช้วิธีการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ การถอดรหัสโค้ด หรือบทอันกระชับ แต่ในฐานะผู้เขียน นี่เป็นหนังอาชญากรรมที่ดีเรื่องหนึ่ง แต่ตามสไตล์ฮอลลีวู้ดเหมือนเดิม มันบังคับให้เราคิดตามที่เขาสั่งอย่างเดียว ไม่ได้เปิดช่องว่างให้เราได้พัฒนาสมองมากเท่าที่ควร ทั้งเรื่องผู้เขียนชอบแค่ 2 ตอน ตอนที่จิตแพทย์พูดกับฆาตกรรายนี้ผ่านรายการโทรทัศน์ ผู้ที่รับบทเป็นหมอกินขาดกับบทเล็ก ๆ เหล่านี้ และตอนจบเมื่อนักวาดการ์ตูน ซึ่งตอนนี้เริ่มอายุมากขึ้น เดินเข้าไปซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง เดินเข้าไปหาฆาตกร จ้องหน้าเขาอย่างเดียว ไม่พูดอะไร และจากไป เขาออกหนังสือในที่สุด มันสะอึกอารมณ์ของเรามาก ที่รู้ว่าความจริงมันคืออะไร แต่กฎหมายทางสังคมไม่สามารถช่วยเหลือพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้

 

 

พี่น้องโคเอน มากับผลงานเรื่องที่ 12 เ รื่อง No Country For Old Man ซึ่งดีมากเรื่องหนึ่ง ยังคงเป็นการฆาตกรรมอีกเช่นเคย หนังเริ่มเรื่องเมื่อชายโหดผู้หนึ่ง แม้จะถูกลั่นกุญแจมือแล้ว ก็ยังสังหารนายอำเภอ จนหนีรอดได้ ฆ่าคนอีกจำนวนมาก เพื่อชิงเงินและเฮโรอีนจำนวนหนึ่งคืน คุณรู้ไหมคะ คนที่รับบทนี้คือ Jarvar Bardem นักแสดงสเปน ซึ่งแสดงได้ดีมาก จนไม่เห็นเค้าเสน่ห์เดิม พี่น้องโคเอนยังคงรักษาลายเซ็นของตนในเรื่องการเล่าเรื่องแบบตลกร้าย แต่หนนี้เขาใช้ความเงียบเป็นหลักสำคัญในการเล่าเรื่อง เคียงคู่ไปกับ landscape แบบตะวันตกของสหรัฐ ดูไปก็ไม่แตกต่างจากชายบ้าคนนี้ ที่สามารถสังหารคนได้อย่างเลือดเย็น ถ้า Fargo ใช้ความหนาวเย็นเป็นโจทย์บังคับการดำเนินเรื่อง No Country For Old Man ก็ใช้ความเงียบและความโหดเป็นแกนกลางของเรื่อง


 

หนังฝรั่งเศสเรื่อง Love Songs เหมือนหนังเพลงแบบไทย ๆ แต่ทำงานเนี้ยบเท่านั้น เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีความรัก ความสัมพันธ์กับครอบครัวเธอก็ดีทุกอย่าง ทันใดนั้นแฟนสาวเกิดเสียชีวิตกะทันหัน เขาพยายามเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่มันผ่านไปอย่างยากเย็น จนเขาตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตกับใครคนหนึ่ง ที่อาจจะไม่ได้เป็นไปตามจารีตของสังคมคนทั่วไป

หนังแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนแรกใช้ชื่อว่า The Departure พูดถึงความรักอันหวานชื่นของเขากับแฟนสาว จบด้วยฉากที่แฟนสาวเกิดเสียชีวิตกะทันหัน ตอนที่สองชื่อว่า The Absence เสนอความพยายามของเขาที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ และตอนที่สามเรื่อง The Return เมื่อเขาเริ่มมีความสัมพันธ์กับคนใหม่

Love Songs ก็เหมือนกับชื่อเรื่อง ดำเนินวิธีการเล่าเรื่องแบบหนังดราม่าทั่วไป แต่ที่แตกต่างก็คือเป็นหนังเพลง ที่ตัวละครแค่ออกมาร้องเพลง ไม่ได้มีการเต้นไปด้วยเหมือนอย่างจีนส์ เคลลี่ ใน Singing In the Rain เพลงอาจจะออกมาคั่นรายการ แต่ตัวละครก็แสดงทุกอย่างให้สมกับเหตุการณ์จริง ก็คล้าย ๆ หนังเพลงแบบไทย ๆ ล่ะค่ะ ดิฉันรู้สึกว่ามันก็เป็นแค่หนังเมนสตรีมดี ๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้น แม้ตอนจบจะหักมุมสักหน่อย แต่ก็เป็นหนังฝรั่งเศสที่เราไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก หนังน่าจะทำงานได้ดีในฝรั่งเศส



หนังรัสเซียเรื่อง The Banishment เป็นหนังที่ไอเดียดี แต่วิธีการนำเสนอสอบไม่ผ่าน ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันนึกถึงเจ้ย อภิชาตพงศ์นะคะ คือ ผู้กำกับ Andrei Zviaguintsev พยายามเชื่อมโยงฉากทิวทัศน์ชนบทของรัสเซียเป็นแบ็คกรานวด์เพื่อแสดงภาพคู่ขนานของการแตกร้างของชายหญิงครอบครัวหนึ่ง ฝ่ายภรรยาบอกสามีว่า เธอกำลังท้อง แต่เด็กไม่ใช่ลูกคนอื่น ทั้งครอบครัวกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านเดิม ได้เจอเพื่อน แต่บรรยากาศเรียบง่ายก็ไม่สามารถประสานรอยร้าวของคนทั้งสองได้

ปัญหาก็คือ เราไม่ใช่คนรัสเซีย เราก็ไม่รู้สึกกับฉากและบรรยากาศเบื้องหลังแบบนั้น เหมือนอย่างที่เราเคยรู้สึกกับหนังของเจ้ย …. อภิชาตพงศ์ แถมเราไม่รู้สึกอินกับรอยร้าวของครอบครัวตรงนั้น มันก็เลยมีปัญหา แถม หนังยาวมาก เมื่อความคิดที่ต้องการนำเสนอมันไม่ออกมา มันก็เลยทำให้ฉากใกล้จบ เมื่อชู้เล่าความจริงให้ฝ่ายสามีของภรรยาฟัง หลังจากที่เธอแท้งลูกตาย ดิฉันพบว่ามันน่ารำคาญมาก สื่อส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบเรื่องนี้กันมาก ๆ เลย


เรื่องสุดท้ายของวันนี้  เพิ่งออกจากโรงหนังมาสด ๆ ร้อน ๆ คือ Psalms หรือ Tehilim หนังของผู้กำกับฝรั่งเศส  แต่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวอิสราเอลครอบครัวหนึ่ง  ที่พยายามจัดการกับครอบครัวเมื่อพ่อผู้เป็นบิดาหายไป   ผู้กำกับราฟาเอล นาจาริ พยายามเสนอแง่มุมของบุคคลต่าง ๆในครอบครัวที่มีต่อศาสนา  เพื่อปลอบใจหรือจัดการกับปัญหาที่พ่อหายไป   จนกระทั่งเด็กชายวัยรุ่นของเรื่อง  ตัดสินใจขโมยคัมภีร์ศาสนา และเงินของพ่อที่แม่ซ่อนไว้  นำไปแจกผู้คนกลางถนน  ด้วยความคิดที่เชื่อว่าจะสร้างบุญให้พ่อกลับมาได้

Psalms เป็นหนังที่บอกไม่ถูก  จะว่าเป็นหนังดีก็ไม่ใช่  แม้ประเด็นของหนังอาจจะน่าสนใจ  แต่วิธีการลำดับเรื่องนั้นสุดแสนจะน่าเบื่อ  จะว่าเป็นหนังเลวก็ไม่ถึงขนาดนั้น  ผลที่ตามมาก็คือ ไม่มีปฎิกิริยาโต้ตอบจากสื่อเลยเมื่อหนังจบ  ผู้เขียนพยายามหาข้อดีของหนัง  พบว่ามุมกล้องของหนังน่าสนใจ ที่จัดวางเหมือนเป็นผู้สังเกตุการณ์ครอบครัวนี้ว่าทำอะไรไป  จนแรก ๆ คิดว่าเป็นสายตาของพ่อที่แอบมองครอบครัวอยู่ด้วยซ้ำ แต่การจัดวางมุมกล้องแบบนี้ไม่สม่ำเสมอ  ก็เลยตกไป

สำหรับหนังเรื่องอื่น ๆ จะนำมารายงานให้ทราบต่อไปค่ะ

   

Everything you want to know about Thai film, Thai cinema
edited by Anchalee Chaiworaporn h อัญชลี ชัยวรพร   designed by Nat  
COPYRIGHT 2004 http://www.thaicinema.org. gAll Rights Reserved. contact: thaicine@yahoo.com
By accessing and browsing the Site, you accept, without limitation or qualification, these copyrights.
If you do not agree to these copyrights, please do not use the Site.