|
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี์ หลังจากตัวแทนจากฟอร์ติสสิโม่ (ด้านหลัง) กล่าวแนะนำ |
คานส์ - ผ่านไปแล้วงานปาร์ตี้ไทยไนท์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมหรูชื่อดัง Carlton ในเวลา 6.30-8.30 ตอนเย็น โดยมีทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์
ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน
งานเริ่มจริง ๆ ประมาณหนึ่ งทุ่ม แต่ทูลกระหม่อมหญิงฯ ทรงเสร็จเข้าร่วมงานตั้งแต่เวลาหกโมงกว่าแล้ว แต่คนเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อย ๆ จึงต้องมีการรอเวลาให้ถึงตามกำหนดการเดิมเสียก่อน โดยมีท่านผู้ว่าการท่องเที่ยว นางจุฑามาศ เป็นประธานคอยต้อนรับแขก
เมื่อถึงเวลาตามกำหนดการแล้ว บรรณาธิการหนังสือ Variety ประจำลอสแองเจลิส ได้กล่าวแนะนำ Wouter Barendrecht และ Michael J. Werner จาก Fortissimo Films ขึ้นมาบนเวที จากนั้นตัวแทนจากฟอร์ติสสิโม่ทั้งสองคนก็กล่าวแนะนำทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ
จากนั้นทูลกระหม่อมหญิงฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์โดยกล่าวสดุดีการทำงานของฟอร์ติสสิโม่ที่มีผลงานดีเด่น รวมทั้งได้รับรางวัลเกียรติคุณจากเทศกาลหนังกรุงเทพปีนี้ รวมทั้งสามารถมีหนังได้รับการคัดเลือกเข้ามาฉายถึง 5 เรื่อง ก่อนที่จะลงท้ายว่างานเทศกาลหนังกรุงเทพปีหน้า จะกลับไปจัดงานในเวลาเดิม ไม่ใช่หลังเทศกาลหนังเบอร์ลินต่อไป โดยกำหนดไว้ว่าจะเป็นวันที่ 26 มกราคม 5 กุมภาพันธ์ 2550
หลังจากนั้นแล้ว ทูลกระหม่อมหญิงฯได้เสด็จร่วมวิสาสะกับแขกเหรื่อในงาน
ดูโดยรวมแล้ว งานปาร์ตี้ไทยไนท์ดูเหมือนจะสอบผ่านทุกอย่างในการจัดงานระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ดูโอ่โถง หรูหรา ไม่แน่นขนัดเหมือนงานที่สมาพันธ์จัดเมื่อปีที่แล้ว แม้จะมีปัญหาในเรื่องเวลาสักหน่อย อย่างที่แจ้งให้ทราบว่างานที่จัดขึ้นในช่วงนั้น ไม่สามารถเรียกสื่อมาได้เลย ถ้าคิดว่าจะเน้นกลุ่มผู้มาตลาดค้าหนังเป็นหลักแล้ว อยากกระตุ้นให้คิดสักนิดว่า ทำไม Korean Film Night ไต้หวัน หรือแม้แต่อินเดีย ถึงจัดในเวลา 21.00-23.00 น. เรียกแขกมางานได้โข
อันที่จริงแล้ว การเสด็จเข้าร่วมงานของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ์เรียกเสียงผู้เข้าร่วมงานได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากบัตรเชิญได้มีการระบุไว้ว่า Princess Ubonrat of Thailand จะเป็นองค์ประธาน ระหว่างที่เดินทางมาร่วมงาน ได้ยินคนกล่าวถึงเรื่องนี้กันเป็นแถว
แต่ทำไม งานยังมีข้อบกพร่องอยู่เยอะ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเชิญที่ไม่ทั่วถึง ตัวแทนฝ่ายไทยจำนวนมากไม่ได้บัตรเชิญ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือตัวแทนในวงการภาพยนตร์จากกระทรวงวัฒนธรรม หรือบรรดาคนไทยอื่น ๆ ที่มาร่วมงานด้วยเอง คนไทยที่ได้บัตรเชิญนั้นส่วนใหญ่จะเป็นค่ายหนังที่มีบูธมาออกงาน ซึ่งต้องกลายเป็นผู้แจกบัตรที่ตนเองมีให้กับคนอื่น ๆ ไป
แม้แต่บุคคลสำคัญในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียต่างก็ไม่ได้รับบัตรเชิญด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคิมจีซุกจากเทศกาลหนังปูซาน จนตอนหลังบริษัทจีทีเอชต้องนำบัตรของตนมาให้ เช่นเดียวกันผู้เขียนที่ทางไฟว์สตาร์นำบัตรมาแบ่งปันให้
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นในงานก็คือ แขกส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างประเทศ มีคนไทยไม่ถึง 50 คนจากจำนวนแขกทั้งหมด ร่วม 500 คน ส่วนแขกจากเอเชียที่ได้มานั้น ตอนหลังต้องอาศัยคนรู้จัก หรือคนไทยที่อยู่ในงานช่วยพาเข้าไป อย่างดิฉันซึ่งได้บัตรเชิญเพียงใบเดียว แต่นำแขกจากอิตาลี อินโด ฟิลิปปินส์เข้าไปด้วย
ปัญหาหลักของข้อบกพร่องครั้งนี้ เพราะผู้รับผิดชอบจัดงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการออกบัตรเชิญกลายเป็นทีมฝรั่งอเมริกันทั้งหมด
เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนไทยและชาวเอเชียจำนวนมากจะไม่ได้รับบัตรเชิญเป็นแถว!
นอกจากนี้ ไม่มีตัวแทนจากบริษัทสหมงคลฟิลม์และสมาพันธ์ภาพยนตร์เข้าร่วมงานเลยสักคนเดียว !
เพราะฉะนั้นคนไทยที่มาร่วมงาน คงมีเพียง นคร วีระประวัติ ไพโรจน์ สังวริบุตร ตัวแทนจากไฟว์สตาร์โปรดักชั่น ที่ฟ้า ไรท์บียอนด์ เดอวอรเรนพิคเจอร์ (คนทำหนังเรื่องนาคฯ) และคนไทยจากค่ายหนังอีกจำนวนหนึ่งที่เดินทางมากับกระทรวงวัฒนธรรม
ก่อนจะเริ่มงานนั้น ดิฉันได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ไทยจาก ททท . และเล่าปัญหาเรื่องบัตรเชิญให้ฟัง เจ้าหน้าที่ไทยก็เลยต้องจัดแจงนัดหมายไปเตร็จเตร่ตรงทางเข้า เพื่อไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ฝรั่งว่าคนไทยทุกคนจะต้องเข้างานได้
ปัญหาก็คือ คนไทยจำนวนมากไม่ได้บัตรเชิญ ก็เลยไม่มา
มาถึงการจัดงานบ้าง มีชาวเอเชียจำนวนหนึ่งเข้ามาวิจารณ์กับดิฉันว่า ทำไมต้องแนะนำให้ฟอร์ติสสิโม่ขึ้นไป แทนที่จะให้บรรณาธิการจาก Variety เป็นผู้กล่าวแนะนำทูลกระหม่อมหญิง ฯ โดยตรง
และที่สำคัญทำไปต้องกล่าวถึงบริษัทฟอร์ติสสิโม่มากมาย ในเมื่อบริษัทนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทศกาลหนังกรุงเทพเลย!
ดิฉันก็ไม่สามารถตอบเรื่องราวเหล่านี้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนได้ว่า คนอเมริกันที่ได้รับการว่าจ้างจาก ททท. นั้น ไม่เคยพยายามที่จะเข้ามาร่วมเครือข่ายชาวเอเชีย ไม่อย่างนั้นแล้ว หลาย ๆ คนจะไม่ได้รับบัตรเชิญ เช่นเดียวกับไม่แคร์คนไทย เพราะฉะนั้นก็เลยมีคนไทยจำนวนมาก ไม่ได้รับเชื้อเชิญ
ก็บ่นไปเช่นนั้นเอง ก็เหมือนกับการจัดงานเทศกาลหนังกรุงเทพ ที่มักจะละเลยคนไทยกับคนเอเชียอยู่เสมอ ที่เคยเขียนวิพากษ์ไปแล้ว
งานนั้นก็คงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเช่นเคย
|